ฟันตกกระ คืออะไร

ฟันตกกระ คืออะไร รักษาได้ไหม

ฟันตกกระ คืออะไร รักษาได้ไหม

ใคร ๆ ก็อยากจะมีฟันที่มีสีขาวและสวยงามด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนก็จะมีฟันที่แข็งแรงและสีที่แตกต่างกันออกไปตามเหตุปัจจัยที่ต่างกัน โดยทั่วไปแล้ว สีของฟันจะไม่ได้ขาวมาก แต่จะเป็นสีขาวออกเหลืองไปจนถึงเหลืองอ่อน ในบางคนอาจจะพบว่าฟันมีลักษณะผิวไม่เรียบ มีรูพรุน หรือมีสีที่คล้ำ โดยไม่เกี่ยวกับการทำความสะอาด ลักษณะดังกล่าวเราเรียกว่า “ฟันตกกระ”

ฟันตกกระคืออะไร

ฟันตกกระ คือฟันที่ได้รับปริมาณฟลูออไรด์มากเกินไป  โดยส่วนใหญ่เป็นการที่ได้รับสะสมตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อฟลูออไรด์เข้าสู่กระแสเลือดจะเข้าไปขัดขวางการสร้างชั้นเคลือบฟัน ซึ่งหากการสร้างเคลือบฟันมีการหยุดไปในระยะเวลานาน จะทำให้ผิวเคลือบฟันมีรูพรุนและมีสีขาวขุ่น สีเหลืองออกน้ำตาล หรือน้ำตาลเข้ม ขึ้นอยู่กับความรุนแรง พูดง่าย ๆ ก็คือฟันตกกระเป็นลักษณะของสีผิวฟันที่เปลี่ยนแปลงไปจากสีฟันธรรมชาตินั่นเอง และเป็นช่วงที่ฟันของเรามีความอ่อนแอมาก ๆ ด้วยค่ะ

รับฟลูออไรด์มากไปส่งผลเสียอย่างไร

เราอาจจะเคยได้ยินมาว่าฟลูออไรด์ทำให้ฟันแข็งแรง แน่นอนว่านั่นคือเรื่องจริง แต่เรื่องจริงอีกอย่างก็คือหากฟันของเราได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป ก็สามารถเกิดผลเสียกับฟันของเราได้เช่นกันค่ะ เพราะผิวฟันจะมีการสะสมของเกลือแร่ผิดปกติ ทำให้ฟันมีรอยด่าง ดังนั้นเราจึงควรใช้ฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปากโดยมีส่วนผสมของฟลูออไรด์มากจนเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทุกตัวร่วมกัน เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือหมากฝรั่ง ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ฟันตกกระได้อีกด้วย

รู้หรือไม่ว่าฟันตกกระสามารถเกิดจากน้ำประปาได้

มีรายงานพบว่า ในหมู่บ้านบางพื้นที่ของประเทศไทย ที่ชาวบ้านใช้น้ำปะปาที่มีฟลูออไรด์ที่มีความเข้มข้นสูงเกิน 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่กำหนด โทษของฟลูออไรด์ที่มากเกินไป อย่างที่กล่าวไปตอนต้นจะทำให้ฟันสร้างตัวเองไม่สมบูรณ์

นอกจากนี้ เรายังสามารถพบฟลูออไรด์ตามแหล่งธรรมชาติได้อีกด้วย เช่น ดิน หิน น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นภูเขา มีบ่อน้ำพุร้อน พวกน้ำบาดาลจะมีฟลูออไรด์เยอะมาก เยอะกว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

วิธีป้องกันฟันตกกระ

หากผิวหน้าของเราสามารถป้องกันฝ้ากระได้ ฟันของเราก็สามารถป้องกันการตกกระได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • รับประทานอาหาร เครื่องดื่มที่มีแคลเซียม เช่น นมหรือปลาเล็กปลาน้อย เนื่องจากแคลเซียมจะเข้าไปปรับสมดุลกับฟลูออไรด์ที่อยู่ในร่างกาย
  • ดื่มน้ำต้มสุกหรือผ่านเครื่องกรองน้ำ เนื่องจากน้ำอาจมีส่วนผสมของฟลูออไรด์มากในระดับหนึ่ง การต้มน้ำหรือกรองน้ำจะช่วยลดปริมาณของฟลูออไรด์ได้
  • ไม่ควรแปรงฟันบ่อยหรือใช้น้ำยาบ้วนปากต่อ 1 วัน บ่อยจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้ร่างกายรับปริมาณฟลูออไรด์มากเกินไป

วิธีการรักษาฟันตกกระ

สำหรับการรักษาฟันตกกระนั้น จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ซึ่งวิธีการรักษาทำได้ดังนี้

  • หากอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงมาก อาจแก้ไขด้วยวิธีตกแต่งผิวฟันใหม่ หรือใช้วิธีการกรอหน้าฟันออก แต่วิธีนี้อาจจะส่งผลกระทบอย่างอาการเสียวฟันตามมาได้ เนื่องจากชั้นเคลือบฟันได้ถูกกรอไปให้บางลง หรืออีกวิธีหนึ่งคือการฟอกสีฟันเพื่อให้ความสวยงามของฟันกลับมาเป็นธรรมชาติ
  • หากอยู่ในระดับที่รุนแรงมาก เนื่องจากสีของผิวฟันได้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนสีไปมากแล้ว หากสุขภาพโดยรวมของฟันยังมีสุขภาพดีอยู่ ทันตแพทย์อาจจะใช้วิธีรักษาด้วยการทำวีเนียร์ หรือวัสดุแปะฟัน

ทีนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าฟันตกกระคืออะไร และฟลูออไรด์ที่มากไปจะส่งผลเสียต่อฟันเราอย่างไร ต่อไปเราก็ควรดูแลรักษาฟันให้สะอาด พร้อมใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมก็เพียงพอต่อการป้องกันโรคทางช่องปากได้แล้วค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายฟอกสีฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันขาว #ฟอกสีฟัน #เคลือบฟลูออไรด์

สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจฟอกสีฟัน

สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจฟอกสีฟัน

สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจฟอกสีฟัน

เชื่อว่า ใครที่ฟันขาว ยิ้มสวยได้ เป็นอะไรที่หลายคนต่างอิจฉา เพราะคุณจะสามารถยิ้มได้ออกมาอย่างมั่นใจ นั่นจะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้น่าดึงดูดใจมากขึ้น แต่ถ้าใครฟันไม่ขาวอย่างใจ ไม่ว่าจะเหลืองหรือมีสีคล้ำ เดี๋ยวนี้คลินิกทันตกรรมมีนวัตกรรมที่เรียกว่า “ฟอกสีฟัน” ที่จะเนรมิตฟันของคุณให้กลับมาขาวได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ ว่าแต่ อะไรบ้างล่ะที่เราจะต้องรู้ ก่อนตัดสินใจไปฟอกสีฟัน?

การฟอกสีฟัน คืออะไร

การฟอกสีฟัน คือ การทำให้ฟันเกิดการเปลี่ยนแปลงสีหรือการทำให้ขาวขึ้น โดยใช้น้ำยาฟอกสีฟัน และกระตุ้นการแตกตัวของน้ำยาฟอกสีฟันด้วยแสง Cool Light LED หรือเลเซอร์

อะไรทำให้สีฟันเข้มขึ้นได้บ้าง

ก่อนที่เราจะตัดสินใจไปฟอกสีฟัน เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันของเราเปลี่ยนสีไป เพื่อที่เราจะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันมีสีเข้มมาจาก 3 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่

  1. การเปลี่ยนสีฟันที่เกิดขึ้นภายในตัวฟัน

อาจจะเกิดจากการดื่มน้ำหรือรับประทานสารที่มีฟลูออไรด์มากเกินไป ทำให้ฟันตกกระ รวมถึงภาวะ

ฟันตาย (ฟันที่ไม่มีเส้นเลือดหรือเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยง ทำให้ฟันมีสีไม่ขาวเป็นธรรมชาติ) เนื่องจากถูกกระทบกระแทก ซึ่งสาเหตุนี้ส่วนใหญ่มักไม่สามารถใช้วิธีฟอกสีฟันให้กลับมาขาวได้

  • การเปลี่ยนสีของฟันที่เกิดขึ้นภายนอกตัวฟัน

ได้แก่ การมีคราบหินปูนหรือคราบน้ำลาย คราบชา กาแฟ น้ำอัดลม ไวน์แดง แกงต่าง ๆ การสูบบุหรี่

รวมถึง การแปรงฟันที่ผิดวิธี ทำให้เกิดแผ่นคราบจุลินทรีย์และหินปูนไปเกาะที่ผิวนอกของตัวฟันทีละน้อย ๆ จนทำให้ฟันค่อย ๆ มีสีเหลืองเข้มขึ้น สาเหตุนี้สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก ทั้งการฟอกสีฟัน ขัดฟัน ขูดหินปูน

  • การเปลี่ยนสีของฟันที่เกี่ยวข้องกับอายุ

เมื่อคนเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น เคลือบฟันจะบางลงทำให้เห็นเนื้อฟันที่อยู่ชั้นในและมีสีเหลืองที่ชัดเจน

ขึ้น หากเป็นฟันที่เหลืองตามธรรมชาติ จะฟอกสีฟันได้ ทั้งนี้ทันตแพทย์จะต้องตรวจดูสภาพเหงือกและฟัน รวมถึงรอยร้าวต่าง ๆ บนตัวฟันก่อน

วิธีในการฟอกสีฟัน

สำหรับวิธีการฟอกสีฟัน โดยทั่วไปเราสามารถปรึกษาทัตแพทย์เพื่อเลือกวิธีการฟอกสีฟันที่เหมาะสมกับเคสของตัวเราเอง เราจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

  1. In-office Bleaching (การฟอกสีฟันในคลินิก) ทำได้ 2 วิธี
  2. การฟอกสีฟันโดยใช้เลเซอร์ฟอกสีฟัน เป็นการใช้แสงที่ให้ความร้อนต่ำมากระตุ้นปฏิกิริยาเคมี ในเจลฟอกสีฟันที่จะทำหน้าที่ดึงเม็ดสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเหงือก ใช้เวลาประมาณ 45 นาที
  3. การฟอกสีฟันโดยใช้แสงเย็น (Cold Light) เป็นการใช้แสง LED ในอุณหภูมิที่ต่ำ ฉายลงบนฟันที่ทาน้ำยาฟอกสีฟันเรียบร้อยแล้ว แสงจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของน้ำยาฟอกสีฟัน ให้เม็ดสีหนาทึบของฟันแตกตัว ทำให้ฟันดูขาวกระจ่างขึ้น ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที
  4. การฟอกสีฟันโดยใช้เครื่องฉายแสง UV (แสงสีฟ้า) เป็นการฟอกสีฟันด้วยพลังงานแสงความร้อน เพื่อไปกระตุ้นปฏิกิริยาเคมีในเจลฟอกสีฟัน ซึ่งสามารถเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น เหงือกเจ็บแสบ แดง หรืออักเสบ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

  5. At home Bleaching (การกลับไปฟอกสีฟันเองที่บ้าน)

วิธีนี้เป็นการฟอกสีฟัน โดยการนำน้ำยาฟอกสีฟันกลับไปฟอกสีฟันเองที่บ้าน ภายใต้การควบคุมดูแล

ของทันตแพทย์เป็นระยะ ๆ ซึ่งจะต้องไปพบทันตแพทย์ในครั้งแรกเพื่อพิมพ์ปาก ทำถาดสำหรับใส่สารฟอกสีฟัน โดยถาดจะต้องแนบพอดีกับตัวฟันและเหงือก โดยต้องใส่ทิ้งไว้ตลอดคืน นาน 10-15 วัน ข้อดีของวิธีนี้คือ ราคาถูก และสะดวกสบายมากกว่า แต่ก็ต้องแลกมาพร้อมความมีวินัยในการทำ

ฟอกสีฟัน ทำให้ฟันขาวขึ้นได้จริงไหม อยู่ได้นานแค่ไหน

การฟอกสีฟันทำให้ฟันขาวขึ้นได้จริงค่ะ ส่วนผลลัพธ์จากการฟอกสีฟันจะอยู่ได้ยาวนานแค่ไหนต้องขึ้นอยู่กับสภาพฟันของเรา รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราด้วย แต่โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี

รู้อย่างนี้แล้ว หากใครสนใจที่จะฟอกสีฟัน เบื้องต้นแนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์ใกล้บ้าน เพื่อพิจารณาสภาพฟันและวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายฟอกสีฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันขาว #ฟอกสีฟัน

เปรียบเทียบการฟอกสีฟัน แบบไหนเหมาะสมกับเราที่สุด

เปรียบเทียบการฟอกสีฟัน แบบไหนเหมาะสมกับเราที่สุด

ยิ่งเราโตขึ้น ฟันของเราก็ผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน นั่นส่งผลให้สีของฟันเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในคนที่ดื่มชาหรือกาแฟบ่อย ๆ ก็จะสังเกตเห็นได้ว่าสีฟันจากขาวค่อย ๆ คล้ำและเหลืองไปตามอาหารที่เราบริโภคเข้าไป แต่ในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่เข้ามาตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการกลับมามีรอยยิ้มที่ขาวสว่างใสเหมือนเดิม นั่นคือ “การฟอกสีฟัน” ที่จะสามารถเนรมิตสีฟันของคุณให้ขาวสวยดังตั้งใจ แต่จะว่าไปแล้วนั้นการฟอกฟันก็มีมากมายหลายรูปแบบ เราจะมาเปรียบเทียบการสีฟันกันค่ะ ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับเราที่สุด

การฟอกสีฟันคืออะไร?
         
การฟอกสีฟัน เป็นกระบวนการเพิ่มความขาวของฟันโดยใช้น้ำยาฟอกสีฟันและกระตุ้นการแตกตัวของน้ำยาฟอกสีฟันด้วยระบบแสง cool light  ทำให้โมเลกุลของออกซิเจนแทรกซึมผ่านผิวเคลือบฟัน แล้วเข้าไปปรับผลึกเม็ดสีในชั้นเนื้อฟันและขจัดเม็ดสีในเน ทำให้ฟันขาวขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสีนั้นมีด้วยกัน 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ บุหรี่ อาหารและเครื่องดื่ม ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ การสะสมของสารเคมีสีในเนื้อฟันในช่วงที่สร้างฟันหรือเกิดภาวะฟันตาย

ประเภทของการฟอกสีฟัน
         
การฟอกสีฟันมีหลายวิธี ซึ่งทุกวิธีจะต้องใช้สารเคมีประเภทไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือคาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำ (ประมาณ 10-20%) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยเราจะแบ่งการฟอกสีฟันตามสถานที่ของผู้ฟอกสีฟันหรือสารเคมีที่ใช้ ดังนี้
            1. In-office Power Bleaching จะทำในคลินิก โดยทันตแพทย์จะใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นสูง (ประมาณ 35%) การฟอกฟันชนิดนี้จะเห็นผลทันที แต่ผลจะอยู่ไม่ถาวร เฉลี่ยโดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 1 ปี (ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอาหารที่กินไป) ข้อดีคือมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากทุกขั้นตอนอยู่ในความดูแลของทันตแพทย์
            2. At-home Bleaching สามารถทำได้เองที่บ้าน ด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำ (ประมาณ 10%) โดยวิธีนี่จะต้องไปพบทันตแพทย์เพื่อพิมพ์ปาก ทำถาดฟอกสีฟันเฉพาะบุคคล จากนั้นจะได้รับน้ำยาฟอกสีฟันพร้อมคำแนะนำในการใช้ โดยมากจะแนะนำให้ฟอกก่อนนอนและทิ้งไว้ทั้งคืน การฟอกฟันแบบนี้มีข้อดีตรงที่สะดวกสบาย ราคาถูกกว่า แต่ต้องอาศัยเวลานานกว่าข้อแรก รวมถึงต้องมีวินัยในการทำ เนื่องจากต้องทำซ้ำกันบ่อย ๆ จึงจะเห็นผลที่ดี

            3. In-office assisted Bleaching เป็นการฟอกสีฟันที่ทำระหว่างข้อ 1 และข้อ 2 โดยจะทำในกรณีที่ฟันมีสีเริ่มต้นที่เข้มมาก ซึ่งจะทำที่คลินิกก่อนแล้วจึงนำกลับไปทำที่บ้าน
            4. Over-the-counter Bleaching ใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำซึ่งออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีวางขายทั่วไป หาซื้อได้ตามร้านค้าและร้านขายยาชั้นนำ เช่น แถบฟอกสีฟัน ยาสีฟันช่วยให้ฟันขาว น้ำยาบ้วนปากฟอกฟันขาว ข้อดีคือสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง
            5. Walking Bleaching เป็นการฟอกสีฟันในฟันที่เปลี่ยนสีเนื่องมาจากสาเหตุฟันตาย โดยใช้สารโซเดียมเปอร์บอเรต โดยมากจะมีการเปลี่ยนสีฟันเฉพาะซี่ ไม่ได้เปลี่ยนสีฟันทั้งปาก รวมถึงฟันที่ได้รับการรักษารากฟัน ฟันที่ได้รับความกระทบกระเทือนจะมีสีที่คล้ำขึ้นเนื่องจากมีเลือดคั่งของเลือดภายในท่อเนื้อฟันการฟอกสีฟันมีอันตรายหรือไม่?
         
การฟอกสีฟันไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด เพียงแต่อาจจะมีอาการข้างเคียงจากการทำนั่นคือ อาการเสียวฟัน และการระคายเคืองที่เนื้อเยื่ออ่อน แต่ก็จะกลับสู่ภาวะปกติได้เองเมื่อไม่ได้สัมผัสกับสารฟอกสีฟัน แต่ทั้งนี้ยังมีข้อจำกัดสำหรับบุคคลบางประเภทที่ไม่เหมาะที่จะฟอกสีฟัน ได้แก่ คนที่มีฟันผุ ควรรับการอุดหรือรักษารากฟันเสียก่อน เหงือกอักเสบ เหงือกร่น เนื่องจากสภาวะฟันดังกล่าวจะทำให้มีอาการเสียวฟันมากกว่าปกติ
            สำหรับใครที่กำลังสนใจที่จะฟอกสีฟัน ควรเลือกรูปแบบการฟอกสีฟันที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยทำการพิจารณาศึกษาด้วยตัวเองหรือไปพบทันตแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาให้ถูกต้องนะคะ

อยากยิ้มสวย มั่นใจ ฟันขาวสดใส ไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยเทคโนโลยีฟอกฟันขาว Zoom Whitening เพื่อให้ฟันของผู้เข้ารับบริการมีความสวยงามได้ตามต้องการ ทั้งขนาด รูปร่าง การเรียงตัว และสีของฟัน มีบริการฟอกสีฟัน ด้วยเครื่องฟอกสีฟัน zoom ให้ฟันคุณขาวถึงขีดสุด โดยเครื่องมือมีมีประสิทธิภาพมากที่สุด ณ ขณะนี้

ราคาสุดปัง 9500 บาท (ราคาปกติ 13900 บาท)

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมาย

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829

Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental

ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

www.bpdcdental.com

#BPDC #คลินิกทันตกรรม #ฟอกฟันขาว #ZoomWhitening #ฟอกสีฟันซูม