ปรับเครื่องมือจัดฟัน ทำบ่อยขนาดไหน

ปรับเครื่องมือจัดฟัน ทำบ่อยขนาดไหน

การปรับเครื่องมือจัดฟัน (ปรับลวดหรือปรับแบร็คเก็ต) เป็นกระบวนการที่ต้องทำตามคำแนะนำของทันตแพทย์เพื่อให้ฟันเคลื่อนไปยังตำแหน่งที่ต้องการ โดยทั่วไปการปรับเครื่องมือจัดฟันมักจะทำทุก 4-6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและความซับซ้อนของกรณี ดังนี้:

  1. ทุก 4-6 สัปดาห์: ปกติแล้วทันตแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาปรับเครื่องมือจัดฟันทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อปรับแรงดึงที่ใช้ในการเคลื่อนฟัน
  2. ขึ้นอยู่กับแผนการรักษา: ในบางกรณี ทันตแพทย์อาจนัดบ่อยขึ้นหรือห่างออกไปตามความต้องการของแต่ละคน
  3. การปรับแต่ง: การปรับเครื่องมือจัดฟันอาจรวมถึงการเปลี่ยนลวด ปรับแบร็คเก็ต หรือเปลี่ยนยางเพื่อให้ฟันเคลื่อนตัวตามแผนการรักษา
  4. การตรวจสอบ: ทุกครั้งที่ไปพบทันตแพทย์ ทันตแพทย์จะตรวจสอบความคืบหน้าและทำการปรับแต่งเครื่องมือให้เหมาะสม
  5. การตอบสนองของฟัน: บางคนฟันอาจเคลื่อนเร็วหรือช้ากว่าคนอื่น
  6. ปัญหาที่เกิดขึ้น: หากมีปัญหาเช่นลวดหลุด อาจต้องเข้าพบทันตแพทย์เร็วขึ้น
  7. อายุของผู้ป่วย: เด็กและวัยรุ่นอาจต้องปรับบ่อยกว่าผู้ใหญ่

ปัจจัยที่มีผลต่อความถี่ในการปรับเครื่องมือจัดฟัน:

  • ชนิดของเครื่องมือจัดฟัน:
    • เครื่องมือจัดฟันแบบโลหะ: มักจะต้องปรับเครื่องมือทุกๆ 4 สัปดาห์
    • เครื่องมือจัดฟันแบบใส: อาจต้องเปลี่ยนเครื่องมือใหม่ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของทันตแพทย์
    • เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นภายใน (lingual braces): มักจะต้องปรับเครื่องมือทุกๆ 4-6 สัปดาห์
  • แผนการรักษา: ทันตแพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งอาจรวมถึงการปรับเครื่องมือในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป
  • ความคืบหน้าของการจัดฟัน: หากฟันเคลื่อนที่เร็ว อาจต้องปรับเครื่องมือบ่อยขึ้นกว่าปกติ

สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับการปรับเครื่องมือจัดฟัน:

  • การปรับเครื่องมือจัดฟันไม่เจ็บ: แม้ว่าอาจรู้สึกตึงๆ หรือไม่สบายเล็กน้อยหลังจากปรับเครื่องมือ แต่โดยทั่วไปแล้วไม่เจ็บ
  • ความสำคัญของการปรับเครื่องมือตามนัด: การปรับเครื่องมือตามนัดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การจัดฟันเป็นไปตามแผนและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หากมีปัญหาเช่น เครื่องมือหลุด ลวดแทงเนื้อ หรือรู้สึกไม่สบาย ควรติดต่อทันตแพทย์ทันทีเพื่อรับการแก้ไข ไม่ควรรอถึงวันนัดครั้งถัดไป   สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

ฟันเคลื่อนหลังจัดฟัน ต้องทำอย่างไร

ฟันเคลื่อนหลังจัดฟัน ต้องทำอย่างไร

ฟันเคลื่อนหลังจัดฟัน หรือที่เรียกว่า “ฟันล้ม” เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟันแล้ว สาเหตุหลักมักเกิดจากการไม่ใส่รีเทนเนอร์อย่างสม่ำเสมอ หรือใส่ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำของทันตแพทย์
  1. ใส่รีเทนเนอร์ตามที่ทันตแพทย์แนะนำ: รีเทนเนอร์เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการรักษาตำแหน่งฟันหลังการจัดฟัน ควรใส่รีเทนเนอร์ตามเวลาที่ทันตแพทย์กำหนด เช่น ใส่ทุกคืน หรือทั้งกลางวันและกลางคืน

  2. ติดต่อทันตแพทย์ทันที: หากพบว่าฟันเคลื่อนที่ ควรติดต่อทันตแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับคำแนะนำและประเมินสถานการณ์ บางกรณีอาจต้องปรับรีเทนเนอร์หรือใช้อุปกรณ์เสริม

  3. รักษาความสะอาดของฟันและรีเทนเนอร์: การรักษาความสะอาดของฟันและรีเทนเนอร์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสะสมของคราบแบคทีเรียที่อาจทำให้ฟันเคลื่อนได้

  4. พบทันตแพทย์ตามนัด: ควรพบทันตแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจสอบสถานะของฟันและรับคำแนะนำเพิ่มเติมในการรักษา

  5. ไม่ควรใช้ฟันกัดของแข็ง: การใช้ฟันกัดของแข็งอาจทำให้ฟันเคลื่อนที่ ควรหลีกเลี่ยงการกัดของแข็ง เช่น น้ำแข็ง หรือขนมแข็งๆ

สิ่งที่ควรทำเมื่อฟันเคลื่อนหลังจัดฟัน:

  1. ปรึกษาทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด: ทันตแพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงของการเคลื่อนที่ของฟัน และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจมีตั้งแต่การปรับรีเทนเนอร์ การจัดฟันซ้ำ หรือวิธีการอื่นๆ ขึ้นอยู่กับสภาพฟันของคุณ
  2. ใส่รีเทนเนอร์อย่างเคร่งครัด: หากทันตแพทย์แนะนำให้ใส่รีเทนเนอร์ ก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันเคลื่อนที่ไปมากกว่าเดิม และช่วยให้ฟันคงสภาพที่สวยงามได้นานที่สุด
  3. ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และใช้น้ำยาบ้วนปาก เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพช่องปากอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของฟันได้

วิธีป้องกันฟันเคลื่อนหลังจัดฟัน:

  • ใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์: รีเทนเนอร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการคงสภาพฟันหลังจัดฟัน ควรใส่ตามระยะเวลาและวิธีการที่ทันตแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
  • ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี: การแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และใช้น้ำยาบ้วนปากสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพช่องปากอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของฟันได้
  • ตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ: ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ ตามระยะเวลาที่ทันตแพทย์แนะนำ เพื่อให้สามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

หากคุณมีปัญหาหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมและการรักษาที่ถูกต้อง

 

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

หมอทันตกรรม คือ

หมอทันตกรรม คือ

หมอทันตกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทันตแพทย์” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปากที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและรักษาฟัน เหงือก และเนื้อเยื่อภายในช่องปาก ทันตแพทย์ไม่เพียงแค่ทำการรักษาฟันผุหรือถอนฟันเท่านั้น แต่ยังให้บริการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างครอบคลุม รวมถึงการให้คำปรึกษาและป้องกันโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับช่องปาก

หน้าที่และความรับผิดชอบของหมอทันตกรรม

  1. การตรวจสุขภาพช่องปาก: ทันตแพทย์จะทำการตรวจเช็คสภาพฟัน เหงือก และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในช่องปาก เพื่อประเมินสภาพสุขภาพและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
  2. การทำความสะอาดฟัน: ขูดหินปูนและขัดฟันเพื่อป้องกันโรคเหงือกและฟันผุ
  3. การรักษาฟันผุ: อุดฟันที่มีการผุเพื่อป้องกันการลุกลามของโรคฟันผุ
  4. การถอนฟัน: ถอนฟันที่ไม่สามารถรักษาได้หรือฟันที่มีปัญหาจนกระทบต่อสุขภาพช่องปาก
  5. การทำฟันปลอม: ทำฟันปลอมสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย
  6. การรักษารากฟัน: รักษารากฟันที่มีการติดเชื้อหรือลุกลามจนถึงเนื้อเยื่อภายใน
  7. การให้คำปรึกษา: ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก การแปรงฟันที่ถูกต้อง และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่เหมาะสม

ความสำคัญของหมอทันตกรรม

  • ป้องกันโรคช่องปาก: การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคฟันผุ โรคเหงือก และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับช่องปาก
  • ส่งเสริมสุขภาพที่ดี: สุขภาพช่องปากที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพร่างกายทั้งหมด การมีฟันที่แข็งแรงและเหงือกที่สุขภาพดีจะช่วยให้สามารถบริโภคอาหารได้ดี และป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น
  • การรักษาที่มีประสิทธิภาพ: การรักษาที่ถูกต้องและทันเวลาโดยทันตแพทย์จะช่วยลดความเจ็บปวดและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การเตรียมตัวก่อนพบหมอทันตกรรม

  1. ตรวจสอบสุขภาพช่องปากของตนเอง: ตรวจเช็คสภาพฟันและเหงือกว่ามีปัญหาหรือไม่
  2. ทำความสะอาดช่องปาก: แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันก่อนพบทันตแพทย์
  3. เตรียมข้อมูลสุขภาพ: แจ้งข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เช่น ประวัติการแพ้ยา หรือโรคประจำตัว ให้ทันตแพทย์ทราบ

การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การพบหมอทันตกรรมเป็นประจำจะช่วยให้เรามีฟันและเหงือกที่แข็งแรง พร้อมทั้งป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปากที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

บัตร 30 บาท ทำฟันได้หรือไม่

บัตร 30 บาท ทำฟันได้หรือไม่

บัตรทอง 30 บาท หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ “บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า” เป็นสิ่งที่หลายคนได้รับเพื่อให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลพื้นฐานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ บัตรทอง 30 บาทสามารถใช้ในการรักษาทางทันตกรรมหรือไม่? คำตอบคือ ใช่! แต่มีข้อกำหนดและข้อจำกัดบางประการที่ควรทราบ

ประเภทการรักษาทางทันตกรรมที่ครอบคลุม

  1. การตรวจสุขภาพช่องปาก: การตรวจฟันเพื่อประเมินสภาพสุขภาพช่องปากและการวางแผนการรักษา
  2. การขูดหินปูน: เพื่อป้องกันและรักษาโรคเหงือก
  3. การอุดฟัน: การอุดฟันที่มีการผุเบื้องต้น
  4. การถอนฟัน: การถอนฟันที่จำเป็น เช่น ฟันที่ผุรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ หรือฟันคุดที่มีผลกระทบต่อสุขภาพช่องปาก
  5. การทำฟันปลอม: ในบางกรณีสามารถครอบคลุมการทำฟันปลอมแบบถอดได้ แต่มีข้อจำกัดที่จำนวนซี่ฟัน

วิธีการใช้บริการ

  1. ตรวจสอบสิทธิ์: ก่อนเข้ารับบริการ ควรตรวจสอบสิทธิ์บัตรทองของท่านว่าสามารถใช้บริการทางทันตกรรมได้หรือไม่
  2. ติดต่อสถานพยาบาล: ติดต่อสถานพยาบาลที่รับบัตรทองและมีบริการทางทันตกรรม เช่น โรงพยาบาลรัฐ คลินิกสุขภาพชุมชน หรือโรงพยาบาลทันตกรรม
  3. นัดหมาย: เนื่องจากบางสถานพยาบาลมีการรับผู้ป่วยจำกัด ควรนัดหมายล่วงหน้าเพื่อรับบริการ
  4. เตรียมเอกสาร: นำบัตรประชาชนและบัตรทองมาด้วยทุกครั้งที่เข้ารับบริการ

สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม:

บัตรทองครอบคลุมบริการทันตกรรมที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพช่องปาก ได้แก่

  • การตรวจและวินิจฉัยโรคในช่องปาก
  • การถอนฟัน
  • การอุดฟัน
  • ขูดหินปูน
  • การรักษาโรคเหงือก
  • การทำฟันปลอมฐานพลาสติก
  • การรักษาโพรงประสาทฟันน้ำนม (สำหรับเด็ก)
  • ผ่าฟันคุด (ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์)
  • เคลือบหลุมร่องฟัน (สำหรับเด็กและวัยรุ่น)

ความท้าทายและโอกาส:

แม้บัตรทองจะช่วยให้คนไข้เข้าถึงบริการทันตกรรมได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีความท้าทายที่เราต้องเผชิญร่วมกัน เช่น

  • ความรู้ความเข้าใจ: คนไข้บางส่วนอาจยังไม่ทราบว่าบัตรทองครอบคลุมบริการทันตกรรม หรืออาจไม่ทราบวิธีการใช้สิทธิ เราสามารถช่วยให้ความรู้และคำแนะนำแก่คนไข้ได้
  • การเข้าถึงบริการ: คนไข้ในพื้นที่ห่างไกลอาจยังประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการทันตกรรม เราสามารถร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาการให้บริการในพื้นที่เหล่านี้
  • การส่งเสริมสุขภาพช่องปาก: นอกจากการรักษาแล้ว การส่งเสริมให้คนไข้ดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถให้คำแนะนำในการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน และการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ

ข้อจำกัดและคำแนะนำ

  • บัตรทองครอบคลุมการรักษาทางทันตกรรมพื้นฐานบางประเภทเท่านั้น การรักษาทางทันตกรรมที่มีความซับซ้อน เช่น การทำรากฟันเทียม หรือการจัดฟัน อาจไม่ครอบคลุม
  • ควรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากสถานพยาบาลที่เข้ารับบริการเกี่ยวกับรายละเอียดและข้อจำกัดของการใช้บัตรทองในการทำฟัน

การใช้บัตรทอง 30 บาทในการรักษาทางทันตกรรมเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลสุขภาพช่องปากพื้นฐาน ควรใช้สิทธิ์ที่มีอยู่ให้เต็มที่เพื่อสุขภาพฟันที่ดีและป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

การดูแลรักษาหลังการทำทันตกรรม

การดูแลรักษาหลังการทำทันตกรรม

การดูแลรักษาหลังการทำทันตกรรม เคล็ดลับเพื่อสุขภาพฟันที่ยั่งยืน
หลังจากการรับบริการทันตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟัน การทำรากฟันเทียม หรือการรักษาอื่น ๆ การดูแลรักษาฟันหลังการทำทันตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้ผลลัพธ์ของการรักษามีประสิทธิภาพและคงทน มาดูวิธีการดูแลรักษาฟันหลังการทำทันตกรรมที่ควรรู้

การดูแลรักษาหลังการจัดฟัน

  1. การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน
    • ใช้แปรงฟันที่มีขนแปรงนุ่มและแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง
    • ใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดระหว่างฟันและเครื่องมือจัดฟัน
  2. การเลือกอาหาร
    • หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เช่น ลูกอม และอาหารเหนียว เช่น กัมมี่ หรือคาราเมล
    • รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพฟันและเหงือก
  3. การใส่รีเทนเนอร์
    • ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ในการใส่รีเทนเนอร์ เพื่อรักษาตำแหน่งของฟันให้คงที่หลังการจัดฟันเสร็จสิ้น

การดูแลรักษาหลังการทำรากฟันเทียม

  1. การทำความสะอาดฟัน
    • แปรงฟันอย่างละเอียด โดยใช้แปรงฟันที่มีขนแปรงนุ่ม และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ
    • ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย
  2. การตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ
    • เข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คสภาพรากฟันเทียมและสุขภาพช่องปากอย่างน้อยทุก 6 เดือน
  3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำลายรากฟันเทียม
    • หลีกเลี่ยงการใช้ฟันกัดสิ่งของแข็ง เช่น ปากกา หรือเล็บ
    • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่อาจทำให้รากฟันเทียมเสื่อมเร็วขึ้น

การดูแลรักษาหลังการทำฟันทั่วไป

  1. การแปรงฟันที่ถูกวิธี
    • ใช้แปรงฟันที่มีขนแปรงนุ่มและแปรงฟันในแนวขนานกับเหงือก
    • แปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารและก่อนนอน
  2. การใช้ไหมขัดฟัน
    • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน เพื่อทำความสะอาดระหว่างฟันและป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย
  3. การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพฟัน
    • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต และชีส เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของฟัน
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เนื่องจากน้ำตาลเป็นสาเหตุของฟันผุ
  4. การตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ
    • เข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและทำความสะอาดฟันทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่านั้นตามคำแนะนำของทันตแพทย์
การดูแลรักษาฟันหลังการทำทันตกรรมไม่เพียงแต่ช่วยรักษาผลลัพธ์ของการรักษา แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพช่องปากที่ดีในระยะยาว การปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์และดูแลสุขภาพฟันอย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณมีรอยยิ้มที่สวยงามและสุขภาพช่องปากที่แข็งแรงตลอดไป
  สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก) #ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม
ทันตกรรมจัดฟัน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม

ทันตกรรมจัดฟัน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม

ทันตกรรมจัดฟัน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม

การจัดฟันเป็นมากกว่าการทำให้ฟันเรียงตัวสวยงาม มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพช่องปากโดยรวม และช่วยแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มาดูกันว่าการจัดฟันมีประโยชน์อย่างไรบ้าง และทำไมการจัดฟันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงามเท่านั้น

ประโยชน์ของการจัดฟัน

  1. ปรับปรุงสุขภาพช่องปาก ฟันที่เรียงตัวไม่ถูกต้องสามารถสร้างปัญหาในการทำความสะอาด การจัดฟันช่วยให้การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและโรคเหงือก
  2. การบดเคี้ยวที่ดีขึ้น ฟันที่เรียงตัวไม่ดีอาจทำให้การบดเคี้ยวอาหารไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการย่อยอาหาร การจัดฟันช่วยให้การบดเคี้ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ ฟันที่ยื่นออกมา หรือเรียงตัวไม่ถูกต้อง อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะในกรณีของการเกิดอุบัติเหตุ การจัดฟันช่วยลดความเสี่ยงนี้
  4. ปรับปรุงการออกเสียง การเรียงตัวของฟันมีผลต่อการออกเสียง ฟันที่เรียงตัวไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดปัญหาในการออกเสียงบางคำ การจัดฟันสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้
  5. ลดความเสี่ยงของปัญหาข้อต่อขากรรไกร ฟันที่เรียงตัวไม่ดีอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในการเคลื่อนที่ของขากรรไกร ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาข้อต่อขากรรไกร การจัดฟันช่วยปรับสมดุลนี้และลดความเสี่ยงของปัญหาดังกล่าว

การจัดฟันในรูปแบบต่าง ๆ

ปัจจุบันมีวิธีการจัดฟันที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน อาทิ
  • การจัดฟันแบบโลหะ: เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและมีค่าใช้จ่ายไม่สูง
  • การจัดฟันแบบใส (Invisalign): เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความสวยงามและไม่ต้องการให้เห็นเครื่องมือจัดฟัน
  • การจัดฟันแบบเซรามิก: ใช้เครื่องมือที่มีสีเหมือนฟันธรรมชาติ ทำให้ดูไม่เด่นชัด

การดูแลรักษาหลังการจัดฟัน

หลังจากการจัดฟัน การดูแลรักษาฟันเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด อาทิ
  • การทำความสะอาดฟัน: แปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ
  • การตรวจสุขภาพฟัน: เข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คและทำความสะอาดฟันทุก 6 เดือน
  • การใส่รีเทนเนอร์: เพื่อคงสภาพฟันหลังการจัดฟันให้คงที่และไม่กลับมาเรียงตัวผิดรูป

การจัดฟันไม่ใช่แค่การมีฟันเรียงตัวสวยงาม แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น การทำงานของช่องปากที่มีประสิทธิภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

อย่ารอช้า! มารับคำปรึกษาจากทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อค้นหาวิธีการจัดฟันที่เหมาะสมกับคุณที่สุด และเริ่มต้นก้าวสู่รอยยิ้มที่สวยงามและสุขภาพช่องปากที่ดีได้ตั้งแต่วันนี้!

  สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก) #ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม
เหงือกร่นป้องกันและรักษาอย่างไร

เหงือกร่นป้องกันและรักษาอย่างไร

การรักษาและป้องกันเหงือกร่นมีหลายวิธีที่สามารถช่วยบำรุงสุขภาพเหงือกให้แข็งแรงและป้องกันการร่นของเหงือกได้:

  1. การแปรงฟันอย่างถูกวิธี: ใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม แปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งและหลังอาหาร ให้แปรงฟันอย่างอ่อนโยนและทั่วถึงทุกพื้นที่ของฟันและเหงือก

  2. ใช้ไหมขัดฟัน: ใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อช่วยลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ระหว่างฟันที่อาจนำไปสู่โรคเหงือก

  3. น้ำยาบ้วนปาก: ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมเพื่อสุขภาพเหงือก เช่น ที่มีคลอร์เฮกซิดีนหรือฟลูออไรด์ ช่วยลดการอักเสบและป้องกันโรคเหงือก

  4. ตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ: เข้าพบทันตแพทย์อย่างน้อยทุก 6 เดือนเพื่อทำความสะอาดฟันและตรวจเช็กสุขภาพเหงือกและฟัน

  5. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ: อาหารที่มีวิตามิน C และแคลเซียมสูงสามารถช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง เช่น ผลไม้ ผัก และนม

  6. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นการร่นของเหงือก: ป้องกันไม่ให้เกิดปัจจัยที่อาจทำให้เหงือกร่น เช่น การสูบบุหรี่ และการใช้ยาเสพติดที่มีผลกระทบต่อเหงือก

การรักษาเหงือกร่น

  1. ขูดหินปูนและเกลารากฟัน (Root planing) เพื่อกำจัดคราบสกปรกและเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกจากผิวรากฟันและใต้ขอบเหงือก
  2. ใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาเม็ดหรือยาทา เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในเหงือก
  3. ผ่าตัดเหงือก (Flap surgery) เพื่อเปิดเหงือกให้สามารถทำความสะอาดรากฟันได้ลึกขึ้น ใช้ในกรณีที่การขูดหินปูนอย่างเดียวไม่ได้ผล
  4. ปลูกกระดูก (Bone grafting) ร่วมกับการทำ Guided tissue regeneration (GTR) เพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อยึดต่อรอบรากฟันที่สูญเสียไป
  5. รักษาสาเหตุร่วมอื่นๆ เช่น การจัดฟัน การรักษาโรคเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดเหงือกร่น

การรักษาเหงือกร่นจะได้ผลดีที่สุดเมื่อตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ดังนั้น หากสังเกตเห็นอาการผิดปกติของเหงือก เช่น บวม แดง เลือดออกง่าย หรือมีกลิ่นปาก ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่รุนแรงและถาวรต่อโครงสร้างรากฟันในระยะยาว

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

ฟันคุดแบบไหนไม่ต้องผ่า

ฟันคุดแบบไหนไม่ต้องผ่า

ฟันคุดบางกรณีอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความจำเป็นในการรักษาตามสภาพของฟันคุดแต่ละราย โดยทั่วไป ฟันคุดที่อาจไม่ต้องผ่าตัด มีลักษณะดังนี้

  1. ฟันคุดที่ไม่มีอาการ – หากฟันคุดไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด บวม หรือการติดเชื้อใดๆ และไม่ส่งผลต่อการสบฟันหรือการเรียงตัวของฟัน ก็อาจไม่จำเป็นต้องถอนออก
  2. ฟันคุดที่ขึ้นเต็มที่แล้ว – หากฟันคุดขึ้นมาอยู่ในแนวเดียวกับฟันซี่อื่นๆ และสามารถใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเอาออก
  3. ฟันคุดที่อยู่ลึกในกระดูก – หากฟันคุดฝังอยู่ลึกในกระดูกขากรรไกรและไม่มีแนวโน้มที่จะขึ้นมา ก็อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะการผ่าอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสียหายต่อเส้นประสาทมากกว่า
  4. ฟันคุดในผู้สูงอายุ – ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง การผ่าตัดฟันคุดอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ จึงอาจพิจารณางดการผ่าตัดได้
  5. ฟันคุดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ – ในบางกรณีที่ตำแหน่งของฟันคุดอยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ เช่น เส้นประสาท หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจแนะนำให้งดการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ทันตแพทย์เป็นผู้ที่สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าฟันคุดของแต่ละคนจำเป็นต้องผ่าหรือไม่

ทันตแพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น:

  • ตำแหน่งของฟันคุด
  • แนวการขึ้นของฟันคุด
  • พื้นที่ในช่องปาก
  • สุขภาพของฟันซี่อื่น กระดูก และเนื้อเยื่อรอบข้าง
  • อาการของผู้ป่วย

โดยทั่วไป ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผ่าฟันคุดในกรณีดังต่อไปนี้:

  • ฟันคุดขึ้นเอียง เบียดฟันซี่ข้างเคียง
  • ฟันคุดฝังอยู่ในเหงือก มองไม่เห็น
  • ฟันคุดมีฟันซี่อื่นขึ้นมาด้านหน้า ขวางการขึ้นของฟันคุด
  • ฟันคุดทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือปวดบวม
  • ฟันคุดส่งผลต่อสุขภาพของฟันซี่อื่น กระดูก หรือเนื้อเยื่อรอบข้าง

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับฟันคุด ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม สำหรับฟันคุดที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช่องปากในอนาคต เช่น ทำให้เกิดการติดเชื้อ อักเสบ หรือผลักให้ฟันซี่อื่นเกิดการเบียดเสียด แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดเอาออกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ดังนั้น จึงควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินลักษณะของฟันคุดเป็นรายบุคคล และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสุขภาพช่องปากของตนเอง

  สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

เหงือกบวมเกิดจากอะไร

เหงือกบวมเกิดจากอะไร

เหงือกบวมสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักๆ ได้แก่:
  1. โรคเหงือก: การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากสามารถนำไปสู่โรคเหงือก เช่น โรคเหงือกอักเสบหรือโรคเหงือกอักเสบรุนแรง (periodontitis) ซึ่งทำให้เหงือกบวมและอาจมีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  2. การทำความสะอาดฟันไม่ดี: ไม่แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอสามารถนำไปสู่การสะสมของคราบจุลินทรีย์บนฟันและเหงือก ทำให้เกิดการอักเสบ
  3. การติดเชื้อ: นอกจากแบคทีเรียแล้ว การติดเชื้อไวรัสและราก็สามารถทำให้เหงือกบวมได้
  4. ภาวะการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน: เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งเรียกว่า “การตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงเหงือก” อาจทำให้เหงือกบวมและไวต่อการติดเชื้อมากขึ้น
  5. สิ่งแปลกปลอมในเหงือก: อาหารหรือวัตถุอื่นที่ติดอยู่ในเหงือกก็สามารถทำให้เกิดการบวมและอักเสบได้
  6. ปฏิกิริยาต่อยาหรือโรคอื่นๆ: บางครั้งการแพ้ยาบางชนิดหรือโรคระบบภูมิคุ้มกันอาจทำให้เหงือกบวม
  7. โรคปริทันต์ (Periodontal disease): เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์ที่ขอบเหงือก ทำให้เกิดการอักเสบและบวมของเหงือกได้
  8. การแปรงฟันไม่ถูกวิธี: การแปรงฟันแรงเกินไป ใช้แปรงขนแข็ง หรือแปรงไม่ทั่วถึง ล้วนทำให้เหงือกระคายเคืองและบวมได้
  9. การสูบบุหรี่: สารเคมีในบุหรี่สามารถระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อในช่องปาก นำไปสู่การอักเสบและบวมของเหงือกได้
  10. การตั้งครรภ์: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ อาจทำให้เหงือกไวต่อการอักเสบและมีเลือดออกง่ายขึ้น
  11. โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปริทันต์และการติดเชื้อในช่องปากสูงกว่าคนทั่วไป
  12. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคหรือการใช้ยา อาจมีเหงือกอักเสบและบวมได้ง่ายกว่าปกติ
  13. ทันตกรรมที่ไม่เหมาะสม: การใส่ฟันปลอม สะพานฟัน หรือรากฟันเทียมที่ไม่พอดี อาจระคายเคืองต่อเหงือกจนเกิดการบวมได้
  14. การใช้ยาบางชนิด: ยาบางตัว เช่น ยาคุมกำเนิด ยากันชัก หรือยาลดความดันโลหิตบางชนิด อาจทำให้เหงือกบวมเป็นผลข้างเคียงได้
  15. พยาธิสภาพในช่องปาก: เนื้องอก ถุงน้ำ หรือการติดเชื้อบางอย่างในช่องปาก อาจทำให้เหงือกบวมผิดปกติได้เช่นกัน

หากมีอาการเหงือกบวม ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรับการรักษาที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีวิธีป้องกันเหงือกบวมได้ดังนี้:

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน
  • ทำความสะอาดช่องปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก
  • ตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน
  • เลิกสูบบุหรี่
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี จะช่วยป้องกันเหงือกบวม และโรคอื่นๆ ในช่องปาก

หากคุณมีอาการเหงือกบวมควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น. สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก) #ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม
วิธีเลือกแปรงสีฟัน ในแต่ละช่วงวัย

วิธีเลือกแปรงสีฟัน ในแต่ละช่วงวัย

การเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญเพื่อส่งเสริมสุขอนามัยช่องปากที่ดี นี่คือแนวทางในการเลือกแปรงสีฟันตามช่วงวัยที่แตกต่างกัน:

  1. เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 2 ปี): ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่มมากและหัวแปรงขนาดเล็กเพื่อไม่ให้ทำร้ายเหงือกและฟันที่เพิ่งงอก แปรงควรมีด้ามจับที่ง่ายต่อการจับถือสำหรับผู้ปกครองที่จะช่วยเด็กแปรงฟัน
  2. เด็กอายุ 2-5 ปี: ใช้แปรงสีฟันที่มีหัวแปรงขนาดเล็กและขนแปรงนุ่ม ซึ่งเหมาะสมกับขนาดของปากและฟันน้ำนม ด้ามแปรงควรมีขนาดที่เหมาะสมกับมือเด็กเพื่อช่วยให้พวกเขาเริ่มแปรงฟันด้วยตัวเองได้
  3. เด็กอายุ 5-12 ปีขึ้นไปและวัยรุ่น: ควรใช้แปรงสีฟันที่มีหัวแปรงขนาดเล็กถึงกลาง มีขนแปรงนุ่มถึงปานกลาง และมีด้ามจับที่ให้การจับถือที่มั่นคง ช่วยให้พวกเขาควบคุมการแปรงได้ดีขึ้น
  4. เด็กวัยเรียน (5-12 ปี): ใช้แปรงขนาดกลางที่มีด้ามจับถนัดมือ ขนแปรงนุ่มถึงปานกลาง ช่วยทำความสะอาดฟันแท้ได้ดี เลือกรูปแบบการจัดเรียงขนแปรงที่เข้าถึงซอกฟันได้ทั่วถึง
  5. วัยรุ่นและผู้ใหญ่: ใช้แปรงขนาดกลางถึงใหญ่ ให้ครอบคลุมบริเวณฟันและเหงือก ขนแปรงปานกลางหรือค่อนข้างแข็ง ช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดี เลือกรูปทรงหัวแปรงที่เข้ากับสรีระช่องปาก เช่น แบบตรง แบบมน หรือแบบเอียงมุม
  6. ผู้สูงอายุ: ใช้แปรงที่มีด้ามจับใหญ่และกระชับมือ หรือด้ามยางกันลื่น เพื่อจับถนัดมากขึ้น ขนแปรงนุ่มหรือปานกลาง ไม่ระคายเคืองเหงือกที่บอบบาง เลือกหัวแปรงที่มีขนาดพอดีกับช่องปาก สามารถแปรงได้ถนัดมือ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม:

  • เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่ทุกๆ 3 – 4 เดือน
  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน
  • แปรงฟันนานอย่างน้อย 2 นาที
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน
  • พบแพทย์ทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุกๆ 6 เดือน

ในการในการเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ควรเน้นแปรงที่มีขนนุ่มเพื่อป้องกันการทำร้ายเหงือกและฟันที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเหงือกและฟันผุ นอกจากนี้ แปรงที่มีด้ามจับที่ใหญ่และง่ายต่อการจับถือจะช่วยให้ผู้ที่อาจมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรืออาการปวดข้อสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น การเลือกรูปแบบแปรงที่เหมาะสมจะช่วยให้การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การเข้าพบทันตแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและทำความสะอาดฟันอย่างละเอียดก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกช่วงวัยเช่นกัน.

 

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม