ทำไมเราต้องไปขูดหินปูนทุก 6 เดือน

ทำไมเราต้องไปขูดหินปูนทุก 6 เดือน

หินปูนคืออะไรแล้วทำไมเราต้องไปขูดหินปูนทุก 6 เดือน วันนี้ทีมงานได้รวบรวมข้อมูลสาระดีๆ เนื่องจากมีเพื่อนๆหลายคนที่สงสัยว่า หลังทำการขูดหินปูนแล้วฟันห่างจริงหรือเปล่า? ขูดหินปูนบ่อยๆมีโอกาสฟันจะสึกแค่ไหน?

หินปูนมักจะเกิดบริเวณซอกฟัน ช่องว่างของฟัน โดยเฉพาะบริเวณที่เราทำความสะอาดไม่ทั่วถึงมักจะเกิดคราบพลัค แบคทีเรีย เกาะตามคอฟัน เนื่องจากในช่องปากที่มีน้ำลาย เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่มักจะตกตะกอนกับแคลเซียม จนบ่มกลายเป็นหินปูน ที่อยู่ตามซอกฟันและบริเวณที่เราแปรงฟันไม่ทั่วถึงนั่นเอง สรุปง่าย ๆ ก็คือ หินปูนเกิดจากการตกตะกอนของแคลเซียมที่อยู่ในน้ำลายนั่นเอง

ขูดหินปูนทุก 6 เดือนมันจะดีอย่างไร

เมื่อเกิดหินปูนขึ้นแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป ถ้ามีคราบหินปูนไม่เยอะมากนัก คุณหมอมักจะแนะนำให้ใช้วิธีการขูดหินปูน ที่เป็นการขูดบริเวณเหนือเหงือกในช่องปากของคนไข้ จากนั้นก็จะเหลือคราบนิดๆหน่อยๆ ถ้าเราดูแลความสะอาดได้ดีหรือหมั่นขูดหินปูนอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เนิ่น ๆ ทุก ๆ 3 เดือน หรือ 6 เดือน โดยคนไข้ควรหมั่นมาพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนอย่างต่อเนื่อง เปรียบเทียบง่าย ๆ เช่น การดูแลรักษาความสะอาดบ้าน หากเราดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็จะยิ่งสร้างความสกปรกมากเท่านั้น เช่นเดียวกับฟันของเรานั่นเอง ถ้าหากหมั่นมาตรวจเช็คสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์อยู่สม่ำเสมอ ปัญหาหินปูนก็จะน้อยลงตามไปนั่นเอง

รู้หรือไม่ว่า หากไม่มีขี้ฟัน หรือคราบอาหารติดตามซอกฟัน โอกาสที่แคลเซียมในน้ำลายที่ทำให้เกิดหินปูนที่มักจะตามไปเกาะอยู่บริเวณคอฟันจะมีน้อยลงอีกด้วย ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การแปรงฟัน เป็นขั้นตอนการรักษาความสะอาดบริเวณซอกฟันที่ดีที่สุดนั่นเอง จึงมีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ดูแลรักษาความสะอาดช่องปากได้ดี ส่งผลให้ระยะเวลาในการขูดหินปูนก็อาจจะยืดไปถึง 1 ปีอีกด้วย

หากรู้วิธีป้องกัน เชื่อว่าหินปูนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และถ้าเราไม่มีหินปูนโรคที่ตามมาก็จะไม่มี

หินปูนทำให้เกิดโรคได้นะรู้ยัง? โรครำมะนาดหรือโรคเหงือก เกิดจากหินปูนที่เยอะขึ้นและกัดเซาะฟันลึกขึ้น เกาะตามบริเวณคอฟันกระดูกที่เคยโอบรากฟัน ทำให้เนื้อกระดูกก็จะน้อยลงไปตามหินปูนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ฟันที่มีก็จะเริ่มโยกและเริ่มคลอน เหงือกก็จะเริ่มอักเสบหรือเป็นหนอง รวมทั้งมีกลิ่นปาก แรกๆคนไข้หลายคนคิดว่าเป็นอาการเล็กๆน้อยๆ แต่หากปล่อยปละละเลย อาการก็จะเป็นมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นลำดับถัดมาหลังจากที่เราขูดหินปูนแล้ว หากไม่ดูแลรักษาช่องปากให้ดี จากโรคเหงือกอักเสบเล็กๆน้อยๆก็จะกลายเป็นโรคเหงือกหรือที่เรียกว่า โรครำมะนาด ที่เกิดจากหินปูนที่กัดเซาะฟันนั่นเอง

โรครำมะนาดที่เกิดจากหินปูนนั้น จะมีอาการอักเสบรวมทั้งเหงือกร่นตามมา ส่งผลให้ฟันโยกเอียงไปมา เนื่องจากหินปูนกัดเซาะกระดูกให้ละลาย จนบางเคสเห็นรากฟัน บางเคสมีอาการเสียวฟัน หรือขณะแปรงฟันมีเลือดออก และรูปทรงฟันที่เปลี่ยนไป เช่น แลดูยาวขึ้น เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นสัญญาณของโรครำมะนาด  หลายคนเข้าใจผิดมาโดยตลอด ถึงอาการข้างต้นคือ ผลของฟันเสื่อมสภาพตามวัย แต่รู้หรือไม่ว่า ฟันสามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิตถ้าทุกคนรักษาความสะอาดจริงจัง แต่หากดูแลไม่ดี ก็สามารถกลายมาเป็นโรครำมะนาดได้นั่นเอง

หากหินปูนกัดเซาะกระดูกฟันเยอะแล้ว จำเป็นต้องอาศัยการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญหรือทันตแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด หรือ บางเคสต้องมาปลูกกระดูกฟันเพิ่ม ดังนั้น การป้องกันไม่ให้คราบหินปูนเกิดขึ้นจนฝั่งแน่น จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

เนื่องจาก โรครำมะนาดไม่ใช่ว่าเป็นแล้วจะสามารถหายได้เอง เนื่องจากกระดูกฟันของเรานั้นโดนกัดเซาะจนทำให้เหงือกร่นโอกาสที่ฟันหลวมและหลุดง่ายขึ้น กระดูกเนื้อฟันบางและบางเลย เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยปละละเลยจากการขูดหินปูนที่เกาะตามบริเวณคอฟัน โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรครำมะนาดยิ่งมากขึ้นเช่นกัน

บางรายเป็นเยอะก็อาจจะไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิม เช่น มีการถอนฟันและใส่รากเทียมแทนนี่ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าเสียดายที่เกิดจากการที่เราไม่ได้ขูดหินปูนอย่างต่อเนื่อง ทุก 3 หรือ 6 เดือน

หากเป็นแบบนี้จะรักษาอย่างไร

วิธีรักษาโรครำมะนาดที่เกิดจากหินปูนเมื่อเราไม่ได้ขูดหินปูนจนปล่อยให้หินปูนลึกขึ้น กระดูกก็จะเริ่มมีการละลาย คุณหมอจะเริ่มรักษาด้วยการทำการ deep clean หรือขูดลึกขึ้นด้วยเครื่องมือพิเศษในการขูด แม้ฟันจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ฟันจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนเดิมเนื่องจากกระดูกที่มีความร่นไปแล้วก็จะไม่กลับขึ้นมาได้นั่นเอง

หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงสงสัยไม่น้อยว่า หากเราขูดหินปูนบ่อยๆ ฟันจะมีโอกาสห่างจริงหรือไม่

เนื่องจากคนไข้หลายท่านเมื่อทำการขูดหินปูน ปรากฏว่า เห็นซอกฟันเพิ่มขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกว่าขูดเสร็จแล้วฟันเรามีช่องจึงเป็นที่มาของถามของหลายๆคนที่มักสงสัยว่าขูดหินปูนแล้วทำฟันห่างลงหรือบางลงนั่นเองแต่จริงๆแล้วฟันไม่ได้ห่างแต่เนื่องจากจำนวนหินปูนที่เกาะบริเวณฟันหลังจากคุณหมอขูดออก เห็นได้ชัดถึงพื้นที่ว่างที่หินปูนเคยเกาะอยู่นั่นเอง และกอปรกับจำนวนหินปูนที่ยิ่งมากก็ยิ่งทำให้เหงือกร่นจนทำให้เกิดช่องว่างของฟันมากยิ่งขึ้นตามมานั่นเอง

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายขูดหินปูน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#หินปูน #ขูดหินปูน

การรักษารากฟัน 2022

การรักษารากฟัน 2022

เชื่อว่าหลายท่านมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า การรักษารากฟัน เนื่องจากคิดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่พบว่ามีอาการฟันโยก ฟันคลอน การรักษารากฟัน จะสามารถช่วยตอบโจทย์ในการจัดการฟันให้กลับมาแน่นขึ้น ลดการคลอนหรือโยกของฟันได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด วันนี้ทีมงานจึงได้รวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการรักษารากฟันอย่างแท้จริงมาฝากกันค่ะ

 จริงๆแล้วการรักษารากฟันก็คือการเอาคลองประสาทฟันหรือโพรงรากฟันที่เกิดการอักเสบอยู่แล้วออกไป โดยสาเหตุที่จำเป็นจะต้องเอาคลองประสาทฟันที่อักเสบออกไป เนื่องจากว่า ทันตแพทย์มักจะพบว่าคนไข้ที่มีอาการฟันผุ คือสาเหตุหลักที่ทำให้มีการติดเชื้อไปถึงประสาทฟันซี่นั้นๆ หลังจากคุณหมอหรือทันตแพทย์ได้ทำการรักษารากฟัน โดยการนำคลองประสาทฟันออกแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็จะทำความสะอาดช่องปากและคลองประสาทฟันด้วยการใส่ยาฆ่าเชื้อและใช้วิธีการอุดรากฟันตามไปทีหลัง โดยทั้งนี้ เมื่อมีการอักเสบในคลองประสาทฟันก็จะมีการปวดฟันตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้น การรักษารากฟันจึงถือเป็นการลดอาการปวดและอักเสบของฟัน รวมทั้งยังกำจัดอาการปวดฟันให้หายไปโดยสิ้นเชิง หรือเรียกได้ว่ารักษาแบบถอนรากถอนโคนเลยนั่นเอง และการรักษารากฟัน ยังเป็นวิธีการในการที่จะเก็บฟันซี่นั้น ๆ ของคนไข้เอาไว้ได้นานที่สุด โดยฟันยังสามารถกลับไปใช้งานได้ตามปกติอีกด้วย ซึ่งไม่ต้องถอนฟันทิ้งนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฟันซี่ที่ทำการรักษารากฟันไปแล้วนั่น ส่วนใหญ่มักจะพบว่ามีโอกาสเนื้อของฟันเกิดอาการเปราะและแตกง่ายเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น การใช้วิธีรักษารากฟันจึงจำเป็นอย่างมาก ที่จะต้องมีการใช้วิธีทำการครอบฟันร่วมด้วยนั่นเอง

โดยลักษณะของฟันที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษารากฟัน ส่วนใหญ่ทันตแพทย์หรือคุณหมอผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาจากข้อต่อไปนี้ 1.ฟันซี่นั้น เกิดมีรูผุเสียหายจนถึงคลองประสาทฟันและแสดงอาการปวดชัดเจน 2. ฟันซี่นั้นมีสีคล้ำลงผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกในไรฟันอีกด้วย 3. เป็นฟันซี่ที่เคยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงหรือได้รับการกระแทกจากอุบัติเหตุ 4. เป็นลักษณะของฟันซี่ที่มีรอยร้าวหรือมีรอยแตก บิ่น ซึ่งคนไข้มักจะมีอาการปวดและเสียวฟันร่วมด้วย 5. เป็นลักษณะของฟันที่มีการรักษาโดยการอุดฟันไว้อยู่แล้ว แต่เกิดมีตุ่มหนองขึ้นบริเวณของฟันให้เห็นเด่นชัด

การรักษารากฟันหรือโพรงประสาทฟันนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. เพื่อไม่ให้คนไข้มีอาการเจ็บหรือปวดในระหว่างการรักษาคุณหมอหรือทันตแพทย์จะมีการใส่ยาชาให้ก่อน เพื่อลดอาการเจ็บปวด โดยหลังจากยาชาทำการออกฤทธิ์เต็มที่แล้วนั้น ทันตแพทย์จะทำการใส่แผ่นยางกันน้ำลายหรือที่เรียกว่า rubber Dam เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของน้ำลายเข้าไปปะปนในบริเวณคลองรากฟันที่กำลังทำการรักษาอยู่ 2. คุณหมอหรือทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มด้วยขั้นทำความสะอาดคลองรากฟัน โดยทำการใส่ยาไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยคุณหมอจะเริ่มนัดในรอบถัดไปเพื่อทำการรักษาขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีการขยายคลองรากฟันต่อ ด้วยการใส่ยา ซึ่งหากคุณหมอหรือทันตแพทย์แน่ใจแล้วว่า การติดเชื้อบริเวณคลองรากฟันนั่นได้ถูกกำจัดออกไปหมดเกลี้ยงแล้ว ก็จะเริ่มขั้นตอนของการอุดคลองรากฟัน ก็ถือเป็นการจบกระบวนการรักษารากฟัน โดยภายหลังเมื่อทำการรักษารากฟันเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว คุณหมอก็จะทำการรักษาต่อ โดยการอุดตัวฟันด้านบนเพื่อให้คนไข้สามารถใช้งานฟันซี่ต่อไป เช่น ขบเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ ซึ่งภายหลังคุณหมอก็จะทำการนัดตรวจเช็คช่องปากและตรวจเช็คอาการหลังทำการรักษารากฟัน โดยจะทำการนัดคนไข้เป็นเวลา 1-2 ครั้งซึ่งจะใช้ระยะเวลา 2-3 เดือนหลังจากนัน ทันตแพทย์หรือคุณหมอแน่ใจว่าไม่มีอาการหรือพบผลข้างเคียงใดๆ ขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือ จะทำการใส่เดือยฟันและใส่ครอบฟันให้แก่คนไข้ต่อไป เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของรากฟันของคนไข้ให้ฟันซี่ที่ทำการรักษาสามารถกลับมาใช้งานได้ปกติที่สุดนั่นเอง

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายรักษารากฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#รักษารากฟัน #รากฟันเทียม

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยางจัดฟัน

คนจัดฟันต้องรู้! รวมข้อควรรู้เกี่ยวกับยางจัดฟัน มีกี่แบบ ทำไมต้องเปลี่ยน

คนจัดฟันต้องรู้! รวมข้อควรรู้เกี่ยวกับยางจัดฟัน มีกี่แบบ ทำไมต้องเปลี่ยน

สำหรับคนจัดฟันแล้ว อุปกรณ์ที่ใช้ติดเข้ากับฟันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นอกจากจะช่วยปรับและย้ายตำแหน่งของฟันให้อยู่ในจุดที่ถูกต้องแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากคือยางจัดฟัน ที่จะช่วยดึงให้ฟันของเราเข้าที่ได้ง่ายขึ้น แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมคะ ว่ายางจัดฟันมีกี่แบบ แล้วที่คนจัดฟันต้องไปเปลี่ยนยางกันอยู่ทุกเดือนมันจำเป็นขนาดไหน เรารวบรวมข้อควรรู้เกี่ยวกับยางจัดฟันมาฝากกัน

ทำความรู้จักยางจัดฟัน

ยางจัดฟัน คือตัวรัดแบล็กเกตกับลวดให้อยู่กับที่เพื่อทำให้ฟันเรียงตัวตามตำแหน่งที่ติดเครื่องมือจัดฟัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญที่มีส่วนในการปรับการเคลื่อนที่ของฟัน หากใครที่คิดจะจัดฟันก็จะต้องใส่ยางจัดฟันไว้ตลอดเวลาหรือใส่เฉพาะบางเวลา

ยางจัดฟันมีกี่แบบ

ในปัจจุบันคลินิกส่วนใหญ่จะมียางจัดฟันอยู่ 3 แบบ ซึ่งจะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  1. โอริง

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “โอริง” กันมาบ้าง โอริงหรือยางมัดเครื่องมือ ใช้กับการจัดฟันแบบโลหะ มีลักษณะเป็นห่วงกลม ๆ มีขนาดที่แตกต่างออกไปทั้งใหญ่และเล็ก บางอันอาจจะเป็นเส้นยาว มีความยืดหยุ่นน้อย ซึ่งโอริงจะทำหน้าที่ยึดระหว่างแบล็กเกตกับลวดเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ตัวลวดค่อย ๆ เคลื่อนฟันไปสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม

  1. เชน

เชน เป็นเครื่องมือจัดฟันที่ทำหน้าที่ปิดช่องว่างระหว่างฟัน หมายความว่าตัวเชนจะเป็นตัวทำให้ฟันเคลื่อนที่เข้าหากันและช่วยร่นระยะช่องห่างของฟัน ซึ่งจำนวนของเชนที่ใช้นั้นจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพฟันและเงื่อนไขฟันของแต่ละบุคคล

  1. ยางดึงฟัน

ยางดึงฟันจะเป็นยางยืดที่ทำหน้าที่ยึดระหว่างขากรรไกรหรือระหว่างซี่ให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้วิธีการเกี่ยวยางไปในตำแหน่งต่าง ๆ ที่ต้องการปรับตำแหน่ง แต่จะเกี่ยวในแนวราบเพื่อป้องกันฟันเคลื่อนที่ในขณะที่กำลังนอนหลับ

ความสำคัญของยางจัดฟัน

นอกจากเรื่องสีสันที่สวยงามแล้ว ยางจัดฟันยังมีความสำคัญต่อการจัดระเบียบฟันให้เข้าที่อีกด้วย กล่าวคือยางจัดฟันจะช่วยให้ฟันเรียงตัวสวยและเคลื่อนที่ไปในตำแหน่งที่ติดเครื่องมือไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนฟันบนไปข้างหลังและเคลื่อนฟันล่างมาข้างหน้า หรือเคลื่อนฟันบนมาข้างหน้าและเคลื่อนฟันล่างไปข้างหลัง

ทำไมคนจัดฟันจะต้องเปลี่ยนยางจัดฟันทุกเดือน

หลายคนพอ ๆ จัด ๆ ฟันแล้ว รู้สึกขี้เกียจจะไปพบทันตแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาว โดยหารู้ไม่ว่าการไม่เปลี่ยนยางในแต่ละเดือนจะเกิดผลเสียกับฟันมากกว่า เราต้องอย่าลืมว่าเราใส่ยางจัดฟันกันแบบ 24 ชั่วโมง ดังนั้นยางจัดฟันก็จะต้องมีเสื่อมสภาพกันบ้าง ตัวยางจะมีอาการล้าจากแรงดึงฟัน สูญเสียการยืดหยุ่น นั่นยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการดึงฟันเพื่อเคลื่อนย้ายตำแหน่งเสียไป หรือตัวยางอาจจะมีการเปลี่ยนสีไป นำไปสู่การสะสมและก่อเชื้อโรคภายในช่องปากไปจนถึงระดับที่รุนแรงได้

ไม่เปลี่ยนยางจัดฟันได้ไหม

ไม่เปลี่ยนยางจัดฟันได้ค่ะ แต่แน่นอนว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีตามมา เพราะอย่าลืมว่ายางจัดฟันมีอายุการใช้งาน เมื่อใช้ไปนาน ๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของฟัน อีกทั้งยังอาจจะทให้เกิดโรคภายในช่องปากอย่างโรคปริทันต์ นำไปสู่เหงือกอักเสบและสูญเสียฟันได้อีกด้วย

เห็นไหมล่ะคะ ว่ายางจัดฟันสำคัญมากสำหรับคนจัดฟันอย่างไรบ้าง ส่วนเราควรจะใช้ยางแบบไหนนั้น ทางทันตแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนยางก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาดอีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #ยางจัดฟัน

รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์

รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์ ไขทุกข้อสงสัยของคนจัดฟัน

รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์ ไขทุกข้อสงสัยของคนจัดฟัน

ใครว่าความลำบากของคนจัดฟันจะอยู่แค่ที่ช่วงเวลาของการจัดฟัน ที่ต้องใช้เครื่องมือจัดฟันที่แสนจะทรมานและใช้ชีวิตยากลำบาก เพราะเมื่อจัดฟันเสร็จแล้ว ความลำบากก็ยังไม่หมด เพราะยังต้องใส่ “รีเทนเนอร์” อุปกรณ์ประจำตัวที่คนจัดฟันเสร็จแล้วทุกคนต้องใส่แบบสม่ำเสมอ ซึ่งหลายคก็อาจจะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการใส่รีเทนเนอร์ หรือคนที่กำลังจะจัดฟันเสร็จ ต้องเตรียมตัวเลือกรีเทนเนอร์ เรารวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์เอาไว้ที่นี่แล้ว

รีเทนเนอร์มีกี่ประเภท และควรเลือกแบบไหนดี?

สำหรับคนที่กำลังจะจัดฟันเสร็จ ก็คงมีแพลนเตรียมตัวที่จะต้องเลือกรีเทนเนอร์เอาไว้หลังจากนี้ ซึ่งก็ต้องมาเรียนรู้และทำความเข้าใจกันก่อนว่ารีเทนเนอร์ที่ใช้กันโดยทั่วไปแล้วจะมี 4 ประเภท ได้แก่

  1. รีเทนเนอร์แบบลวด

รีเทนเนอร์แบบลวดเป็นรีเทนเนอร์ที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน มีลักษณะเป็นอะคริลิคพร้อมโครงลวดอาจจะมีสีพื้นหรือลวดลายต่าง ๆ โดยจะมีส่วนที่ใช้ยึดกับฟันที่เป็นเส้นลวด แล้วจึงมีอะคริลิคครอบทับอีกที
ข้อดี : ทำความสะอาดได้ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานประมาณ 2-3 ปี จึงสามารถที่จะคงสภาพฟันและการสบฟันได้เป็นอย่างดี หากมีปัญหา สามารถปรับแต่งได้ง่ายอีกด้วย อีกทั้งสีสันสวยงาม เลือกได้ตามใจชอบ
ข้อเสีย : สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เลยไม่สวยงามเท่าที่ควร มีขนาดใหญ่ ดูเทอะทะ ซึ่งหากใครที่ใส่รีเทนเนอร์ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องการออกเสียง พูดไม่ชัดบ้าง

  • รีเทนเนอร์แบบใส

รีเทนเนอร์แบบใส ก็เป็นรีเทนเนอร์อีกประเภทที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน จะมีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกใส ที่จะล้อมฟันของเราเอาไว้ทั้งหมด ทั้งด้านนอกและด้านใน แต่จะไม่ครอบไปทั้งเพดานเหมือนแบบแรก มีความหนาไม่มาก จึงสามารถใส่ได้แบบสบาย ๆ
ข้อดี : ให้ความสวยงาม ความมั่นใจ ยิ้มแล้วไม่เห็นลวดเหมือนแบบแรก หมดปัญหาการออกเสียงไม่ชัด
ข้อเสีย : ทำความสะอาดได้ยาก อายุการใช้งานสั้นกว่าแบบลวดอยู่ที่ประมาณ ครึ่งปี – 1.5 ปี แตกหักหรือ
สึกหรอได้ง่ายในผู้ที่มีการนอนกัดฟัน และไม่สามารถคงสภาพฟันได้ดีเมื่อตัวรีเทนเนอร์เกิดการสึกหรอ

  • รีเทนเนอร์แบบติดแน่น

รีเทนเนอร์ประเภทนี้พบได้น้อยแต่ก็ยังมีบางคนใช้บ้าง จะเป็นรีเทนเนอร์ที่มีลักษณะลวดเส้นเดียวยึดติดกับด้านในของฟัน มักใช้ในกรณีที่ฟันมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนที่กลับมาได้ง่าย หรือใช้ยึดฟันสำหรับใส่ฟันปลอมในอนาคต
ข้อดี : สะดวกสบาย ไม่ต้องถอดเข้าถอดออก ป้องกันฟันล้มได้ดีมาก
ข้อเสีย : ทำความสะอาดได้ยากเพราะอยู่ด้านใน มีโอกาสหลุดได้ง่าย และต้องหมั่นไปพบทันตแพทย์เพื่อเช็คสภาพทุก 6 เดือน

  • รีเทนเนอร์แบบเหล็ก (ใส่กินข้าวได้)

ประเภทสุดท้ายเป็นรีเทนเนอร์แบบเหล็ก ที่จะช่วยให้จบปัญหารีเทนเนอร์หายได้อย่างดีเยี่ยม เพราะไม่ต้องถอดลืมหาย เหมาะมากสำหรับใครที่ขี้ลืม
ข้อดี : ใส่กินอาหารได้เลย ไม่ต้องคอยถอดเก็บ
ข้อเสีย : มีเวลาตอนกัดฟัน เมื่อฟันบนกับฟันล่างมาประกบกันสุดแล้ว อาจจะชนลวด ส่งผลกระทบกับตัวฟัน มีเจ็บฟันแน่นอน

เราควรเลือกรีเทนเนอร์แบบไหนดี?

คุณจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่ากโอเคกับการใช้ชีวิตแบบไหน เช่น เลือกแบบลวด หากโอเคที่ยิ้มแล้วจะเห็นลวด เลือกแบบใส ใส่แล้วยิ้มสวย ไม่เห็นลวด แต่ต้องไปพบทันตแพทย์บ่อย ๆ

ทำไมจัดฟันเสร็จแล้วต้องใส่รีเทนเนอร์ จำเป็นขนาดไหน?

บางคนเข้าจ่าพอจัดฟันเสร็จแล้วก็จะสบาย นั่นเป็นความคิดที่ผิดค่ะ เพราะเมื่อจัดฟันเสร็จแล้ว คุณก็ยังต้องใส่รีเทนเนอร์เพื่อช่วยคงสภาพฟันไม่ให้เคลื่อน หากไม่ใส่รีเทนเนอร์หลังจัดฟัน ก็อาจทำให้ฟันล้ม แนวฟันบิดเบี้ยว หรือกลับกลายเป็นสภาพช่วงก่อนจัด

เราควรใส่รีเทนเนอร์นานแค่ไหน?

สำหรับระยะเวลาที่ควรใส่รีเทนเนอร์นั้นจะมากหรือน้อย ไม่สามารถระบุหรือฟันธงลงไปได้เลย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสภาพฟันของแต่ละบุคคลด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะเน้นช่วงแรก ๆ หลังจัดฟันเสร็จว่าควรใส่รีเทนเนอร์ทุกวัน เพราะสภาพกระดูกและเหงือกหุ้มฟันต้องใช้เวลาในการปรับสภาพให้เข้ากับตำแหน่งใหม่ หลังจากนั้นทันตแพทย์จะแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล

เมื่อไหร่ถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนรีเทนเนอร์ใหม่?

โดยมากแล้วคนที่จะเปลี่ยนรีเทนเนอร์ใหม่คือจะพบปัญหาต่าง ๆ เช่น รีเทนเนอร์หาย ถอดและลืม, รีเทนเนอร์แตกหัก, ฟันเคลื่อนจนใส่ไม่พอดีจากการใส่รีเทนเนอร์ไม่สม่ำเสมอ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องน่ารู้ที่คนจัดฟันสงสัยกันมาก เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมที่จะเลือกรีเทนเนอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานและใส่รีเทนเนอร์กันเป็นประจำด้วยนะคะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำรีเทนเนอร์ #จัดฟัน

เคล็ด(ไม่)ลับ-รักษาแผลร้อนในที่เหงือก-ให้หายเร็ว

เคล็ด(ไม่)ลับ รักษาแผลร้อนในที่เหงือก ให้หายเร็ว

เคล็ด(ไม่)ลับ รักษาแผลร้อนในที่เหงือก ให้หายเร็ว

เคยเป็นกันไหมคะ แผลร้อนใน ซึ่งเป็นที่ปากหรือกระพุ้งแก้มยังไม่เท่าไร แต่เมื่อไรที่เป็นแผลร้อนในที่เหงือกนี่สิ เจ็บจนน้ำตาไหลเลยค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่กินอาหารรสจัด มันแสบซี้ดเกินจะบรรยาย ซึ่งหลายคนก็มีแผลร้อนในเกิดขึ้นบ่อยมาก แต่ในขณะที่บางคนก็แทบไม่เคยเป็นเลย วันนี้เราจึงมีเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากกัน ที่รับรองเลยว่าใครที่ทดลองวิธีที่แนะนำ แผลหายเร็วแน่นอน

แผลร้อนในเป็นอย่างไร

แผลร้อนในเป็นแผลขนาดเล็กและตื้น มีสีเหลืองหรือขาวล้อมรอบด้วยสีแดง เกิดขึ้นที่เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากหรือเหงือก บางรายก็พบว่าเกิดขึ้นบริเวณด้านในริมฝีปาก แก้มหรือลิ้น เป็นแผล ทำให้เจ็บ และทำให้กินอาหารหรือพูดคุยได้ลำบาก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและจำนวนแผลด้วยค่ะ

สาเหตุของแผลร้อนในที่เหงือก

  • เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในช่องปาก
  • ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือที่เราเรียกว่าโรคภูมิแพ้ตัวเอง
  • การขาดสารอาหารหรือวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 วิตามินซี ธาตุเหล็ก
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมีภาวะเครียด
  • การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในช่วงก่อนหรือช่วงมีประจำเดือน
  • การกินอาหารเผ็ดร้อนหรือของทอดมากเกินไป
  • เกิดการเสียดสีหรือกระแทกที่เหงือกจนเป็นแผลและกลายมาเป็นแผลร้อนใน
  • การใช้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของโซเดียมรอริลซัลเฟต
  • การกินของร้อนมากเกินไป

อาการแผลร้อนในที่เหงือก

อาการแผลร้อนในที่เหงือกไม่ต่างจากแผลร้อนในทั่วไปเลยค่ะ จะเป็นแผลแดงและเจ็บ ต่อมาบริเวณแผลจะกลายมาเป็นสีเหลืองหรือขาวเป็นวงกลมหรือรี บวมแดงและมีอาการเจ็บที่แผล บางรายอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลืองบวม เป็นไข้ หรือรู้สึกไม่สบายได้อีกด้วย

อาการแผลร้อนในที่เหงือกแบบไหนควรต้องรีบไปพบแพทย์

  • มีแผลร้อนในใหญ่กว่าปกติ
  • แผลเดิมก็ยังอยู่ แต่เกิดแผลใหม่ขึ้น และพบว่าเป็นแผลร้อนในอยู่บ่อย ๆ
  • เป็นแผลร้อนในที่เหงือกนานกว่า 2 สัปดาห์
  • เป็นแผลร้อนในที่มาพร้อมกับมีไข้สูง
  • เป็นแผลที่ลุกลามไปยังบริเวณริมฝีปาก

การรักษาแผลร้อนในที่เหงือกด้วยตัวเองทำอย่างไร

  • ใช้น้ำผสมเกลือเพื่อกลั้วปากเช้า-เย็น
  • ทายาในบริเวณที่เป็นแผล เช่น Triamcinolone เป็นยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • พยายามดื่มน้ำระหว่างวันให้มาก ๆ
  • งดอาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวไปก่อน รอให้แผลหายดีจึงจะกินได้
  • ใช้แผ่นแปะแก้ร้อนใน ช่วยให้แผลการสัมผัสน้ำลาย ฟัน หรืออาหารน้อยลง และมีตัวยาที่ช่วยรักษาแผล
  • พยายามฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังอย่างพอเหมาะ และลดความเครียดฃ

แผลร้อนในที่เหงือกป้องกันได้หรือไม่

หากแผลร้อนในสามารถรักษาหายได้ ก็สามารถป้องกันได้เช่นกันค่ะ ซึ่งวิธีป้องกันนั้นก็ง่าย ๆ ไม่แพ้กับการรักษาด้วยตัวเอง ซึ่งทำได้ดังนี้

  • ดูแลรักษาความสะอาดสุขภาพช่องปากให้ดี เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย
  • ไม่ใช้แปรงสีฟันที่ขนแปรงแข็งเกินไป เพื่อนั่นจะทำให้เหงือกเกิดบาดแผลได้ง่ายและนำไปสู่การเกิดแผลร้อนในที่เหงือก
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อลดแบคทีเรีย
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารทอดหรืออาหารรสจัดมาก ๆ
  • ออกกำลังกายเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและยังลดความเครียดได้ด้วย

เห็นไหมล่ะคะ ว่าการดูแลรักษาแผลร้อนในที่เหงือกไม่ได้ยากเกินไปเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราควรต้องดูแลตัวเองเป็นปกติอยู่แล้ว แต่หากเมื่อไรที่เราขาดความเอาใจใส่ บอกได้เลยว่าแผลร้อนในพร้อมจะกลับมาหาเราได้ทุกเมื่อจริง ๆ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ตรวจสุขภาพฟัน #แผลร้อนใน

ทำฟันเด็กยุคใหม่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ทำฟันเด็กยุคใหม่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมเคล็ดลับดูแลสุขภาพฟันเด็ก

ทำฟันเด็กยุคใหม่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมเคล็ดลับดูแลสุขภาพฟันเด็ก

นอกจากการตัดผมแล้ว สิ่งที่เด็กกลัวมากที่สุดก็คือการไปหาหมอฟัน เรียกว่าปราบเซียนคุณพ่อคุณแม่ในหลาย ๆ บ้านก็ว่าได้ แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีและทักษะของทันตแพทย์ก็ทำให้การทำฟันเด็กไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแล้วค่ะ เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มดูแลรักษาฟันของลูกตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก เพื่อเป็นรากฐานที่ดีในการดูแลฟันเมื่อโตขึ้น เราจะมาดูกันว่าทำฟันเด็กในยุคนี้มีอะไรบ้าง พร้อมแนะการดูแลสุขภาพฟันเด็กมาฝากกัน

รู้หรือไม่ว่าการทำฟันเด็กจัดว่าเป็นทันตกรรมเฉพาะทาง

ขึ้นชื่อว่าเด็กก็เป็นอะไรที่ทันตแพทย์หลายคนขยาดไม่แพ้กับเด็กที่กลัวหมอฟันเลยค่ะ ทันตกรรมสำหรับเด็ก (Pedodotics) คือ การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กตั้งแต่ขวบแรกหรือไม่เกิน 6 เดือนหลังจากที่เห็นฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นจนถึง 12 ปี ทั้งการรักษาและป้องกันโรคในช่องปาก ส่วนสาเหตุที่การทำฟันเป็นทันตกรรมเฉพาะทาง เนื่องจากเด็กยังมีระบบฟันที่ยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงแตกต่างจากผู้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งยังมีโอกาสฟันผุมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากนิสัยการกินของเด็กโดยทั่วไปมีความเสี่ยงมากกว่า โดยมากทันตแพทย์จะเน้นไปที่การป้องกันฟันผุ ผ่านการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับอาการฟันผุรายบุคคล ซึ่งจะให้คำแนะนำวิธีป้องกันที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละคน รวมไปถึงความสะอาดในช่องปากที่สามารถเริ่มได้จากที่บ้าน การใช้ฟลูออไรด์ การเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเคี้ยวผิวฟัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นการรักษาเชิงป้องกัน

เป้าหมายสำหรับการทำฟันเด็ก คือการปกป้องฟันให้แข็งแรงและมีรอยยิ้มที่สดใสอยู่เสมอ โดยการทำฟันเด็กหลัก ๆ มีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่

  1. ทันตกรรมเชิงป้องกัน เช่น ตรวจฟันผุ รักษาด้วยฟลูออไรด์ เคลือบหลุมร่องฟัน
  2. ทันตกรรมฟื้นฟู เช่น อุดฟัน ใส่ครอบฟัน
  3. การเติบโตและพัฒนาการของฟัน เช่น การกัดฟัน การสบฟัน ฟันซ้อน ฟันเก

การดูแลสุขภาพฟันเด็ก

สิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องฟันของเด็ก ๆ ได้ คือคุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็กเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สามารถปันผลให้ได้ตลอดชีวิต โดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  1. ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพฟันของตัวเอง

การดูแลสุขภาพปากและฟันของคุณเองอย่างดีเพื่อที่จะแสดงให้เด็กเห็นว่าสุขภาพปากและฟันเป็นสิ่งที่มีค่า นอกจากนี้ อะไรก็ตามที่ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นเรื่องสนุก เช่น การแปรงฟันไปกับลูกของคุณ การให้เด็กเลือกแปรงสีฟันด้วยตนเอง ก็จะช่วยให้สนับสนุนการดูแลสุขภาพปากและฟันอย่างเหมาะสมกับเด็กได้

  1. สอนวิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธีให้กับเด็ก

แปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่ผ่านการรับรองจาก ADA เพื่อกำจัดคราบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ โดยใช้การแปรงแห้ง โดยไม่บ้วนปากหรือบ้วนเพียงน้ำเดียว และแปรงให้นานเพียงพอด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์และขนแปรงที่อ่อนนุ่ม แปรงทีละซี่ขึ้นลงเบา ๆ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยแปรงซ้ำในบริเวณที่เด็กแปรงไม่ถึง และต้องไม่ลืมที่จะแปรงลิ้นของเด็กด้วย

  1. ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ

นอกจากการแปรงฟันแล้ว สิ่งสำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรใช้ไหมขัดฟันให้เด็กเป็นประจำตั้งแต่อายุ 4 ขวบขึ้นไป โดยเด็กส่วนใหญ่จะทำได้เองตอนอายุ 8 ขวบ เพื่อกำจัดคราบแบคทีเรียตามซอกฟันและร่องเหงือก ก่อนที่จะจับตัวแข็งเป็นหินปูน เพราะเมื่อหินปูนก่อตัว ต้องใช้การทำความสะอาดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

  1. รับประทานอาหารที่ถูกสัดส่วน

ควรจำกัดปริมาณแป้งและน้ำตาลซึ่งจะสร้างกรดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ เมื่อต้องรับประมานอาหารเหล่านั้น ควรรับประทานไปกับมื้ออาหารหลัก แทนที่จะเป็นอาหารว่าง เนื่องจากน้ำลายที่ถูกผลิตออกมาในปริมาณมากช่วงมื้ออาหารจะช่วยขจัดคราบอาหารออกจากปากได้

  1. พาเด็กไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อตรวจประเมินฟันผุ ทำความสะอาดฟัน และเคลือบฟลูออไรด์

นอกจากการเอาใจใส่จากคุณพ่อคุณแม่แล้ว สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องช่วยให้เด็กเห็นความสำคัญต่อการดูแลฟันของตัวเองเพื่อเป็นรากฐานการดูแลที่ดีเมื่อโตขึ้น

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟันเด็ก
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำฟันเด็ก #ทันตกรรมเด็ก

รากฟันเทียม 2022

รากฟันเทียม กับเทคโนโลยีทันตกรรมในปี 2022

รากฟันเทียม กับเทคโนโลยีทันตกรรมในปี 2022

ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากจะสูญเสียฟัน ปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องพบได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ ที่หลายครั้งสุขภาพช่องปากก็รับภาระหนัก จนทำเอาเจ้าของฟันถึงกับถอดฟัน อยากจะตัดปัญหาด้วยการถอนฟันซี่ที่มีปัญหานั้นทิ้งเสีย แต่ในปี 2022 เช่นนี้ เทคโนโลยีทันตกรรมก็ก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับรากฟันเทียม ที่เดี๋ยวนี้มี “รากฟันเทียมระบบดิจิทัล” เราจะไปทำความรู้จักเจ้าสิ่งนี้กันค่ะ

รากฟันเทียมคืออะไร

รากฟันเทียม หรือรากเทียม คือ วัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรากฟันทำจากไททาเนียมซึ่งเป็นวัสดุที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี ใช้สำหรับฝังลงไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อช่วยในการทำฟันเทียมแบบติดแน่น และแบบถอดได้ ปัจจุบันการใส่รากฟันเทียมถือว่าเป็นวิธีการใส่ฟันที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง

ข้อดีของการทำรากฟันเทียม

  • ฟันเทียมที่ดูเป็นธรรมชาติ และใช้งานได้ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด
  • ไม่ต้องกรอแต่งฟันข้างเคียง
  • ป้องกันการสูญเสียฟัน และกระดูกข้างเคียง
  • ให้ความสวยงาม เป็นธรรมชาติมากที่สุด และสามารถบดเคี้ยวได้ตามปกติ

ทำความรู้จักรากฟันเทียมระบบดิจิทัล

รากฟันเทียมระบบดิจิทัล (Computer Guided Implant Surgery) เป็นการวางแผนการฝังรากฟันเทียมแบบระบบดิจิทัลด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับเทคโนโลยีทางภาพถ่ายรังสีแบบ 3 มิติ (3D Dental CT Scan) เพื่อช่วยในการวางแผนรักษาและกำหนดตำแหน่งฝังรากฟันเทียมที่เหมาะสมที่สุด ภาพถ่ายรังสีแบบ 3มิตินี้ ยังช่วยให้ทันตแพทย์สามารถเลือกขนาดรากฟันเทียมได้สอดคล้องกับตำแหน่งฟันที่จะใส่ทดแทน

โดยเทคโนโลยีตัวนี้จะหาตำแหน่งและขนาดของรากฟันเทียมที่เหมาะสมที่สุด โดยจะไม่กระทบกับอวัยวะสำคัญภายในช่องปากของคนไข้ที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น เส้นประสาท, หรือ โพรงอากาศข้างแก้ม ซึ่งการทำเอ็กซเรย์แบบ 3 มิตินั้น จะทำให้สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในช่องปากได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน เมื่อเราได้ภาพภาพ 3 มิติของตำแหน่งของรากฟันเทียมมาแล้ว ก็จะนำไปพิมพ์เป็นอุปกรณ์กำหนดตำแหน่งสำหรับการฝังรากฟันเทียม ซึ่งจะเอาไปใช้ในขั้นตอนการผ่าตัดต่อไป

ความแตกต่างระหว่างการฝังรากฟันเทียมปกติกับฝังรากฟันเทียมดิจิทัล

การผ่าตัดฝังรากฟันเทียมแบบปกตินั้น จะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของทันตแพทย์ค่อนข้างมาก เนื่องจากความนิ่งและมือของทันตแพทย์ เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดตำแหน่งของการฝังรากฟันเทียม แต่พอมีการนำเทคโนโลยีการฝังรากฟันเทียมดิจิทัลเข้ามาช่วยในการฝังรากฟันเทียมแบบระบบดิจิทัล
ทันตแพทย์ก็จะทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น มีความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากทันตแพทย์ในระหว่างการฝังรากฟันเทียมได้มากขึ้นด้วย

ขั้นตอนในการฝังรากฟันเทียมระบบดิจิทัล

  • ทันตแพทย์จะทำการประเมินสภาพฟันและช่องปากก่อนว่าเหมาะสมที่จะทำรากฟันเทียมระบบดิจิทัล

ได้หรือไม่ ซึ่งมีงื่อนไขว่าคนไข้จะต้องไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามสำหรับทำรากฟันเทียม เพื่อที่จะได้ทราบว่าควรจะต้องฝังรากเทียมทั้งหมดกี่ตำแหน่ง

  • จากนั้นทันตแพทย์จะพิมพ์ปาก ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายที่จะใช้การพิมพ์ปากแบบ 3 มิติ ทำให้สามารถเห็นฟัน

ได้โดยรอบและจัดเก็บข้อมูลเป็นดิจิทัล แล้วจึงนำข้อมูลจากการทำ CT Scan มาเข้าสู่ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบตำแหน่งของรากเทียมที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ละคน

  • ทันตแพทย์จะส่งข้อมูลไปให้ห้องแล็บทันตกรรม เพื่อพิมพ์เป็นอุปกรณ์กำหนดตำแหน่งรากเทียม

ออกมา แล้วนำกลับมาใช้ในการผ่าตัด

  • ในวันผ่าตัดเพื่อฝังรากเทียม ทันตแพทย์จะทำการฉีดยาชาเพื่อเปิดเหงือกสำหรับฝังรากเทียม และทำ

การฝังรากเทียมตามที่วางแผนมาผ่านอุปกรณ์กำหนดตำแหน่งรากเทียม

  • หลังจากที่ฝังรากเทียมเสร็จแล้ว ระยะเวลาการพักฟื้นจะขึ้นอยู่กับกระดูกของคนไข้ ถ้าเป็นขากรรไกร

บนจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ส่วนขากรรไกรล่างใช้เวลา 3 เดือน เพื่อให้กระดูกติดกับตัวรากเทียมได้โดยตรง และเมื่อคนไข้กลับมาพบทันตแพทย์ เพื่อจะทำการพิมพ์ปากสำหรับใส่ครอบฟันบนรากเทียมต่อไป

ด้วยเทคโนโลยีฝังรากฟันเทียมระบบดิจิทัลจะช่วยลดการสูญเสียฟันโดยไม่จำเป็น เพราะไม่ว่าอะไรก็ดีไม่เท่าฟันของเราจริง ๆ หรอกค่ะ ดังนั้นแล้ว เราจึงควรถนอมฟันของเราให้มากที่สุด นั่นจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำรากฟันเทียม
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#รากฟันเทียม #ทำรากฟันเทียม

บอกลาฟันเหลือง แนะวิธีคืนความขาวให้กับฟันอย่างได้ผล

บอกลาฟันเหลือง แนะวิธีคืนความขาวให้กับฟันอย่างได้ผล   

บอกลาฟันเหลือง แนะวิธีคืนความขาวให้กับฟันอย่างได้ผล   

ปัญหาหนักอกหนักใจที่ทำให้เราไม่สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ นอกจากฟันที่ไม่เรียบ ไม่เป็นระเบียบแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของสีฟันนี่ล่ะ ฟันไม่ขาวสดใส แต่กลับดูเหลือง แม้ว่าในความเป็นจริงฟันคนเราจะไม่ขาวจั๊วะก็ตาม แต่ในบางคนอาจจะมีฟันที่เหลืองกว่าปกติ อาจจะมาจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด หรือการใช้ยาบางตัว ก็สามารถทำให้ฟันมีสีเหลืองได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น หากใครที่อยากจะมีฟันกลับมาขาวเหมือนเดิม ติดตามบทความนี้ให้ดี ๆ เลย

ฟันเหลืองเป็นอย่างไร

ฟันเหลืองหรือคราบเหลืองที่ฟัน คราบที่ว่านั้นครือคราบพลัค เกิดจากการแปรงฟันที่ไม่สะอาด ทำให้ขี้ฟันถับถมกันกลายเป็นคราบพลัคติดแน่นที่ฟัน และมีสีเหลือง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟันเหลือง

อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่าปัจจัยที่ทำให้ฟันเหลืองนั้นมีหลากหลายมากมาย ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย
หลัก ๆ ดังนี้

  1. ปัจจัยภายนอกตัวฟัน

ปัจจัยที่เกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนเรา และการทานอาหาร เครื่องดื่มบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดฟันเหลืองได้ ซึ่งได้แก่

  • ชาและกาแฟ

ในชาและกาแฟมีกรดและสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งเมื่อเราดื่มเข้าไปจำนวนมากจะเกิดการสะสม ส่งผลให้ชั้นเคลือบฟันตามธรรมชาติบางลง

  • อาหารที่มีสีเข้ม

แน่นอนว่าอาหารที่มีสีมเข้มอย่างสีแดงหรือส้ม เช่น แกงไทย สามารถฟันเปลี่ยนสีได้

  • การสูบบุหรี่

สารเคมีที่เกิดการเผาไหม้ของบุหรี่ มีส่วนประกอบของกำมะถัน ซึ่งจะสะสมอยู่บนผิวฟันและสามารถแทรกซึมเข้าไปในชั้นของเนื้อฟันได้

  • ปัจจัยภายในตัวฟัน

ปัจจัยที่มาจากกรรมพันธุ์ หรือสีฟันดั้งเดิมของแต่ละคน ซึ่งก็จะมีสีตามธรรมชาติที่แตกต่างกัน โดยธรรมชาติแล้ว ฟันของคนเราจะไม่ได้ขาวจั๊วะ แต่ละออกสีขาวเหลืองนวล ๆ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่

  • อายุ

อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นตัวเร่งให้ฟันของคนเรามีสีเหลืองหรือคล้ำขึ้นนั่นเอง เพราะฟันถูกใจมาเป็นเวลานานเกิดการสึกกร่อนไปบ้าง

  • การใช้ยาบางชนิด

การทานยาบางชนิด เช่น เตตราชัยคริน มีผลทำให้ฟันแท้มีสีที่คล้ำและเหลืองได้

วิธีทำให้ฟันกลับมาขาวขึ้น

  1. แปรงฟันให้ถูกวิธี

นอกจากการแปรงฟันเป็นประจำแล้ว การแปรงฟันอย่างถูกวิธีก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ฟันของเราขาวขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายคนบอกว่าก็แปรงฟันเป็นประจำ แต่ทำไมฟันไม่ขาวขึ้น ซึ่งก็ต้องดูว่าแปรงถูกวิธีไหม ซึ่งการแปรงฟันแต่ละครั้งควรแปรงให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 2 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และควรใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย

  • เลือกใช้ยาสีฟันสูตรฟันขาว

ยาสีฟันสูตรฟันขาว Whitening จะมีส่วนผสมของผงขัดที่จะช่วยขัดฟันของเราให้ขาวขึ้นได้ เนื่องจากจะมีเม็ดบีทเล็ก ๆ ผสมอยู่ นอกจากนี้ ยาสีฟันควรจะมีสารฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ เพราะฟันที่ดีไม่ใช่แค่ขาวเพียงอย่างดี แต่จะต้องไม่ผุและแข็งแรงอีกด้วย

  • การขูดหินปูน

ทันตแพทย์แนะนำให้ขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือน เนื่องจากเมื่อเราทานอาหารหรือเครื่องดื่ม คราบแบคทีเรียต่าง ๆ จะเกาะที่ผิวเคลือบฟันของเรา เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เกิดเป็นหินเกาะติดแน่น ซึ่งการขูดหินปูนนั้นนอกจากจะช่วยขจัดคราบเหล่านั้นแล้ว ยังช่วยให้ฟันของเรากลับมาขาวได้อีกด้วย

  • ฟอกสีฟัน

อีกหนึ่งวิธีที่ได้เห็นอย่างชัดเจนและรวดเร็ว คือการฟอกสีฟัน ซึ่งปัจจุบันทำได้อยู่ 2 วิธี ได้แก่ ทำโดยทันตแพทย์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง และฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้าน ซึ่งควรฟอกสีฟันทุก ๆ 6 เดือน – 1 ปี

  • การทำวีเนียร์ เคลือบผิวฟัน

หากลองทำทุกข้อที่ว่ามาแล้ว แต่ไม่ได้ผล การทำวีเนียร์ถือเป็นทางเลือกที่ดีและน่าสนใจค่ะ เพราะสามารถแก้ปัญหาฟันเหลืองได้อย่างชะงัด

ทีนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าต้นตอของฟันเหลืองมีอะไรบ้าง สิ่งสำคัญคือการดูแลรักษาฟันของเรา และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ฟันของเราเหลืองจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน ฟอกสีฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันขาว #ฟอกสีฟัน

7 สียางจัดฟันยอดฮิต ใส่สีไหนแล้วฟันดูขาวสวย

7 สียางจัดฟันยอดฮิต ใส่สีไหนแล้วฟันดูขาวสวย

7 สียางจัดฟันยอดฮิต ใส่สีไหนแล้วฟันดูขาวสวย

เมื่อพูดถึงการจัดฟัน หลายคนจะนึกถึงแต่อาการปวดฟันจากการดึงฟันให้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนจัดฟันชอบที่สุดในช่วงจัดฟัน เห็นทีว่าจะหนีไม่พ้น “การเลือกสียางจัดฟัน” นี่ล่ะค่ะ เพราะแต่ละอาทิตย์จะต้องมานั่งนึกว่าจะใส่สีอะไรดี สีไหนที่ใส่แล้วฟันดูขาว สดใส เพราะบอกเลยว่าถ้าเลือกสีผิด ถ่ายรูปออกมาแล้วจะไม่สวยเลย มาดูกันดีกว่าค่ะว่า ยางจัดฟันสีไหนที่เขาฮิตกัน ใส่แล้วฟันจะดูขาวกันบ้าง

  • สีแดง

เปิดมาที่สีแรก “สีแดง” ถ้าไม่แดง ก็ไม่มีแรงเดิน สีแงเป็นสีที่มาแรงจริง ๆ ค่ะ โดยเฉพาะในหมู่ของสาว ๆ บางคนอาจจะคิดว่าถ้าใส่แล้วจะเหมือนพริกติดฟันหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่ ถ้าหากสาว ๆ ดูแลสุขภาพฟันและแปรงฟันให้ขาวสะอาดอยู่สม่ำเสมอ ใส่สีนี้แล้วดูน่ารัก ดูโดดเด่นไปอีกแบบนะเออ ที่สำคัญสีแดงทำให้ฟันของเพื่อน ๆ ดูขาวมากยิ่งขึ้นด้วย

  • สีชมพู

สีที่สาว ๆ หลายคนโปรดปราน เห็นแล้วแทบกรี๊ด ซึ่งสีนี้เรียกได้ว่าเป็นสีคลาสสิคสำหรับสาว ๆ ก็ว่าได้ มีให้เลือกทั้งสีชมพูเข้ม ชมพูอ่อนตามความชอบของเรา ข้อดีของสีนี้เลย คือพอใส่แล้วยิ้ม ก็จะช่วยให้ใบหน้าของเราดูสว่างขึ้นด้วย ยิ้มได้แบบไม่ต้องอายใคร ถึงจะเป็นสาวหวาน หรือสาวไม่หวานก็คิดว่าเหมาะทั้งนั้นเลย แต่ถ้าหนุ่ม ๆ คนไหนชอบสีชมพูเหมือนกัน บอกเลยว่าไม่ติดนะคะ ใส่แล้วก็ดูเป็น Cute boy จะตาย

  • สีน้ำเงิน

สียอดฮิตที่ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สีนี้เป็นสีที่มีความพิเศษกว่าสีอื่นค่ะ เพราะว่าสีน้ำเงินเป็นสีเข้ม พอนำมาใส่เข้าไปก็ยิ่งช่วยขับสีฟันให้ดูขาวขึ้น คล้ายกับว่าสาว ๆ กำลังโฆษณายาสีฟันยังไงอย่างงั้น แล้วยิ่งเป็นสีน้ำเงินประกายเพชรก็จะยิ่งทำให้ฟันของเราดูเลอค่า ยิ้มแล้วดูสวยเป็นประกายมากขึ้นด้วย อีกทั้งด้วยความที่เป็นสีเข้มทำให้พอใส่ไปเรื่อย ๆ พอเข้าปลายสัปดาห์ สียางไม่เปลี่ยนหรือดร็อปลงด้วยค่ะ

  • สีฟ้าอ่อน

สำหรับสีฟ้าอ่อน หากใครเป็นคนผิวขาว บอกเลยว่าสีนี้ใส่แล้วคาวาอี้มาก ๆ เป็นสีโทนเย็นที่มีความ
พาสเทลอ่อน ๆ ฟรุ้งฟริ้ง ออกหวานหน่อย ๆ ก็ดีใช่เล่น เพราะจะช่วยเสริมลุคให้ดูดี น่ารักสดใส อีกทั้ง ช่วยขับให้หน้าใส ฟันขาว ดูดีมากขึ้น ทั้งนี้ควรระวังสียางที่อ่อนเกินไป เพราะอาจทำให้หน้าดูจืดได้

  • สีม่วง

อีกหนึ่งเฉดสีที่น่าสนใจ มีมาตั้งแต่ม่วงอ่อนยันม่วงเข้ม ที่บอกเลยว่าสีนี้ หนุ่ม ๆ อย่าไปกลัวค่ะ เพราะใส่แล้ว ทำให้หน้าดูสว่าง ฟันดูขาวขึ้นมาไม่แพ้สีน้ำเงินเลย แนะนำว่าให้ลองใส่สีม่วงเข้มสลับกับสีอ่อนสีอื่น ๆ ดู มันเป็นอะไรที่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัว รับรองว่าพอยิ้มทีนี่หนุ่ม ๆ จะต้องทึ่งในไอเดียและความคิดของสาว ๆ อย่างแน่นอน

  • สีเขียว

สิ่งที่หลายคนกลัวมากที่สุด คือการเลือกสียางจัดฟันอย่างสีเขียวมาใส่แล้ว ดูเหมือนมีผักติดฟัน นั่นเป็นเพราะคุณจะต้องเลือกเฉดสีความเข้มอ่อนยังไงล่ะคะ ที่ควรหลีกเลี่ยงมาก ๆ เลย คือสีเขียวเข้ม มันคือผักที่แท้ทรู คุณอาจจะเสียความมั่นใจไปเลยก็ได้ แนะนำว่าให้เลือกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวพาสเทลนวล ๆ พอยิ้มแล้วรับรองน่ารักสะกดสายตาจริง ๆ

  • สองสีสลับกัน

เชื่อเถอะว่าคนจัดฟัน พอจัดฟันไปนาน ๆ จะเริ่มหมดมุกที่จะเลือกสีกันแล้ว คิดไม่ออกว่าจะใช้สีอะไรดี เพราะอาจจะลองมาจนเกือบหมด หรือหัวตันคิดไม่ออกแล้ว เราแนะนำให้ใส่เป็นสองสีสลับกัน นอกจากจะสนุกแล้ว ยังช่วยให้ดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจขึ้นด้วย เช่น ชมพู-ฟ้า, ม่วง-เหลือง, น้ำเงิน-แดง

หวังว่าใครที่กำลังมองหาไอเดียสียางจัดฟัน จะลองนำเอาสีที่เราแนะนำไปเลือกใช้กันดูนะคะ ต้องบอกเลยว่าเน้นเลือกสีที่เราชอบนั่นแหละจึงจะดีที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #จัดฟันแบบโลหะ #จัดฟันแบบใส

7-อาหารที่ดีต่อฟัน-เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรง

7 อาหารที่ดีต่อฟัน เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรง

7 อาหารที่ดีต่อฟัน เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรง

นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพฟันที่แข็งแรงยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราทุกคนควรต้องดูแลและให้ความใส่ใจมาก ๆ ซึ่งรู้หรือไม่คะ ว่าเราสามารถบำรุงสุขภาพฟันของเราได้ด้วยการทานอาหารไม่ต่างจากการดูแลร่างกายเลยค่ะ เชื่อเถอะไม่ว่าใครก็อยากจะมีรอยยิ้มที่สวยและตราตรึงใจด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงควรเริ่มต้นที่จะดูแลสุขภาพฟันตั้งแต่วันนี้ ด้วยการทานอาหารที่ดีต่อฟัน แต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

อาหารที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพฟัน

  1. โยเกิร์ต

เริ่มต้นอาหารที่ทานง่ายทุกช่วงวัยอย่างโยเกิร์ต เรียกว่าเป็นอาหารสารพัดประโยชน์ก็คงไม่ผิดนัก เพราะสามารถช่วยทั้งบำรุงผิให้เนียนสดใส ช่วยระบบขับถ่ายได้คล่อง ท้องไม่ผูก อีกทั้งโยเกิร์ตยังช่วยในเรื่องของสุขภาพฟันอีกด้วย เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีทั้งจุลินทรีย์โปรไบโอติก, แคลเซียมและโปรตีน ที่จำเป็นกับร่างกาย อีกทั้งยังมีงานวิจัยพบว่าโปรไบโอติกนั้นจะช่วยลดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อและช่องปากได้อีกด้วย รวมถึงช่วยลดกลิ่นปากอันเกิดจากแบคทีเรียภายในช่องปากได้ด้วยเช่นกัน

  • แอปเปิ้ล

ขึ้นชื่อว่าผลไม้ สารอาหารและแร่ธาตุในแอปเปิ้ลมีมากมายอย่างที่เด่น ๆ เลยก็คือ วิตามินซีและเส้นใยอาหารสูง ที่จะมีส่วนช่วยอาการเลือดออกตามไรฟันและยังช่วยขัดฟันของเราให้ขาว สะอาดใส เนื่องจากแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ต้องเวลาในการเคี้ยวค่อนข้างนาน จึงไปเร่งการผลิตน้ำลายจากต่อมน้ำลาย นั่นจึงทำให้เป็นการชะล้างคราบต่าง ๆ ภายในช่องปากได้นั่นเอง

  • นมวัว

นมวัวขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ให้แคลเซียมสูงและยังเป็นแคลเซียมที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเรา แน่นอนว่าแคลเซียมจะมีส่วนทำให้กระดูกและฟันของคนเราแข็งแรง ไม่ผุกร่อนหรือแตกหักได้ง่าย ดังนั้นจึงควรดื่มนมตั้งแต่ยังเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ก็ยังสามารถดื่มนมเพื่อบำรุงสุขภาพฟันได้อีกด้วย

  • ธัญพืชไม่ขัดสี

ธัญพืชไม่ขัดสีเป็นเมล็ดพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ซึ่งทำให้สารอาหารไม่ไม่สูญหายไปจากการแปรรูป ซึ่งมีให้เลือกทานมากมาย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ บัควีท โฮลเกรน ข้าวโอ๊ต เป็นต้น โดยธัญพืชเหล่านี้จัดว่าเป็นแป้งจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีไฟเบอร์สูง จึงช่วยลดการเกิดฟันผุและคราบหินปูน

  • น้ำเปล่า

สำหรับน้ำเปล่าก็จัดเป็นอาหารประเภทเครื่องดื่ม ซึ่งหากเราดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด
ฟันผุได้มากยิ่งขึ้น ประโยชน์ของน้ำเปล่านั้นจะช่วยชะล้างสิ่งตกค้างหรือคราบภายในช่องปากภายหลังจากการทานอาหาร เมื่อเราทานอาหารเข้าไป ย่อมมีเศษอาหารที่ตกค้างจนเกิดการสะสมของแบคทีเรีย นั่นแปลว่าการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ จะช่วยลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก

  • บรอกโคลี

บรอกโคลีได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผักเพื่อสุขภาพฟันที่แท้จริง เนื่องจากในบรอกโคลีมีเส้นใยอาหารสูงซึ่งช่วยในการขัดฟันของเราให้ปราศจากคราบต่าง ๆ อีกทั้งยังอุดมวิตามินซี ที่สูง วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 รวม และแคลเซียม ที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟันโดยตรง ดังนั้นการทานบรอกโคลีเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างฟันของเราให้แข็งแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน

  • หัวหอม

ต้องบอกเลยว่าใครที่ทานได้และชอบด้วยถือว่าโชคดีมาก ๆ เพราะในหัวหอมมีสารที่สำคัญอย่างซัลเฟอร์และ
เควอซิทิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ ซึ่งในวงการแพทย์ทางเลือก หัวหอมถูกนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดช่องปากและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ทีนี้เมื่อเรารู้แล้วว่ามีอาหารชนิดไหนบ้างที่จะบำรุงสุขภาพฟันของเราให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น อย่าลืมทานอย่างพอดี และจัดสัดส่วนการทานอาหารประเภทอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายและฟันของเรา

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #จัดฟันแบบโลหะ #จัดฟันแบบใส