รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์

รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์ ไขทุกข้อสงสัยของคนจัดฟัน

รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์ ไขทุกข้อสงสัยของคนจัดฟัน

ใครว่าความลำบากของคนจัดฟันจะอยู่แค่ที่ช่วงเวลาของการจัดฟัน ที่ต้องใช้เครื่องมือจัดฟันที่แสนจะทรมานและใช้ชีวิตยากลำบาก เพราะเมื่อจัดฟันเสร็จแล้ว ความลำบากก็ยังไม่หมด เพราะยังต้องใส่ “รีเทนเนอร์” อุปกรณ์ประจำตัวที่คนจัดฟันเสร็จแล้วทุกคนต้องใส่แบบสม่ำเสมอ ซึ่งหลายคก็อาจจะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการใส่รีเทนเนอร์ หรือคนที่กำลังจะจัดฟันเสร็จ ต้องเตรียมตัวเลือกรีเทนเนอร์ เรารวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรีเทนเนอร์เอาไว้ที่นี่แล้ว

รีเทนเนอร์มีกี่ประเภท และควรเลือกแบบไหนดี?

สำหรับคนที่กำลังจะจัดฟันเสร็จ ก็คงมีแพลนเตรียมตัวที่จะต้องเลือกรีเทนเนอร์เอาไว้หลังจากนี้ ซึ่งก็ต้องมาเรียนรู้และทำความเข้าใจกันก่อนว่ารีเทนเนอร์ที่ใช้กันโดยทั่วไปแล้วจะมี 4 ประเภท ได้แก่

  1. รีเทนเนอร์แบบลวด

รีเทนเนอร์แบบลวดเป็นรีเทนเนอร์ที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน มีลักษณะเป็นอะคริลิคพร้อมโครงลวดอาจจะมีสีพื้นหรือลวดลายต่าง ๆ โดยจะมีส่วนที่ใช้ยึดกับฟันที่เป็นเส้นลวด แล้วจึงมีอะคริลิคครอบทับอีกที
ข้อดี : ทำความสะอาดได้ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานประมาณ 2-3 ปี จึงสามารถที่จะคงสภาพฟันและการสบฟันได้เป็นอย่างดี หากมีปัญหา สามารถปรับแต่งได้ง่ายอีกด้วย อีกทั้งสีสันสวยงาม เลือกได้ตามใจชอบ
ข้อเสีย : สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เลยไม่สวยงามเท่าที่ควร มีขนาดใหญ่ ดูเทอะทะ ซึ่งหากใครที่ใส่รีเทนเนอร์ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องการออกเสียง พูดไม่ชัดบ้าง

  • รีเทนเนอร์แบบใส

รีเทนเนอร์แบบใส ก็เป็นรีเทนเนอร์อีกประเภทที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน จะมีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกใส ที่จะล้อมฟันของเราเอาไว้ทั้งหมด ทั้งด้านนอกและด้านใน แต่จะไม่ครอบไปทั้งเพดานเหมือนแบบแรก มีความหนาไม่มาก จึงสามารถใส่ได้แบบสบาย ๆ
ข้อดี : ให้ความสวยงาม ความมั่นใจ ยิ้มแล้วไม่เห็นลวดเหมือนแบบแรก หมดปัญหาการออกเสียงไม่ชัด
ข้อเสีย : ทำความสะอาดได้ยาก อายุการใช้งานสั้นกว่าแบบลวดอยู่ที่ประมาณ ครึ่งปี – 1.5 ปี แตกหักหรือ
สึกหรอได้ง่ายในผู้ที่มีการนอนกัดฟัน และไม่สามารถคงสภาพฟันได้ดีเมื่อตัวรีเทนเนอร์เกิดการสึกหรอ

  • รีเทนเนอร์แบบติดแน่น

รีเทนเนอร์ประเภทนี้พบได้น้อยแต่ก็ยังมีบางคนใช้บ้าง จะเป็นรีเทนเนอร์ที่มีลักษณะลวดเส้นเดียวยึดติดกับด้านในของฟัน มักใช้ในกรณีที่ฟันมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนที่กลับมาได้ง่าย หรือใช้ยึดฟันสำหรับใส่ฟันปลอมในอนาคต
ข้อดี : สะดวกสบาย ไม่ต้องถอดเข้าถอดออก ป้องกันฟันล้มได้ดีมาก
ข้อเสีย : ทำความสะอาดได้ยากเพราะอยู่ด้านใน มีโอกาสหลุดได้ง่าย และต้องหมั่นไปพบทันตแพทย์เพื่อเช็คสภาพทุก 6 เดือน

  • รีเทนเนอร์แบบเหล็ก (ใส่กินข้าวได้)

ประเภทสุดท้ายเป็นรีเทนเนอร์แบบเหล็ก ที่จะช่วยให้จบปัญหารีเทนเนอร์หายได้อย่างดีเยี่ยม เพราะไม่ต้องถอดลืมหาย เหมาะมากสำหรับใครที่ขี้ลืม
ข้อดี : ใส่กินอาหารได้เลย ไม่ต้องคอยถอดเก็บ
ข้อเสีย : มีเวลาตอนกัดฟัน เมื่อฟันบนกับฟันล่างมาประกบกันสุดแล้ว อาจจะชนลวด ส่งผลกระทบกับตัวฟัน มีเจ็บฟันแน่นอน

เราควรเลือกรีเทนเนอร์แบบไหนดี?

คุณจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่ากโอเคกับการใช้ชีวิตแบบไหน เช่น เลือกแบบลวด หากโอเคที่ยิ้มแล้วจะเห็นลวด เลือกแบบใส ใส่แล้วยิ้มสวย ไม่เห็นลวด แต่ต้องไปพบทันตแพทย์บ่อย ๆ

ทำไมจัดฟันเสร็จแล้วต้องใส่รีเทนเนอร์ จำเป็นขนาดไหน?

บางคนเข้าจ่าพอจัดฟันเสร็จแล้วก็จะสบาย นั่นเป็นความคิดที่ผิดค่ะ เพราะเมื่อจัดฟันเสร็จแล้ว คุณก็ยังต้องใส่รีเทนเนอร์เพื่อช่วยคงสภาพฟันไม่ให้เคลื่อน หากไม่ใส่รีเทนเนอร์หลังจัดฟัน ก็อาจทำให้ฟันล้ม แนวฟันบิดเบี้ยว หรือกลับกลายเป็นสภาพช่วงก่อนจัด

เราควรใส่รีเทนเนอร์นานแค่ไหน?

สำหรับระยะเวลาที่ควรใส่รีเทนเนอร์นั้นจะมากหรือน้อย ไม่สามารถระบุหรือฟันธงลงไปได้เลย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสภาพฟันของแต่ละบุคคลด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะเน้นช่วงแรก ๆ หลังจัดฟันเสร็จว่าควรใส่รีเทนเนอร์ทุกวัน เพราะสภาพกระดูกและเหงือกหุ้มฟันต้องใช้เวลาในการปรับสภาพให้เข้ากับตำแหน่งใหม่ หลังจากนั้นทันตแพทย์จะแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล

เมื่อไหร่ถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนรีเทนเนอร์ใหม่?

โดยมากแล้วคนที่จะเปลี่ยนรีเทนเนอร์ใหม่คือจะพบปัญหาต่าง ๆ เช่น รีเทนเนอร์หาย ถอดและลืม, รีเทนเนอร์แตกหัก, ฟันเคลื่อนจนใส่ไม่พอดีจากการใส่รีเทนเนอร์ไม่สม่ำเสมอ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องน่ารู้ที่คนจัดฟันสงสัยกันมาก เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมที่จะเลือกรีเทนเนอร์ที่เหมาะสมกับการใช้งานและใส่รีเทนเนอร์กันเป็นประจำด้วยนะคะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำรีเทนเนอร์ #จัดฟัน

เคล็ด(ไม่)ลับ-รักษาแผลร้อนในที่เหงือก-ให้หายเร็ว

เคล็ด(ไม่)ลับ รักษาแผลร้อนในที่เหงือก ให้หายเร็ว

เคล็ด(ไม่)ลับ รักษาแผลร้อนในที่เหงือก ให้หายเร็ว

เคยเป็นกันไหมคะ แผลร้อนใน ซึ่งเป็นที่ปากหรือกระพุ้งแก้มยังไม่เท่าไร แต่เมื่อไรที่เป็นแผลร้อนในที่เหงือกนี่สิ เจ็บจนน้ำตาไหลเลยค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่กินอาหารรสจัด มันแสบซี้ดเกินจะบรรยาย ซึ่งหลายคนก็มีแผลร้อนในเกิดขึ้นบ่อยมาก แต่ในขณะที่บางคนก็แทบไม่เคยเป็นเลย วันนี้เราจึงมีเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากกัน ที่รับรองเลยว่าใครที่ทดลองวิธีที่แนะนำ แผลหายเร็วแน่นอน

แผลร้อนในเป็นอย่างไร

แผลร้อนในเป็นแผลขนาดเล็กและตื้น มีสีเหลืองหรือขาวล้อมรอบด้วยสีแดง เกิดขึ้นที่เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากหรือเหงือก บางรายก็พบว่าเกิดขึ้นบริเวณด้านในริมฝีปาก แก้มหรือลิ้น เป็นแผล ทำให้เจ็บ และทำให้กินอาหารหรือพูดคุยได้ลำบาก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและจำนวนแผลด้วยค่ะ

สาเหตุของแผลร้อนในที่เหงือก

  • เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในช่องปาก
  • ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือที่เราเรียกว่าโรคภูมิแพ้ตัวเอง
  • การขาดสารอาหารหรือวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 วิตามินซี ธาตุเหล็ก
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมีภาวะเครียด
  • การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในช่วงก่อนหรือช่วงมีประจำเดือน
  • การกินอาหารเผ็ดร้อนหรือของทอดมากเกินไป
  • เกิดการเสียดสีหรือกระแทกที่เหงือกจนเป็นแผลและกลายมาเป็นแผลร้อนใน
  • การใช้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของโซเดียมรอริลซัลเฟต
  • การกินของร้อนมากเกินไป

อาการแผลร้อนในที่เหงือก

อาการแผลร้อนในที่เหงือกไม่ต่างจากแผลร้อนในทั่วไปเลยค่ะ จะเป็นแผลแดงและเจ็บ ต่อมาบริเวณแผลจะกลายมาเป็นสีเหลืองหรือขาวเป็นวงกลมหรือรี บวมแดงและมีอาการเจ็บที่แผล บางรายอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ต่อมน้ำเหลืองบวม เป็นไข้ หรือรู้สึกไม่สบายได้อีกด้วย

อาการแผลร้อนในที่เหงือกแบบไหนควรต้องรีบไปพบแพทย์

  • มีแผลร้อนในใหญ่กว่าปกติ
  • แผลเดิมก็ยังอยู่ แต่เกิดแผลใหม่ขึ้น และพบว่าเป็นแผลร้อนในอยู่บ่อย ๆ
  • เป็นแผลร้อนในที่เหงือกนานกว่า 2 สัปดาห์
  • เป็นแผลร้อนในที่มาพร้อมกับมีไข้สูง
  • เป็นแผลที่ลุกลามไปยังบริเวณริมฝีปาก

การรักษาแผลร้อนในที่เหงือกด้วยตัวเองทำอย่างไร

  • ใช้น้ำผสมเกลือเพื่อกลั้วปากเช้า-เย็น
  • ทายาในบริเวณที่เป็นแผล เช่น Triamcinolone เป็นยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • พยายามดื่มน้ำระหว่างวันให้มาก ๆ
  • งดอาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวไปก่อน รอให้แผลหายดีจึงจะกินได้
  • ใช้แผ่นแปะแก้ร้อนใน ช่วยให้แผลการสัมผัสน้ำลาย ฟัน หรืออาหารน้อยลง และมีตัวยาที่ช่วยรักษาแผล
  • พยายามฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังอย่างพอเหมาะ และลดความเครียดฃ

แผลร้อนในที่เหงือกป้องกันได้หรือไม่

หากแผลร้อนในสามารถรักษาหายได้ ก็สามารถป้องกันได้เช่นกันค่ะ ซึ่งวิธีป้องกันนั้นก็ง่าย ๆ ไม่แพ้กับการรักษาด้วยตัวเอง ซึ่งทำได้ดังนี้

  • ดูแลรักษาความสะอาดสุขภาพช่องปากให้ดี เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย
  • ไม่ใช้แปรงสีฟันที่ขนแปรงแข็งเกินไป เพื่อนั่นจะทำให้เหงือกเกิดบาดแผลได้ง่ายและนำไปสู่การเกิดแผลร้อนในที่เหงือก
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อลดแบคทีเรีย
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารทอดหรืออาหารรสจัดมาก ๆ
  • ออกกำลังกายเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและยังลดความเครียดได้ด้วย

เห็นไหมล่ะคะ ว่าการดูแลรักษาแผลร้อนในที่เหงือกไม่ได้ยากเกินไปเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราควรต้องดูแลตัวเองเป็นปกติอยู่แล้ว แต่หากเมื่อไรที่เราขาดความเอาใจใส่ บอกได้เลยว่าแผลร้อนในพร้อมจะกลับมาหาเราได้ทุกเมื่อจริง ๆ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ตรวจสุขภาพฟัน #แผลร้อนใน

ทำฟันเด็กยุคใหม่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ทำฟันเด็กยุคใหม่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมเคล็ดลับดูแลสุขภาพฟันเด็ก

ทำฟันเด็กยุคใหม่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พร้อมเคล็ดลับดูแลสุขภาพฟันเด็ก

นอกจากการตัดผมแล้ว สิ่งที่เด็กกลัวมากที่สุดก็คือการไปหาหมอฟัน เรียกว่าปราบเซียนคุณพ่อคุณแม่ในหลาย ๆ บ้านก็ว่าได้ แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีและทักษะของทันตแพทย์ก็ทำให้การทำฟันเด็กไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแล้วค่ะ เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มดูแลรักษาฟันของลูกตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก เพื่อเป็นรากฐานที่ดีในการดูแลฟันเมื่อโตขึ้น เราจะมาดูกันว่าทำฟันเด็กในยุคนี้มีอะไรบ้าง พร้อมแนะการดูแลสุขภาพฟันเด็กมาฝากกัน

รู้หรือไม่ว่าการทำฟันเด็กจัดว่าเป็นทันตกรรมเฉพาะทาง

ขึ้นชื่อว่าเด็กก็เป็นอะไรที่ทันตแพทย์หลายคนขยาดไม่แพ้กับเด็กที่กลัวหมอฟันเลยค่ะ ทันตกรรมสำหรับเด็ก (Pedodotics) คือ การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กตั้งแต่ขวบแรกหรือไม่เกิน 6 เดือนหลังจากที่เห็นฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นจนถึง 12 ปี ทั้งการรักษาและป้องกันโรคในช่องปาก ส่วนสาเหตุที่การทำฟันเป็นทันตกรรมเฉพาะทาง เนื่องจากเด็กยังมีระบบฟันที่ยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงแตกต่างจากผู้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งยังมีโอกาสฟันผุมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากนิสัยการกินของเด็กโดยทั่วไปมีความเสี่ยงมากกว่า โดยมากทันตแพทย์จะเน้นไปที่การป้องกันฟันผุ ผ่านการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับอาการฟันผุรายบุคคล ซึ่งจะให้คำแนะนำวิธีป้องกันที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละคน รวมไปถึงความสะอาดในช่องปากที่สามารถเริ่มได้จากที่บ้าน การใช้ฟลูออไรด์ การเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเคี้ยวผิวฟัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นการรักษาเชิงป้องกัน

เป้าหมายสำหรับการทำฟันเด็ก คือการปกป้องฟันให้แข็งแรงและมีรอยยิ้มที่สดใสอยู่เสมอ โดยการทำฟันเด็กหลัก ๆ มีด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่

  1. ทันตกรรมเชิงป้องกัน เช่น ตรวจฟันผุ รักษาด้วยฟลูออไรด์ เคลือบหลุมร่องฟัน
  2. ทันตกรรมฟื้นฟู เช่น อุดฟัน ใส่ครอบฟัน
  3. การเติบโตและพัฒนาการของฟัน เช่น การกัดฟัน การสบฟัน ฟันซ้อน ฟันเก

การดูแลสุขภาพฟันเด็ก

สิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องฟันของเด็ก ๆ ได้ คือคุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็กเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สามารถปันผลให้ได้ตลอดชีวิต โดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  1. ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพฟันของตัวเอง

การดูแลสุขภาพปากและฟันของคุณเองอย่างดีเพื่อที่จะแสดงให้เด็กเห็นว่าสุขภาพปากและฟันเป็นสิ่งที่มีค่า นอกจากนี้ อะไรก็ตามที่ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นเรื่องสนุก เช่น การแปรงฟันไปกับลูกของคุณ การให้เด็กเลือกแปรงสีฟันด้วยตนเอง ก็จะช่วยให้สนับสนุนการดูแลสุขภาพปากและฟันอย่างเหมาะสมกับเด็กได้

  1. สอนวิธีการแปรงฟันอย่างถูกวิธีให้กับเด็ก

แปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ที่ผ่านการรับรองจาก ADA เพื่อกำจัดคราบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ โดยใช้การแปรงแห้ง โดยไม่บ้วนปากหรือบ้วนเพียงน้ำเดียว และแปรงให้นานเพียงพอด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์และขนแปรงที่อ่อนนุ่ม แปรงทีละซี่ขึ้นลงเบา ๆ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยแปรงซ้ำในบริเวณที่เด็กแปรงไม่ถึง และต้องไม่ลืมที่จะแปรงลิ้นของเด็กด้วย

  1. ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ

นอกจากการแปรงฟันแล้ว สิ่งสำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรใช้ไหมขัดฟันให้เด็กเป็นประจำตั้งแต่อายุ 4 ขวบขึ้นไป โดยเด็กส่วนใหญ่จะทำได้เองตอนอายุ 8 ขวบ เพื่อกำจัดคราบแบคทีเรียตามซอกฟันและร่องเหงือก ก่อนที่จะจับตัวแข็งเป็นหินปูน เพราะเมื่อหินปูนก่อตัว ต้องใช้การทำความสะอาดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

  1. รับประทานอาหารที่ถูกสัดส่วน

ควรจำกัดปริมาณแป้งและน้ำตาลซึ่งจะสร้างกรดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ เมื่อต้องรับประมานอาหารเหล่านั้น ควรรับประทานไปกับมื้ออาหารหลัก แทนที่จะเป็นอาหารว่าง เนื่องจากน้ำลายที่ถูกผลิตออกมาในปริมาณมากช่วงมื้ออาหารจะช่วยขจัดคราบอาหารออกจากปากได้

  1. พาเด็กไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อตรวจประเมินฟันผุ ทำความสะอาดฟัน และเคลือบฟลูออไรด์

นอกจากการเอาใจใส่จากคุณพ่อคุณแม่แล้ว สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องช่วยให้เด็กเห็นความสำคัญต่อการดูแลฟันของตัวเองเพื่อเป็นรากฐานการดูแลที่ดีเมื่อโตขึ้น

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟันเด็ก
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำฟันเด็ก #ทันตกรรมเด็ก

รากฟันเทียม 2022

รากฟันเทียม กับเทคโนโลยีทันตกรรมในปี 2022

รากฟันเทียม กับเทคโนโลยีทันตกรรมในปี 2022

ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากจะสูญเสียฟัน ปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องพบได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ ที่หลายครั้งสุขภาพช่องปากก็รับภาระหนัก จนทำเอาเจ้าของฟันถึงกับถอดฟัน อยากจะตัดปัญหาด้วยการถอนฟันซี่ที่มีปัญหานั้นทิ้งเสีย แต่ในปี 2022 เช่นนี้ เทคโนโลยีทันตกรรมก็ก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับรากฟันเทียม ที่เดี๋ยวนี้มี “รากฟันเทียมระบบดิจิทัล” เราจะไปทำความรู้จักเจ้าสิ่งนี้กันค่ะ

รากฟันเทียมคืออะไร

รากฟันเทียม หรือรากเทียม คือ วัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรากฟันทำจากไททาเนียมซึ่งเป็นวัสดุที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี ใช้สำหรับฝังลงไปในกระดูกขากรรไกรเพื่อช่วยในการทำฟันเทียมแบบติดแน่น และแบบถอดได้ ปัจจุบันการใส่รากฟันเทียมถือว่าเป็นวิธีการใส่ฟันที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง

ข้อดีของการทำรากฟันเทียม

  • ฟันเทียมที่ดูเป็นธรรมชาติ และใช้งานได้ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด
  • ไม่ต้องกรอแต่งฟันข้างเคียง
  • ป้องกันการสูญเสียฟัน และกระดูกข้างเคียง
  • ให้ความสวยงาม เป็นธรรมชาติมากที่สุด และสามารถบดเคี้ยวได้ตามปกติ

ทำความรู้จักรากฟันเทียมระบบดิจิทัล

รากฟันเทียมระบบดิจิทัล (Computer Guided Implant Surgery) เป็นการวางแผนการฝังรากฟันเทียมแบบระบบดิจิทัลด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับเทคโนโลยีทางภาพถ่ายรังสีแบบ 3 มิติ (3D Dental CT Scan) เพื่อช่วยในการวางแผนรักษาและกำหนดตำแหน่งฝังรากฟันเทียมที่เหมาะสมที่สุด ภาพถ่ายรังสีแบบ 3มิตินี้ ยังช่วยให้ทันตแพทย์สามารถเลือกขนาดรากฟันเทียมได้สอดคล้องกับตำแหน่งฟันที่จะใส่ทดแทน

โดยเทคโนโลยีตัวนี้จะหาตำแหน่งและขนาดของรากฟันเทียมที่เหมาะสมที่สุด โดยจะไม่กระทบกับอวัยวะสำคัญภายในช่องปากของคนไข้ที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น เส้นประสาท, หรือ โพรงอากาศข้างแก้ม ซึ่งการทำเอ็กซเรย์แบบ 3 มิตินั้น จะทำให้สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในช่องปากได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน เมื่อเราได้ภาพภาพ 3 มิติของตำแหน่งของรากฟันเทียมมาแล้ว ก็จะนำไปพิมพ์เป็นอุปกรณ์กำหนดตำแหน่งสำหรับการฝังรากฟันเทียม ซึ่งจะเอาไปใช้ในขั้นตอนการผ่าตัดต่อไป

ความแตกต่างระหว่างการฝังรากฟันเทียมปกติกับฝังรากฟันเทียมดิจิทัล

การผ่าตัดฝังรากฟันเทียมแบบปกตินั้น จะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของทันตแพทย์ค่อนข้างมาก เนื่องจากความนิ่งและมือของทันตแพทย์ เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดตำแหน่งของการฝังรากฟันเทียม แต่พอมีการนำเทคโนโลยีการฝังรากฟันเทียมดิจิทัลเข้ามาช่วยในการฝังรากฟันเทียมแบบระบบดิจิทัล
ทันตแพทย์ก็จะทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น มีความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากทันตแพทย์ในระหว่างการฝังรากฟันเทียมได้มากขึ้นด้วย

ขั้นตอนในการฝังรากฟันเทียมระบบดิจิทัล

  • ทันตแพทย์จะทำการประเมินสภาพฟันและช่องปากก่อนว่าเหมาะสมที่จะทำรากฟันเทียมระบบดิจิทัล

ได้หรือไม่ ซึ่งมีงื่อนไขว่าคนไข้จะต้องไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามสำหรับทำรากฟันเทียม เพื่อที่จะได้ทราบว่าควรจะต้องฝังรากเทียมทั้งหมดกี่ตำแหน่ง

  • จากนั้นทันตแพทย์จะพิมพ์ปาก ซึ่งเดี๋ยวนี้หลายที่จะใช้การพิมพ์ปากแบบ 3 มิติ ทำให้สามารถเห็นฟัน

ได้โดยรอบและจัดเก็บข้อมูลเป็นดิจิทัล แล้วจึงนำข้อมูลจากการทำ CT Scan มาเข้าสู่ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบตำแหน่งของรากเทียมที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ละคน

  • ทันตแพทย์จะส่งข้อมูลไปให้ห้องแล็บทันตกรรม เพื่อพิมพ์เป็นอุปกรณ์กำหนดตำแหน่งรากเทียม

ออกมา แล้วนำกลับมาใช้ในการผ่าตัด

  • ในวันผ่าตัดเพื่อฝังรากเทียม ทันตแพทย์จะทำการฉีดยาชาเพื่อเปิดเหงือกสำหรับฝังรากเทียม และทำ

การฝังรากเทียมตามที่วางแผนมาผ่านอุปกรณ์กำหนดตำแหน่งรากเทียม

  • หลังจากที่ฝังรากเทียมเสร็จแล้ว ระยะเวลาการพักฟื้นจะขึ้นอยู่กับกระดูกของคนไข้ ถ้าเป็นขากรรไกร

บนจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ส่วนขากรรไกรล่างใช้เวลา 3 เดือน เพื่อให้กระดูกติดกับตัวรากเทียมได้โดยตรง และเมื่อคนไข้กลับมาพบทันตแพทย์ เพื่อจะทำการพิมพ์ปากสำหรับใส่ครอบฟันบนรากเทียมต่อไป

ด้วยเทคโนโลยีฝังรากฟันเทียมระบบดิจิทัลจะช่วยลดการสูญเสียฟันโดยไม่จำเป็น เพราะไม่ว่าอะไรก็ดีไม่เท่าฟันของเราจริง ๆ หรอกค่ะ ดังนั้นแล้ว เราจึงควรถนอมฟันของเราให้มากที่สุด นั่นจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำรากฟันเทียม
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#รากฟันเทียม #ทำรากฟันเทียม

บอกลาฟันเหลือง แนะวิธีคืนความขาวให้กับฟันอย่างได้ผล

บอกลาฟันเหลือง แนะวิธีคืนความขาวให้กับฟันอย่างได้ผล   

บอกลาฟันเหลือง แนะวิธีคืนความขาวให้กับฟันอย่างได้ผล   

ปัญหาหนักอกหนักใจที่ทำให้เราไม่สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ นอกจากฟันที่ไม่เรียบ ไม่เป็นระเบียบแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของสีฟันนี่ล่ะ ฟันไม่ขาวสดใส แต่กลับดูเหลือง แม้ว่าในความเป็นจริงฟันคนเราจะไม่ขาวจั๊วะก็ตาม แต่ในบางคนอาจจะมีฟันที่เหลืองกว่าปกติ อาจจะมาจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด หรือการใช้ยาบางตัว ก็สามารถทำให้ฟันมีสีเหลืองได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น หากใครที่อยากจะมีฟันกลับมาขาวเหมือนเดิม ติดตามบทความนี้ให้ดี ๆ เลย

ฟันเหลืองเป็นอย่างไร

ฟันเหลืองหรือคราบเหลืองที่ฟัน คราบที่ว่านั้นครือคราบพลัค เกิดจากการแปรงฟันที่ไม่สะอาด ทำให้ขี้ฟันถับถมกันกลายเป็นคราบพลัคติดแน่นที่ฟัน และมีสีเหลือง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟันเหลือง

อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่าปัจจัยที่ทำให้ฟันเหลืองนั้นมีหลากหลายมากมาย ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย
หลัก ๆ ดังนี้

  1. ปัจจัยภายนอกตัวฟัน

ปัจจัยที่เกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนเรา และการทานอาหาร เครื่องดื่มบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดฟันเหลืองได้ ซึ่งได้แก่

  • ชาและกาแฟ

ในชาและกาแฟมีกรดและสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งเมื่อเราดื่มเข้าไปจำนวนมากจะเกิดการสะสม ส่งผลให้ชั้นเคลือบฟันตามธรรมชาติบางลง

  • อาหารที่มีสีเข้ม

แน่นอนว่าอาหารที่มีสีมเข้มอย่างสีแดงหรือส้ม เช่น แกงไทย สามารถฟันเปลี่ยนสีได้

  • การสูบบุหรี่

สารเคมีที่เกิดการเผาไหม้ของบุหรี่ มีส่วนประกอบของกำมะถัน ซึ่งจะสะสมอยู่บนผิวฟันและสามารถแทรกซึมเข้าไปในชั้นของเนื้อฟันได้

  • ปัจจัยภายในตัวฟัน

ปัจจัยที่มาจากกรรมพันธุ์ หรือสีฟันดั้งเดิมของแต่ละคน ซึ่งก็จะมีสีตามธรรมชาติที่แตกต่างกัน โดยธรรมชาติแล้ว ฟันของคนเราจะไม่ได้ขาวจั๊วะ แต่ละออกสีขาวเหลืองนวล ๆ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่

  • อายุ

อายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นตัวเร่งให้ฟันของคนเรามีสีเหลืองหรือคล้ำขึ้นนั่นเอง เพราะฟันถูกใจมาเป็นเวลานานเกิดการสึกกร่อนไปบ้าง

  • การใช้ยาบางชนิด

การทานยาบางชนิด เช่น เตตราชัยคริน มีผลทำให้ฟันแท้มีสีที่คล้ำและเหลืองได้

วิธีทำให้ฟันกลับมาขาวขึ้น

  1. แปรงฟันให้ถูกวิธี

นอกจากการแปรงฟันเป็นประจำแล้ว การแปรงฟันอย่างถูกวิธีก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ฟันของเราขาวขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายคนบอกว่าก็แปรงฟันเป็นประจำ แต่ทำไมฟันไม่ขาวขึ้น ซึ่งก็ต้องดูว่าแปรงถูกวิธีไหม ซึ่งการแปรงฟันแต่ละครั้งควรแปรงให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 2 นาที วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง และควรใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย

  • เลือกใช้ยาสีฟันสูตรฟันขาว

ยาสีฟันสูตรฟันขาว Whitening จะมีส่วนผสมของผงขัดที่จะช่วยขัดฟันของเราให้ขาวขึ้นได้ เนื่องจากจะมีเม็ดบีทเล็ก ๆ ผสมอยู่ นอกจากนี้ ยาสีฟันควรจะมีสารฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ เพราะฟันที่ดีไม่ใช่แค่ขาวเพียงอย่างดี แต่จะต้องไม่ผุและแข็งแรงอีกด้วย

  • การขูดหินปูน

ทันตแพทย์แนะนำให้ขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือน เนื่องจากเมื่อเราทานอาหารหรือเครื่องดื่ม คราบแบคทีเรียต่าง ๆ จะเกาะที่ผิวเคลือบฟันของเรา เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้เกิดเป็นหินเกาะติดแน่น ซึ่งการขูดหินปูนนั้นนอกจากจะช่วยขจัดคราบเหล่านั้นแล้ว ยังช่วยให้ฟันของเรากลับมาขาวได้อีกด้วย

  • ฟอกสีฟัน

อีกหนึ่งวิธีที่ได้เห็นอย่างชัดเจนและรวดเร็ว คือการฟอกสีฟัน ซึ่งปัจจุบันทำได้อยู่ 2 วิธี ได้แก่ ทำโดยทันตแพทย์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง และฟอกสีฟันด้วยตัวเองที่บ้าน ซึ่งควรฟอกสีฟันทุก ๆ 6 เดือน – 1 ปี

  • การทำวีเนียร์ เคลือบผิวฟัน

หากลองทำทุกข้อที่ว่ามาแล้ว แต่ไม่ได้ผล การทำวีเนียร์ถือเป็นทางเลือกที่ดีและน่าสนใจค่ะ เพราะสามารถแก้ปัญหาฟันเหลืองได้อย่างชะงัด

ทีนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าต้นตอของฟันเหลืองมีอะไรบ้าง สิ่งสำคัญคือการดูแลรักษาฟันของเรา และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ฟันของเราเหลืองจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน ฟอกสีฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันขาว #ฟอกสีฟัน

7 สียางจัดฟันยอดฮิต ใส่สีไหนแล้วฟันดูขาวสวย

7 สียางจัดฟันยอดฮิต ใส่สีไหนแล้วฟันดูขาวสวย

7 สียางจัดฟันยอดฮิต ใส่สีไหนแล้วฟันดูขาวสวย

เมื่อพูดถึงการจัดฟัน หลายคนจะนึกถึงแต่อาการปวดฟันจากการดึงฟันให้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนจัดฟันชอบที่สุดในช่วงจัดฟัน เห็นทีว่าจะหนีไม่พ้น “การเลือกสียางจัดฟัน” นี่ล่ะค่ะ เพราะแต่ละอาทิตย์จะต้องมานั่งนึกว่าจะใส่สีอะไรดี สีไหนที่ใส่แล้วฟันดูขาว สดใส เพราะบอกเลยว่าถ้าเลือกสีผิด ถ่ายรูปออกมาแล้วจะไม่สวยเลย มาดูกันดีกว่าค่ะว่า ยางจัดฟันสีไหนที่เขาฮิตกัน ใส่แล้วฟันจะดูขาวกันบ้าง

  • สีแดง

เปิดมาที่สีแรก “สีแดง” ถ้าไม่แดง ก็ไม่มีแรงเดิน สีแงเป็นสีที่มาแรงจริง ๆ ค่ะ โดยเฉพาะในหมู่ของสาว ๆ บางคนอาจจะคิดว่าถ้าใส่แล้วจะเหมือนพริกติดฟันหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่ ถ้าหากสาว ๆ ดูแลสุขภาพฟันและแปรงฟันให้ขาวสะอาดอยู่สม่ำเสมอ ใส่สีนี้แล้วดูน่ารัก ดูโดดเด่นไปอีกแบบนะเออ ที่สำคัญสีแดงทำให้ฟันของเพื่อน ๆ ดูขาวมากยิ่งขึ้นด้วย

  • สีชมพู

สีที่สาว ๆ หลายคนโปรดปราน เห็นแล้วแทบกรี๊ด ซึ่งสีนี้เรียกได้ว่าเป็นสีคลาสสิคสำหรับสาว ๆ ก็ว่าได้ มีให้เลือกทั้งสีชมพูเข้ม ชมพูอ่อนตามความชอบของเรา ข้อดีของสีนี้เลย คือพอใส่แล้วยิ้ม ก็จะช่วยให้ใบหน้าของเราดูสว่างขึ้นด้วย ยิ้มได้แบบไม่ต้องอายใคร ถึงจะเป็นสาวหวาน หรือสาวไม่หวานก็คิดว่าเหมาะทั้งนั้นเลย แต่ถ้าหนุ่ม ๆ คนไหนชอบสีชมพูเหมือนกัน บอกเลยว่าไม่ติดนะคะ ใส่แล้วก็ดูเป็น Cute boy จะตาย

  • สีน้ำเงิน

สียอดฮิตที่ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สีนี้เป็นสีที่มีความพิเศษกว่าสีอื่นค่ะ เพราะว่าสีน้ำเงินเป็นสีเข้ม พอนำมาใส่เข้าไปก็ยิ่งช่วยขับสีฟันให้ดูขาวขึ้น คล้ายกับว่าสาว ๆ กำลังโฆษณายาสีฟันยังไงอย่างงั้น แล้วยิ่งเป็นสีน้ำเงินประกายเพชรก็จะยิ่งทำให้ฟันของเราดูเลอค่า ยิ้มแล้วดูสวยเป็นประกายมากขึ้นด้วย อีกทั้งด้วยความที่เป็นสีเข้มทำให้พอใส่ไปเรื่อย ๆ พอเข้าปลายสัปดาห์ สียางไม่เปลี่ยนหรือดร็อปลงด้วยค่ะ

  • สีฟ้าอ่อน

สำหรับสีฟ้าอ่อน หากใครเป็นคนผิวขาว บอกเลยว่าสีนี้ใส่แล้วคาวาอี้มาก ๆ เป็นสีโทนเย็นที่มีความ
พาสเทลอ่อน ๆ ฟรุ้งฟริ้ง ออกหวานหน่อย ๆ ก็ดีใช่เล่น เพราะจะช่วยเสริมลุคให้ดูดี น่ารักสดใส อีกทั้ง ช่วยขับให้หน้าใส ฟันขาว ดูดีมากขึ้น ทั้งนี้ควรระวังสียางที่อ่อนเกินไป เพราะอาจทำให้หน้าดูจืดได้

  • สีม่วง

อีกหนึ่งเฉดสีที่น่าสนใจ มีมาตั้งแต่ม่วงอ่อนยันม่วงเข้ม ที่บอกเลยว่าสีนี้ หนุ่ม ๆ อย่าไปกลัวค่ะ เพราะใส่แล้ว ทำให้หน้าดูสว่าง ฟันดูขาวขึ้นมาไม่แพ้สีน้ำเงินเลย แนะนำว่าให้ลองใส่สีม่วงเข้มสลับกับสีอ่อนสีอื่น ๆ ดู มันเป็นอะไรที่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัว รับรองว่าพอยิ้มทีนี่หนุ่ม ๆ จะต้องทึ่งในไอเดียและความคิดของสาว ๆ อย่างแน่นอน

  • สีเขียว

สิ่งที่หลายคนกลัวมากที่สุด คือการเลือกสียางจัดฟันอย่างสีเขียวมาใส่แล้ว ดูเหมือนมีผักติดฟัน นั่นเป็นเพราะคุณจะต้องเลือกเฉดสีความเข้มอ่อนยังไงล่ะคะ ที่ควรหลีกเลี่ยงมาก ๆ เลย คือสีเขียวเข้ม มันคือผักที่แท้ทรู คุณอาจจะเสียความมั่นใจไปเลยก็ได้ แนะนำว่าให้เลือกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวพาสเทลนวล ๆ พอยิ้มแล้วรับรองน่ารักสะกดสายตาจริง ๆ

  • สองสีสลับกัน

เชื่อเถอะว่าคนจัดฟัน พอจัดฟันไปนาน ๆ จะเริ่มหมดมุกที่จะเลือกสีกันแล้ว คิดไม่ออกว่าจะใช้สีอะไรดี เพราะอาจจะลองมาจนเกือบหมด หรือหัวตันคิดไม่ออกแล้ว เราแนะนำให้ใส่เป็นสองสีสลับกัน นอกจากจะสนุกแล้ว ยังช่วยให้ดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจขึ้นด้วย เช่น ชมพู-ฟ้า, ม่วง-เหลือง, น้ำเงิน-แดง

หวังว่าใครที่กำลังมองหาไอเดียสียางจัดฟัน จะลองนำเอาสีที่เราแนะนำไปเลือกใช้กันดูนะคะ ต้องบอกเลยว่าเน้นเลือกสีที่เราชอบนั่นแหละจึงจะดีที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #จัดฟันแบบโลหะ #จัดฟันแบบใส

7-อาหารที่ดีต่อฟัน-เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรง

7 อาหารที่ดีต่อฟัน เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรง

7 อาหารที่ดีต่อฟัน เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรง

นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว สุขภาพฟันที่แข็งแรงยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราทุกคนควรต้องดูแลและให้ความใส่ใจมาก ๆ ซึ่งรู้หรือไม่คะ ว่าเราสามารถบำรุงสุขภาพฟันของเราได้ด้วยการทานอาหารไม่ต่างจากการดูแลร่างกายเลยค่ะ เชื่อเถอะไม่ว่าใครก็อยากจะมีรอยยิ้มที่สวยและตราตรึงใจด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงควรเริ่มต้นที่จะดูแลสุขภาพฟันตั้งแต่วันนี้ ด้วยการทานอาหารที่ดีต่อฟัน แต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

อาหารที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพฟัน

  1. โยเกิร์ต

เริ่มต้นอาหารที่ทานง่ายทุกช่วงวัยอย่างโยเกิร์ต เรียกว่าเป็นอาหารสารพัดประโยชน์ก็คงไม่ผิดนัก เพราะสามารถช่วยทั้งบำรุงผิให้เนียนสดใส ช่วยระบบขับถ่ายได้คล่อง ท้องไม่ผูก อีกทั้งโยเกิร์ตยังช่วยในเรื่องของสุขภาพฟันอีกด้วย เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีทั้งจุลินทรีย์โปรไบโอติก, แคลเซียมและโปรตีน ที่จำเป็นกับร่างกาย อีกทั้งยังมีงานวิจัยพบว่าโปรไบโอติกนั้นจะช่วยลดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อและช่องปากได้อีกด้วย รวมถึงช่วยลดกลิ่นปากอันเกิดจากแบคทีเรียภายในช่องปากได้ด้วยเช่นกัน

  • แอปเปิ้ล

ขึ้นชื่อว่าผลไม้ สารอาหารและแร่ธาตุในแอปเปิ้ลมีมากมายอย่างที่เด่น ๆ เลยก็คือ วิตามินซีและเส้นใยอาหารสูง ที่จะมีส่วนช่วยอาการเลือดออกตามไรฟันและยังช่วยขัดฟันของเราให้ขาว สะอาดใส เนื่องจากแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ต้องเวลาในการเคี้ยวค่อนข้างนาน จึงไปเร่งการผลิตน้ำลายจากต่อมน้ำลาย นั่นจึงทำให้เป็นการชะล้างคราบต่าง ๆ ภายในช่องปากได้นั่นเอง

  • นมวัว

นมวัวขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่ให้แคลเซียมสูงและยังเป็นแคลเซียมที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเรา แน่นอนว่าแคลเซียมจะมีส่วนทำให้กระดูกและฟันของคนเราแข็งแรง ไม่ผุกร่อนหรือแตกหักได้ง่าย ดังนั้นจึงควรดื่มนมตั้งแต่ยังเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ก็ยังสามารถดื่มนมเพื่อบำรุงสุขภาพฟันได้อีกด้วย

  • ธัญพืชไม่ขัดสี

ธัญพืชไม่ขัดสีเป็นเมล็ดพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ซึ่งทำให้สารอาหารไม่ไม่สูญหายไปจากการแปรรูป ซึ่งมีให้เลือกทานมากมาย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ บัควีท โฮลเกรน ข้าวโอ๊ต เป็นต้น โดยธัญพืชเหล่านี้จัดว่าเป็นแป้งจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีไฟเบอร์สูง จึงช่วยลดการเกิดฟันผุและคราบหินปูน

  • น้ำเปล่า

สำหรับน้ำเปล่าก็จัดเป็นอาหารประเภทเครื่องดื่ม ซึ่งหากเราดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด
ฟันผุได้มากยิ่งขึ้น ประโยชน์ของน้ำเปล่านั้นจะช่วยชะล้างสิ่งตกค้างหรือคราบภายในช่องปากภายหลังจากการทานอาหาร เมื่อเราทานอาหารเข้าไป ย่อมมีเศษอาหารที่ตกค้างจนเกิดการสะสมของแบคทีเรีย นั่นแปลว่าการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ จะช่วยลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก

  • บรอกโคลี

บรอกโคลีได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผักเพื่อสุขภาพฟันที่แท้จริง เนื่องจากในบรอกโคลีมีเส้นใยอาหารสูงซึ่งช่วยในการขัดฟันของเราให้ปราศจากคราบต่าง ๆ อีกทั้งยังอุดมวิตามินซี ที่สูง วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 รวม และแคลเซียม ที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟันโดยตรง ดังนั้นการทานบรอกโคลีเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างฟันของเราให้แข็งแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน

  • หัวหอม

ต้องบอกเลยว่าใครที่ทานได้และชอบด้วยถือว่าโชคดีมาก ๆ เพราะในหัวหอมมีสารที่สำคัญอย่างซัลเฟอร์และ
เควอซิทิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ ซึ่งในวงการแพทย์ทางเลือก หัวหอมถูกนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดช่องปากและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ทีนี้เมื่อเรารู้แล้วว่ามีอาหารชนิดไหนบ้างที่จะบำรุงสุขภาพฟันของเราให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น อย่าลืมทานอย่างพอดี และจัดสัดส่วนการทานอาหารประเภทอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายและฟันของเรา

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #จัดฟันแบบโลหะ #จัดฟันแบบใส

10 ยาสีฟันที่ขายดีที่สุดใน Shopee 2022

10 ยาสีฟันที่ขายดีที่สุดใน Shopee 2022

10 ยาสีฟันที่ขายดีที่สุดใน Shopee

เพราะสุขภาพฟันเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การดูแลสุขภาพร่างกาย ดังนั้นยาสีฟันจึงเป็นตัวช่วยง่าย ๆ ที่จะดูแลฟันของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งเดี๋ยวนี้ยาสีฟันก็หาซื้อได้ง่ายมาก ไม่ต้องออกไปซื้อเอง เพราะสั่งออนไลน์ได้ง่าย ๆ อย่างใน Shopee เราจะมาดูกันค่ะ ว่ามียาสีฟันยี่ห้อไหนบ้างที่ขายดีที่สุดใน Shopee พร้อมแล้วไปช็อปปิ้งพร้อมกันเลย

  1. Crest 3D White
Crest 3D White

เริ่มต้นกันที่ยาสีฟันที่กำลังมาแรงในแอปสีส้ม ที่กวาดยอดขายถล่มทลายอย่าง Crest 3D White ที่มาพร้อมสรรพคุณทำให้ฟันขาวขึ้นโดยขจัดคราบบนผิวได้มากถึง 80%  เสริมความแข็งแรงของเคลือบฟัน ประสิทธิภาพการทำความสะอาดที่ลงลึก ตามมาตรฐานของอเมริกา

  • วิเศษนิยม
วิเศษนิยม

เปลี่ยนอารมณ์มาดูยาสีฟันไทย ๆ อย่าง วิเศษนิยม กันบ้าง เป็นยาสีฟันตำรับโบราณเจ้าแรกของไทย ที่ขายมาตั้งแต่ปี 2464 ที่ผลิตจากสมุนไพรไทย ที่ช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม และเสียวฟันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังช่วยให้ช่องปากสะอาด กลิ่นหอมสดชื่นอีกด้วย

  • Haewon Toothpaste
Haewon Toothpaste

ถึงคิวของยาสีฟันที่ import จากแดนกิมจิ Haewon ดีกรีเกาหลีพร้อมการันตีมาแล้ว ด้วยนวัตกรรม DeOlight กำจัดกลิ่นปากอย่างตรงจุด ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น ระงับกลิ่นปากสูงสุด 99.7% นาน 12 ชั่วโมง มีฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ ขจัดคราบหินปูน ลดและป้องกันเหงือกอักเสบ ไม่ทำลายสารเคลือบฟันอีกด้วย

  • Amway GLISTER
Amway GLISTER

ยาสีฟันในตำนานที่เลื่องชื่อเรื่องฟันขาวจากแอมเวย์ Glister รวมหลากหลายประสิทธิภาพในหนึ่งเดียว ด้วยประสิทธิภาพของสารขัดฟัน จากไฮเดรทเต็ด ซิลิกา แต่ไม่ทำลายผิวเคลือบฟัน ช่วยขจัดคราบพลัค ชา กาแฟ และบุหรี่ ให้ฟันขาวสะอาด พร้อมประสิทธิภาพของรีมิแนกท์

  • MEDIAN DENTAL IQ 93%
MEDIAN DENTAL IQ 93%

อีกหนึ่งยาสีฟันเกาหลีแบบแท้ ๆ MEDIAN DENTAL IQ 93% เป็นยาสีฟันที่ใช้แล้วไม่แสบปาก มีเม็ดไมโครเล็กๆที่ช่วยขจัดคราบต่างๆ ตามซอกฟันได้เป็นอย่างดี ตัวนี้จะช่วยลดคราบพลัคได้มากถึง 93% ช่วยให้ฟันขาวสะอาด ซึ่งมีหลายสูตรให้เลือกใช้ เช่น Whitening ฟอกฟันขาว, Original Plaque Care ยับยั้งแบคทีเรีย

  • 3D Plus Atk
3D Plus Atk

ยาสีฟันสมุนไพร 3D Plus Atk ฟันขาว บอกลาฟันเหลือง ลดกลิ่นปากลงแทนที่ด้วยลมหายใจสดชื่นของมินต์ ป้องกันฟันผุ รากฟันแข็งแรง ลดคราบหินปูนตามผิวฟัน นอกจากนี้ ยังลดการอักเสบช่องปาก ลดอาการเสียวฟันอย่างรู้สึกได้ อีกทั้งยังป้องกันฟันผุและช่วยลดคราบเหลืองจากชา กาแฟได้เป็นอย่างดี

  • Tisma Herb Toothpaste
Tisma Herb Toothpaste

ยาสีฟันสมุนไพร Tisma ที่สกัดจากสมุนไพร 6 ชนิด ได้แก่ กานพลู ข่อย ใบฝรั่ง เกลือ วิตามินซี และงาขี้ม้อน มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นปากได้สูงสุดถึง 99.8%  ปกป้องได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง ลดการอักเสบของเหงือกและช่องปากรวมถึงแผลร้อนใน ป้องกันฟันผุ ลดอาการเสียวฟัน อีกทั้งยังลดคราบเหลืองในผู้ที่ดื่มชาและกาแฟบ่อย ๆ

  • รุ่งอรุณ

ยาสีฟันสมุนไพรชนิดผง มีส่วนผสมสำคัญอย่างเกลือ, การบูร, น้ำมันกานพลู, มินต์ (Mint), เมนทอล ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพในช่องปากที่เกิดจากการสะสมของแบคทีเรีย บรรเทาอาการปวดฟัน เสียวฟัน เหงือกบวม รำมะนาด ลดการเกิดหินปูน รวมทั้งขจัดกลิ่นปากทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น

  • Dentiste’

ยาสีฟันที่ทางแบรนด์เครมมาว่าเป็นยาสีฟันที่ช่วยให้ฟันขาวเป็นประกายใน 2 สัปดาห์ ช่วยขจัดสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากเนื้อฟัน ฟันจึงมีสุขภาพแข็งแรงและขาวเป็นประกาย ยังมีส่วนประกอบของ 14 Natural Extracts ที่คอยช่วยเสริมการต่อต้านคราบฟันที่เหลืองและหมอง ส่งผลให้ฟันขาวขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ดาร์ลี่

ยาสีฟันที่ไม่มีใครไม่รู้จัก สำหรับยาสีฟันดาร์ลี่ ที่มีรสชาติที่หอมสดชื่น เป็นเอกลักษณ์ เพิ่มสารขัดฟันขาว ฟาดพลังมินต์ ช่วยลดแบคทีเรีย 99% ลมปากสะอาด ฟันดูขาวมั่นใจ ใครใช้เป็นต้องติดใจ

เพื่อน ๆ สามารถไปหาซื้อมาลองใช้กันดูได้บนแอ Shopee ราคาก็แตกต่างกันออกไป แต่รับรองเลยว่าไม่แพงอย่างที่คิดแน่นอน เพราะสุขภาพฟันเป็นเรื่องสำคัญ อย่าลืมดูแลและแปรงฟันเป็นประจำ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)
www.bpdcdental.com

BPDC #คลินิกทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #ยาสีฟัน #ยาสีฟันพรีเมี่ยม

ทำไมจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมแนะสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตรวจ

ทำไมจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมแนะสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตรวจ

ทำไมจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมแนะสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตรวจ

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะคิดว่าไม่ได้ป่วย แสดงว่าก็ไม่ได้เป็นอะไร นั่นดูจะเป็นความคิดที่ประมาทไปสักหน่อย เพราะบางครั้งโรคบางโรคก็ไม่แสดงอาการอะไรเลย จนกว่าโรคจะดำเนินไปจนถึงระยะรุนแรง เราจะมาดูกันค่ะว่าเหตุผลอะไรที่เราควรตรวจสุขภาพประจำปี และสำหรับใครที่อยากจะไปตรวจ เรามีคำแนะนำมาฝากกันด้วย

การตรวจสุขภาพประจำปี คืออะไร

การตรวจสุขภาพประจำปี คือ การตรวจการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพื่อหาความเสี่ยงและความผิดปกติที่อาจจะนำไปสู่โรคร้ายแรงในอนาคต เช่น ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของตับ ไต ปอด ฯลฯ

เหตุผลที่ต้องตรวจสุขภาพประจำปี

หากใครกำลังคิดว่าการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นเรื่องสิ้นเปลืองหรือไม่จำเป็นแล้วล่ะก็ มาอ่านตรงนี้ก่อนค่ะ ว่าทำไมเราจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี

1. สภาวะสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันสภาวะสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราต่างจากสมัยก่อนมากเลยค่ะ เมืองที่มีแต่ตึก ยานพาหนะ ก็มาพร้อมกับมลพิษ ควัน ฝุ่นละออง ที่ผ่านมาที่หนัก ๆ เห็นจะเป็นฝุ่น PM 2.5 ที่สูดเข้าไปมาก ๆ ก็ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ยิ่งบางคนมีอาการภูมิแพ้อยู่แล้วยิ่งเป็นหนัก การตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยเช็คการทำงานของปอด รวมถึงส่วนต่าง ๆ เพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติและเราจะได้รักษาได้ทันท่วงที

2. โรคระบาด

อย่างสถานการณ์ตอนนี้เราประสบกับวิกฤตโควิด 19 ซึ่งเจ้าเชื้อโรคนี้ก็ดันกลายพันธุ์ออกมาอีกยิบย่อยเยอะแยะไปหมด บางคนก็ไม่แสดงอาการออกมา ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงสามารถช่วยป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

3. It’ okay to be not okay

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า หลายคนมองว่าในเมื่อไม่ป่วยก็แปลว่าไม่ได้เป็นอะไร เลยคิดว่าตัวเองแข็งแรงดีมาตลอด ไม่ต้องไปตรวจสุขภาพประจำปีก็ได้ นั่นหมายความว่าคุณกำลังทำให้ตัวคุณเองเสี่ยงที่จะเกิดโรคไม่รู้ตัว เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ว่าภายในร่างกายของเราเป็นอย่างไร บางทีอาจจะมีรอยโรคอยู่ก่อนแล้ว รอเวลาที่ร่างกายจะไม่ไหวและแสดงออกมา ซึ่งบางคนมาตรวจเจอก็ตอนที่เป็นหนัก รักษายากหรือรักษาไม่ได้แล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีเหมือนเราพารถไปเช็ค ตรวจวัดระยะ เช็คเครื่อง ว่าตอนนี้มีส่วนไหนสึกหรอ หรือผิดปกติหรือไม่ เพื่อที่จะดูแลและรักษาได้ทัน

4. เรียนรู้ที่จะป้องกัน

การตรวจสุขภาพประจำปีและเช็คอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เราเรียนรู้ร่างกายของเราเอง การที่เราได้รู้ความสมบูรณ์ของร่างกายของเราจะทำให้เห็นจุดที่อาจจะบกพร่องได้ในอนาคต เช่น ถ้าระดับไขมันเราสูง เราก็รู้ว่าเราควรจะลดการทานอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคความดันโลหหิตสูง ได้นั่นเอง

ข้อควรรู้ก่อนไปตรวจสุขภาพประจำปี

1. ทบทวนประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว

เนื่องจากโรคบางโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมและเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของเราได้ จึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อที่จะประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคและรับคำแนะนำในการดูแลตนเอง

2. จดบันทึกคำถามหรือประเด็นที่ต้องการปรึกษาแพทย์

การไปตรวจสุขภาพประจำปี อย่าลืมที่ลิสต์คำถามที่ต้องการถาม หรืออาการบางอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น มีก้อน มีมานานแค่ไหนแล้ว เจ็บไหม

3. มองแผนสุขภาพในระยะยาว

นอกจากสุขภาพในปัจจุบันแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถวางแผนสุขภาพในระยะยาวได้ด้วยค่ะ เช่น การลดน้ำหนัก การวางแผนการมีบุตร การเลิกบุหรี่

การตรวจสุขภาพประจำปียังเป็นอะไรที่สำคัญ ที่เราควรไปอัปเดตร่างกายของตนเองทุก ๆ ปี เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงและหาสิ่งผิดปกติ จะได้รักษาได้ทันท่วงที

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)
www.bpdcdental.com

How to วิธีเลือกประกันสุขภาพที่ใช่สำหรับตัวคุณ

How to วิธีเลือกประกันสุขภาพที่ใช่สำหรับตัวคุณ

How to วิธีเลือกประกันสุขภาพที่ใช่สำหรับตัวคุณ

คำโบราณกล่าวว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” คงไม่มีใครอยากเจ็บป่วยกันใช่ไหมคะ เพราะไม่ใช่แค่ร่างกายของเราที่เสีย แต่เรายังต้องเสียเงินจำนวนมากในการรักษา ทุกครั้งที่ไปหาหมอ โรงพยาบาลมักถามว่า “มีประกันสุขภาพหรือเปล่า” หากใครไม่มี ก็จะต้องจ่ายแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นหากใครยังไม่มีประกันและอยากจะซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยง เรามีวิธีเลือกประกันสุขภาพมาฝากกัน

ปัจจัยในการเลือกประกันสุขภาพ

โดยทั่วไปแล้วประกันสุขภาพจะเป็นเบี้ยทิ้ง ที่เราซื้อเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ตอนนี้คุณยังสุขภาพดี แต่วันดีคืนดีเกิดเหตุไม่คาดฝัน ป่วยขึ้นมา คุณอาจจะต้องเสียเงินที่หามาทั้งชีวิตไปกับค่ารักษาพยาบาล หากใครกำลังจะซื้อ ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญดังนี้

1. เบี้ยประกัน

เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร หลายครั้งคนที่ทำประกันสุขภาพ มักจะถามก่อนเลยว่า “ค่าเบี้ยเท่าไหร่” แน่นอนว่าเบี้ยประกันจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามเพศและช่วงอายุ เช่น เบี้ยประกันเด็กและผู้สูงอายุ จะมีค่าเบี้ยที่สูงเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรค ยังรวมไปถึงอาชีพ (อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงก็จะแพงหน่อย) สุขภาพ รวมไปถึงการดำเนินชีวิต ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพควรจ่ายไม่เกิน 10-15% ของรายได้รวมทั้งปี อย่าลืมว่าเบี้ยประกันอาจมีการปรับขึ้นทุก ๆ ปี

2. วงเงินคุ้มครอง

โดยทั่วไปในประกันสุขภาพจะมีวงเงินคุ้มครองอยู่ 2 แบบ ได้แก่ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดต่อปี (เหมาจ่าย) แบบนี้จะจ่ายไม่อั้นเท่าที่วงเงินคุ้มครอง กับ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดต่อครั้งต่อโรค แบบนี้จะกำหนดวงเงินรักษาต่อครั้ง ขึ้นชื่อว่าความเจ็บป่วยก็คาดเดายาก การทำประกันสุขภาพ คุณจึงควรคิดถึงกรณีร้ายเเรงที่สุดเพื่อคาดการณ์ได้ว่า ประกันสุขภาพต้องมีเงินคุ้มครองเท่าไหร่ ถึงจะครอบคลุมค่ารักษาของคุณทั้งหมด เพราะถ้าค่ารักษาไม่ครอบคลุม คุณจะต้องจ่ายส่วนต่างอีกด้วย

3. การคุ้มครอง

การเจ็บป่วยแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากมาย เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่าแพทย์ ค่าพยาบาล ฯลฯ คุณจึงต้องเลือกประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ในกรณีที่คุณไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย แต่ถ้าคุณมีสวัสดิการที่ทำงานหรือประกันสังคม อาจจะเลือกแค่ค่า IPD ก็ได้ค่ะ ส่วนการเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ให้สิทธิรักษาอื่น ๆ รับไป

4. กระแสเงินสดของคุณเอง

ด้วยความที่เมื่ออายุมากขึ้น เบี้ยประกันสุขภาพจะเพิ่มมากขึ้นทุกปีตามความเสี่ยง ดังนั้นคุณจะต้องแน่ใจว่าคุณจะมีเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพได้โดยไม่เดือดร้อน ซึ่งเงินที่นำมาจ่ายจะต้องไม่ไปกระทบกับค่าใช้จ่ายหลักของคุณ เพราะประกันสุขภาพเหมือนเป็นการซื้อความอุ่นใจด้านสุขภาพในอนาคต จึงไม่ควรส่งผลกระทบต่อเงินในปัจจุบัน

5. โรงพยาบาลคู่สัญญา

คุณจะต้องเช็คให้ดีว่าประกันสุขภาพที่คุณทำไปนั้น มีโรงพยาบาลคู่สัญญาที่อยู่ใกล้บ้านของคุณหรือไม่ นอกจากนี้ ความสำคัญในการเข้าโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญา คุณสามารถใช้สิทธิรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนนั่นเอง

6. อายุสูงสุดที่บริษัทจะต่ออายุกรมธรรม์

ปกติแล้วประกันสุขภาพจะต่ออายุแบบปีต่อปี โดยความเสี่ยงอยู่ที่การเคลมค่ารักษาพยาบาลในปีกรมธรรม์
นั้น ๆ หากปีนั้นมีการเคลมมาก ทางประกันอาจจะปฏิเสธ พิจารณาไม่ต่ออายุกรมธรรม์ได้ หรือในรายที่ปกปิดประวัติสุขภาพ ดังนั้นจึงควรเลือกประกันสุขภาพที่มีการการันตีการต่ออายุ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ถ้าเราเป็นโรคร้ายที่ต้องรักษาต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูงจะสามารถเบิกเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ตลอดระยะเวลาการรักษา โดยไม่ถูกประกันบอกเลิกสัญญาในปีต่ออายุและได้รับการต่ออายุในระยะยาว

หากใครที่กำลังจะซื้อประกันสุขภาพ ก็อย่าลืมที่จะพิจารณาปัจจัยข้างต้นนี้ เพื่อให้ได้ประกันที่คุ้มค่าและไม่เดือดร้อนเงินในกระเป๋า

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)
www.bpdcdental.com