ฟันคุดแบบไหนไม่ต้องผ่า

ฟันคุดแบบไหนไม่ต้องผ่า

ฟันคุดบางกรณีอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความจำเป็นในการรักษาตามสภาพของฟันคุดแต่ละราย โดยทั่วไป ฟันคุดที่อาจไม่ต้องผ่าตัด มีลักษณะดังนี้

  1. ฟันคุดที่ไม่มีอาการ – หากฟันคุดไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด บวม หรือการติดเชื้อใดๆ และไม่ส่งผลต่อการสบฟันหรือการเรียงตัวของฟัน ก็อาจไม่จำเป็นต้องถอนออก
  2. ฟันคุดที่ขึ้นเต็มที่แล้ว – หากฟันคุดขึ้นมาอยู่ในแนวเดียวกับฟันซี่อื่นๆ และสามารถใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเอาออก
  3. ฟันคุดที่อยู่ลึกในกระดูก – หากฟันคุดฝังอยู่ลึกในกระดูกขากรรไกรและไม่มีแนวโน้มที่จะขึ้นมา ก็อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะการผ่าอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสียหายต่อเส้นประสาทมากกว่า
  4. ฟันคุดในผู้สูงอายุ – ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง การผ่าตัดฟันคุดอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ จึงอาจพิจารณางดการผ่าตัดได้
  5. ฟันคุดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ – ในบางกรณีที่ตำแหน่งของฟันคุดอยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ เช่น เส้นประสาท หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจแนะนำให้งดการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ทันตแพทย์เป็นผู้ที่สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าฟันคุดของแต่ละคนจำเป็นต้องผ่าหรือไม่

ทันตแพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น:

  • ตำแหน่งของฟันคุด
  • แนวการขึ้นของฟันคุด
  • พื้นที่ในช่องปาก
  • สุขภาพของฟันซี่อื่น กระดูก และเนื้อเยื่อรอบข้าง
  • อาการของผู้ป่วย

โดยทั่วไป ทันตแพทย์จะแนะนำให้ผ่าฟันคุดในกรณีดังต่อไปนี้:

  • ฟันคุดขึ้นเอียง เบียดฟันซี่ข้างเคียง
  • ฟันคุดฝังอยู่ในเหงือก มองไม่เห็น
  • ฟันคุดมีฟันซี่อื่นขึ้นมาด้านหน้า ขวางการขึ้นของฟันคุด
  • ฟันคุดทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือปวดบวม
  • ฟันคุดส่งผลต่อสุขภาพของฟันซี่อื่น กระดูก หรือเนื้อเยื่อรอบข้าง

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับฟันคุด ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม สำหรับฟันคุดที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช่องปากในอนาคต เช่น ทำให้เกิดการติดเชื้อ อักเสบ หรือผลักให้ฟันซี่อื่นเกิดการเบียดเสียด แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดเอาออกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ดังนั้น จึงควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินลักษณะของฟันคุดเป็นรายบุคคล และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสุขภาพช่องปากของตนเอง

  สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

เหงือกบวมเกิดจากอะไร

เหงือกบวมเกิดจากอะไร

เหงือกบวมสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักๆ ได้แก่:
  1. โรคเหงือก: การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากสามารถนำไปสู่โรคเหงือก เช่น โรคเหงือกอักเสบหรือโรคเหงือกอักเสบรุนแรง (periodontitis) ซึ่งทำให้เหงือกบวมและอาจมีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  2. การทำความสะอาดฟันไม่ดี: ไม่แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอสามารถนำไปสู่การสะสมของคราบจุลินทรีย์บนฟันและเหงือก ทำให้เกิดการอักเสบ
  3. การติดเชื้อ: นอกจากแบคทีเรียแล้ว การติดเชื้อไวรัสและราก็สามารถทำให้เหงือกบวมได้
  4. ภาวะการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน: เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งเรียกว่า “การตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงเหงือก” อาจทำให้เหงือกบวมและไวต่อการติดเชื้อมากขึ้น
  5. สิ่งแปลกปลอมในเหงือก: อาหารหรือวัตถุอื่นที่ติดอยู่ในเหงือกก็สามารถทำให้เกิดการบวมและอักเสบได้
  6. ปฏิกิริยาต่อยาหรือโรคอื่นๆ: บางครั้งการแพ้ยาบางชนิดหรือโรคระบบภูมิคุ้มกันอาจทำให้เหงือกบวม
  7. โรคปริทันต์ (Periodontal disease): เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์ที่ขอบเหงือก ทำให้เกิดการอักเสบและบวมของเหงือกได้
  8. การแปรงฟันไม่ถูกวิธี: การแปรงฟันแรงเกินไป ใช้แปรงขนแข็ง หรือแปรงไม่ทั่วถึง ล้วนทำให้เหงือกระคายเคืองและบวมได้
  9. การสูบบุหรี่: สารเคมีในบุหรี่สามารถระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อในช่องปาก นำไปสู่การอักเสบและบวมของเหงือกได้
  10. การตั้งครรภ์: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ อาจทำให้เหงือกไวต่อการอักเสบและมีเลือดออกง่ายขึ้น
  11. โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปริทันต์และการติดเชื้อในช่องปากสูงกว่าคนทั่วไป
  12. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคหรือการใช้ยา อาจมีเหงือกอักเสบและบวมได้ง่ายกว่าปกติ
  13. ทันตกรรมที่ไม่เหมาะสม: การใส่ฟันปลอม สะพานฟัน หรือรากฟันเทียมที่ไม่พอดี อาจระคายเคืองต่อเหงือกจนเกิดการบวมได้
  14. การใช้ยาบางชนิด: ยาบางตัว เช่น ยาคุมกำเนิด ยากันชัก หรือยาลดความดันโลหิตบางชนิด อาจทำให้เหงือกบวมเป็นผลข้างเคียงได้
  15. พยาธิสภาพในช่องปาก: เนื้องอก ถุงน้ำ หรือการติดเชื้อบางอย่างในช่องปาก อาจทำให้เหงือกบวมผิดปกติได้เช่นกัน

หากมีอาการเหงือกบวม ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรับการรักษาที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีวิธีป้องกันเหงือกบวมได้ดังนี้:

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน
  • ทำความสะอาดช่องปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก
  • ตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน
  • เลิกสูบบุหรี่
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี จะช่วยป้องกันเหงือกบวม และโรคอื่นๆ ในช่องปาก

หากคุณมีอาการเหงือกบวมควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น. สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก) #ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม
วิธีเลือกแปรงสีฟัน ในแต่ละช่วงวัย

วิธีเลือกแปรงสีฟัน ในแต่ละช่วงวัย

การเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญเพื่อส่งเสริมสุขอนามัยช่องปากที่ดี นี่คือแนวทางในการเลือกแปรงสีฟันตามช่วงวัยที่แตกต่างกัน:

  1. เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 2 ปี): ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่มมากและหัวแปรงขนาดเล็กเพื่อไม่ให้ทำร้ายเหงือกและฟันที่เพิ่งงอก แปรงควรมีด้ามจับที่ง่ายต่อการจับถือสำหรับผู้ปกครองที่จะช่วยเด็กแปรงฟัน
  2. เด็กอายุ 2-5 ปี: ใช้แปรงสีฟันที่มีหัวแปรงขนาดเล็กและขนแปรงนุ่ม ซึ่งเหมาะสมกับขนาดของปากและฟันน้ำนม ด้ามแปรงควรมีขนาดที่เหมาะสมกับมือเด็กเพื่อช่วยให้พวกเขาเริ่มแปรงฟันด้วยตัวเองได้
  3. เด็กอายุ 5-12 ปีขึ้นไปและวัยรุ่น: ควรใช้แปรงสีฟันที่มีหัวแปรงขนาดเล็กถึงกลาง มีขนแปรงนุ่มถึงปานกลาง และมีด้ามจับที่ให้การจับถือที่มั่นคง ช่วยให้พวกเขาควบคุมการแปรงได้ดีขึ้น
  4. เด็กวัยเรียน (5-12 ปี): ใช้แปรงขนาดกลางที่มีด้ามจับถนัดมือ ขนแปรงนุ่มถึงปานกลาง ช่วยทำความสะอาดฟันแท้ได้ดี เลือกรูปแบบการจัดเรียงขนแปรงที่เข้าถึงซอกฟันได้ทั่วถึง
  5. วัยรุ่นและผู้ใหญ่: ใช้แปรงขนาดกลางถึงใหญ่ ให้ครอบคลุมบริเวณฟันและเหงือก ขนแปรงปานกลางหรือค่อนข้างแข็ง ช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดี เลือกรูปทรงหัวแปรงที่เข้ากับสรีระช่องปาก เช่น แบบตรง แบบมน หรือแบบเอียงมุม
  6. ผู้สูงอายุ: ใช้แปรงที่มีด้ามจับใหญ่และกระชับมือ หรือด้ามยางกันลื่น เพื่อจับถนัดมากขึ้น ขนแปรงนุ่มหรือปานกลาง ไม่ระคายเคืองเหงือกที่บอบบาง เลือกหัวแปรงที่มีขนาดพอดีกับช่องปาก สามารถแปรงได้ถนัดมือ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม:

  • เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่ทุกๆ 3 – 4 เดือน
  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน
  • แปรงฟันนานอย่างน้อย 2 นาที
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน
  • พบแพทย์ทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุกๆ 6 เดือน

ในการในการเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ควรเน้นแปรงที่มีขนนุ่มเพื่อป้องกันการทำร้ายเหงือกและฟันที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเหงือกและฟันผุ นอกจากนี้ แปรงที่มีด้ามจับที่ใหญ่และง่ายต่อการจับถือจะช่วยให้ผู้ที่อาจมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรืออาการปวดข้อสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น การเลือกรูปแบบแปรงที่เหมาะสมจะช่วยให้การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การเข้าพบทันตแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและทำความสะอาดฟันอย่างละเอียดก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกช่วงวัยเช่นกัน.

 

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

แก้ ปวดฟัน หาย ใน 1 นาที

แก้ ปวดฟัน หาย ใน 1 นาที

แก้ปวดฟันอย่างรวดเร็วใน 1 นาทีอาจเป็นเรื่องท้าทาย แต่มีวิธีที่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราวก่อนที่คุณจะได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ นี่คือบางวิธีที่คุณลองทำได้:

  1. น้ำเกลือ: ล้างปากด้วยน้ำเกลืออุ่น โดยผสมเกลือครึ่งช้อนชาลงในน้ำอุ่นหนึ่งแก้วและล้างปากนานประมาณ 30 วินาที วิธีนี้ช่วยลดการอักเสบและทำความสะอาดพื้นที่ที่มีปัญหาได้
  2. การประคบเย็น: ใช้ถุงน้ำแข็งหรือผ้าเย็นประคบบริเวณแก้มที่อยู่ใกล้กับฟันที่ปวด เพื่อช่วยลดการอักเสบและความรู้สึกปวด
  3. ยาแก้ปวด: รับประทานยาแก้ปวดที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ เช่น ไอบูโพรเฟนหรือพาราเซตามอล เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดชั่วคราว
  4. ใช้กานพลู: หากไม่แพ้กานพลู สามารถใช้กานพลูเคี้ยวที่ข้างที่ไม่ปวด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดได้ กานพลูมีสารอีเจนอลที่อาจช่วยลดการอักเสบ
  5. กัดกล้วยแข็งๆ: ใช้กล้วยดิบหรือกล้วยน้ำว้าที่ยังแข็งอยู่กัดทับบริเวณฟันที่ปวด จะช่วยลดอาการปวดและเสียวฟันได้ชั่วคราว
  6. ใช้ยาชาชนิดทา: หาซื้อยาชาแก้ปวดฟันชนิดทาได้ตามร้านขายยา นำมาทาบริเวณฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีระดับหนึ่ง
  7. กดจุด: กดจุดสะท้อนฝ่าเท้าหรือจุดกลางระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมือ นวดคลึงไปมาประมาณ 1 นาที อาจช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้บ้าง
  8. ใช้สมุนไพร: เคี้ยวใบฝรั่ง ใบสะระแหน่ หรือกระเทียมสด ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและอาจช่วยลดอาการปวดลงได้บ้าง
  9. รักษาความสะอาด: บ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ หรือน้ำสะอาด เพื่อล้างสิ่งสกปรกและลดการอักเสบ ช่วยลดอาการปวดฟันได้ระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากปวดฟันไม่ดีขึ้น ปวดรุนแรง บวม มีไข้สูง หรือกินยาแล้วยังไม่หาย จำเป็นต้องไปพบทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธีก่อนที่อาการจะลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829

Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/

ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม