ไขข้อสงสัย เมื่อใดเราจึงควรรักษารากฟัน

ไขข้อสงสัย เมื่อใดเราจึงควรรักษารากฟัน

เหงือกจ๋า… ฟันลาก่อน ก่อนที่ฟันจะหายไป การดูแลรักษาฟันจึงเป็นเรื่องที่เราควรให้ควาสำคัญนะคะ เพราะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับฟัน คงไม่มีใครอยากจะรอจนถึงทางออกสุดท้ายคือการสูญเสียฟันไป ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็มีทางเลือกในการรักษาฟันอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ การรักษารากฟัน ก่อนที่เราจะเลือกตัดสินใจรักษารากฟัน เราจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับการรักษารากฟันกันก่อนค่ะ

การรักษารากฟันคืออะไร
            การรักษารากฟันเป็นกระบวนการกำจัดเชื้อที่อยู่ในโพรงประสาทฟัน หรือเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางฟัน เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อ อักเสบของโพรงเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน รวมทั้งทำความสะอาดโพรงฟัน คลองรากฟันให้ปราศจากเชื้อโรค และอุดคลองรากฟันด้วยวัสดุคลองรากฟัน ทำให้ฟันสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยที่ไม่ต้องถอนฟันทิ้ง

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหากับรากฟัน
         
สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหากับรากฟัน โพรงประสาทฟันหรือฟันตายนั้น เกิดได้หลายสาเหตุดังนี้
 
         1. ฟันผุอย่างรุนแรง ในรายที่ปล่อยฟันให้ผุแล้วไม่รักษา ทำให้ฟันผุลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน เกิดการอักเสบ เป็นหนองที่ปลายรากฟัน และไม่สามารถทำการอุดฟันได้แล้ว
         2. มีปัญหาโรคเหงือก
โดยมากปัญหาโรคเหงือกจะเกิดจากคราบแบคทีเรียไปเกาะบริเวณเหงือกและฟัน ถ้าเราทำความสะอาดไม่ดี คราบแบคทีเรียจะไปทำลายเนื้อเหงือกหุ้มรากเนื้อเยื่อที่รองรับให้ฟันติดกับขากรรไกรและกระดูกฟัน การรักษารากฟันจะช่วยดูแลไม่ให้หินปูนเข้าไปสะสมได้ง่าย
            3. อาการบาดเจ็บของฟัน ไม่ว่าจะมาจากการได้รับแรงกระแทกที่ฟัน ทำให้ฟันแตกหัก ถึงโพรงประสาทได้
          4. การนอนกัดฟัน
จะทำให้เกิดการสึกของฟัน บางรายฟันสึกถึงเนื้อฟัน ทำให้ฟันเตี้ยลงไปมาก ก็จะเกิดเป็นช่องว่างระหว่างฟัน ทำให้เศาอาหารเข้าไปติดได้ง่าย หรือถ้ากัดแรงมาก ตัวฟันรับแรงไม่ไหว ก็จะเกิดหนองที่ปลายรากฟัน ทำให้ต้องรักษารากฟันทีหลัง


เมื่อใดที่เราควรรักษารากฟัน?
         
หลายคนคงเกิดข้อสงสัยว่า เมื่อใดที่เราควรต้องรักษารากฟันได้แล้ว หรือลักษณะของฟันแบบใดที่ส่งสัญญาณเตือนให้เราต้องรักษารากฟัน  สามารถดูได้ดังนี้
 
           1. ฟันที่ผุลึกมาจนถึงโพรงประสาทฟัน
            2. ฟันที่มีการเปลี่ยนสีไปจากเดิมซึ่งมีสาเหตุมาจากฟันตาย (ฟันตายคือฟันที่ไม่มีชีวิต ไม่มีอาการ มีสีที่เปลี่ยนแปลงไป และอาจจะเกิดตุ่มหนอง บางรายอาจจะมีอาการหน้าบวม มีน้ำหนองไหลจากฟันที่ติดเชื้อ หรือบางรายอาจจะเกิดแค่อาการปวดฟัน เสียวฟัน เมื่อทานอาหารร้อนหรือเย็น)
            3. ฟันที่ได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ การกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงนั้นจะส่งผลให้เกิดการอักเสบ หรือการตายของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน ซึ่งโดยปกตินั้น เนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันจะสามารถต่อสู่กับเชื้อโรคและมีความสามารถในการต้านการอักเสบที่ไม่รุนแรงได้ แต่หากการอักเสบหรือการติดเชื้อนั้นรุนแรงมากขึ้น เช่น กรณีที่ฟันผุลึกมาก กินเนื้อฟันไปเยอะ หรือฟันที่ได้รับการกระแทกอย่างแรง รวมถึงฟันที่แตกหักแล้วทะลุเข้าไปในโพรงฟัน ส่งผลให้เนื้อเยื่อในโพรงฟันนั้นถูกทำลายไป และเกิดภาวะ จนเป็นเหตุให้ฟันตายในที่สุด
            4. ฟันที่มีหนองที่ปลายรากฟัน กรณีนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงมาก โดยการเกิดหนองที่ปลายราก อาจมีหนองไหลมาเห็นได้ชัด นั่นหมายความว่าเชื้อได้ลุกลามไปทำลายส่วนของเนื้อเยื่อทั้งโพรงประสาทฟันแล้ว
            สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียฟันหรือเกิดอาการที่เป็นผลมาจากการที่ฟันของเราผิดปกติ คือการดูแลรักษาฟันให้สะอาดและหมั่นไปหาทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจฟันเป็นประจำ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายรักษารากฟัน

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829

Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental

ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

www.bpdcdental.com

#BPDC #คลินิกทันตกรรม #รักษารากฟัน #รากฟัน

สิ่งที่เราควรรู้ก่อนที่จะถอนฟันกราม

สิ่งที่เราควรรู้ก่อนที่จะถอนฟันกราม

เมื่อพูดถึงเรื่องของการถอนฟัน เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยผ่านการถูกถอนฟันกันมาบ้าง ซึ่งกอรถอนฟันก็ดูจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ถ้าการถอนนั้นจะไม่ใช่การถอนฟันกราม เพราะอะไรฟันกรามจึงสำคัญ คงเคยสงสัยกันว่าจริง ๆ แล้วฟันกรามสามารถถอนได้หรือไม่ ถอนแล้วจะเป็นอันตรายอะไรหรือเปล่า หรือจะส่งผลอะไรต่อไปในระยะยาวไหม วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เราควรรู้ก่อนที่จะถอนฟันกราม มาดูกันค่ะว่าจะมีอะไรบ้างที่เราควรรู้หรือควรต้องระวัง

ฟันกรามคืออะไร
         
ฟันกรามคือฟันที่ใช้สำหรับบดเคี้ยวซึ่งจะมีทั้งข้างบนและข้างล่าง เป็นฟันแท้ที่เมื่อหักไปแล้วก็จะไม่มีการงอกขึ้นมาใหม่อีก ถือว่าเป็นฟันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของการบดเคี้ยวแล้ว ยังจะทำงานร่วมกันกับฟันเขี้ยวในการคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของขากรรไกรอีกด้วย

ข้อบ่งชี้สภาวะของฟันที่ต้องถอนฟัน
         
การถอนฟันถือว่าเป็นวิธีการรักษาสุขภาพช่องปากอย่างหนึ่งและเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุด ซึ่งการถอนฟันกรามมีทั้งประโยชน์และโทษในเวลาเดียวกัน เราจะพูดถึงต่อจากนี้ค่ะ และในการถอนฟัน เราจะต้องยอมรับการสูญเสียฟันของเราไปด้วย ซึ่งทันตแพทย์จะพิจารณาการถอนฟันตามสภาวะฟันต่อไปนี้
            1. ฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันหรือฟันที่มีหนองปลายรากฟัน ไม่สามารถอุดหรือรักษาด้านอื่น ๆ ได้
            2. ฟันที่เป็นโรคปริทันต์รุนแรงรอบตัวฟัน จนไม่สามารถรักษาได้
            3. ฟันที่ต้องถอนเพื่อการใส่ฟัน
            4. ฟันที่ได้รับอุบัติเหตุ ฟันแตก หรือรากฟันหัก ไม่สามารถอุดหรือรักษาคลองรากฟันได้
            5. ฟันที่มีพยาธิสภาพของกระดูกรอบ ๆ รากฟัน เช่น เกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก
            6. ฟันคุดหรือฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาในช่องปากได้ตามปกติ

สิ่งที่ควรรู้ก่อนที่จะถอนฟันกราม

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคเลือด ควรแจ้งทันตแพทย์ให้ทราบอย่างละเอียด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติโรคเลือดออกง่าย แต่หยุดยาก เพื่อเตรียมตัวและป้องกันอันตรายที่อาจจะขึ้นภายหลังการถอนฟัน
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการถอนฟันกรามสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งผลข้างเคียงระหว่างการถอนฟันกรามที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การที่เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากได้รับบาดเจ็บ อาจเกิดจาการทำที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการใช้เครื่องมือที่อันตรายและควบคุมลำบากทำให้เกิดแผลหรือรอยถลอกขึ้นได้ นอกจากนี้ หากฟันกรามอยู่ในบริเวณที่ใกล้กับโพรงกระดูกข้างจมูกบริเวณโหนกแก้ม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นไซนัสอักเสบได้ แต่ถ้าถอนฟันกรามล่างซี่ในสุด ซึ่งอยู่ใกล้เส้นประสาทที่ใช้ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้า ก็อาจส่งผลให้หน้าเบี้ยวได้เช่นกัน
  • สำหรับผู้ที่ต้องการจัดฟัน การถอนฟันกรามไปแล้วสามารถยังจัดฟันได้ก็จริง แต่จำเป็นต้องใส่ฟันปลอมเพื่อทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียฟันดังกล่าวไป หากไม่ใส่ฟันปลอมจะเกิดช่องว่างบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้ฟันที่อยู่ใกล้เคียงเอียงและล้มตัวลงได้
  • การถอนฟันกรามอาจส่งผลต่อการสบฟันและการบดเคี้ยวที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่อฟันที่ถูกถอนหายไป ฟันคู่สบกันลงมาจะสบได้ไม่ดี อีกทั้ง ยังส่งผลให้เหงือกบริเวณนั้นเกิดแผลและการติดเชื้อในช่องปากตามมาได้ด้วย รวมถึงการปล่อยช่องว่างจากการถอนฟันกรามไปนั้นจะทำให้เศษอาหารเข้าไปติดได้ง่ายขึ้น เกิดเป็นฟันผุและเป็นโรคเหงือก

            เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสิ่งที่เราควรรู้ก่อนที่จะถอนฟันกราม มองเผิน ๆ ฟันกรามก็ดูเหมือนฟันอื่น ๆแต่เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญมากเลย ดังนั้นแล้ว ทางที่ดีเราควรหมั่นดูแลรักษาฟันของเราให้สะอาดเพื่อที่ฟันของเราจะได้อยู่กับเราไปนาน ๆ นะคะ    

ติดต่อคลินิกทันตกรรม BPDC

หากต้องการนัดหมายเพื่อปรึกษากับทันตแพทย์เฉพาะทางนัดถอนฟัน

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)
www.bpdcdental.com

#ถอนฟัน #ถอนฟันกราม #คลินิกทันตกรรม #BPDC

บริการทันตกรรมต่างๆ

บริการทันตกรรมต่างๆ

รวมหลากหลายบริการทันตกรรม

         งานทันตกรรมถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของคนเรามากกว่าสมัยโบราณ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่าแต่ก่อน ทำให้การดูแล รักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น สังเกตได้จากคลินิกทันตกรรมมากมายที่เกิดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด จากข้อมูลการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พบว่า การใช้บริการทันตกรรมของคนไทยมีแนวโน้มที่จะรักษามากกว่าป้องกัน นอกจาก ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ที่เรารู้จักกันแล้ว เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่า บริการทันตกรรมมีมากกว่านั้นอีก เราจะไปดูกันค่ะว่าจริง ๆ แล้ว บริการทันตกกรรมมีอะไรบ้าง

ประเภทของงานบริการทันตกรรม
            ตามคลินิกทันตกรรมหลาย ๆ แห่งจะแบ่งงานบริการทันตกรรมออกเป็นหลากหลายประเภท ดังนี้
          1. ทันตกรรมทั่วไป

  • การตรวจเช็คสุขภาพของฟันและช่องปาก ซึ่งถือว่าเป็นบริการที่จำเป็นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใรผู้ที่ใส่ฟันปลอม การทำรากเทียม และจัดฟัน ทันตแพทย์จะตรวจสุขภาพฟัน เหงือก และช่องปากอย่างละเอียด เพื่อป้องกันสัญญาณของโรคและปัญหาอื่น ๆ ไม่ให้เกิดการลุกลามหรือรุนแรงขึ้น
  • การขูดหินปูน เป็นการขจัดคราบหินปูนที่เกาะอยู่ตามบริเวณฟันและซอกฟัน โดยใช้เครื่องมือทางทันตกรรม ซึ่งการขูดหินปูนนี้เป็นหนึ่งในวิธีป้องกันและรักษาโรคเหงือก
  • การขจัดคราบหรือฟอกฟัน เป็นการขจัดคราบชา กาแฟ บุหรี่ที่ติดแน่นที่ฟัน โดยมี 2 แบบ คือ ทำเองที่บ้าน กับ ทำโดยทันตแพทย์ที่คลินิก

          2. ทันตกรรมหัตถาการ

  • การอุดฟัน คือวิธีการรักษาฟันที่ถูกทำลายจากอาการฟันผุ เป็นการรักษาให้ฟันสามารถกลับมาใช้งานและมีรูปทรงเดิม ซึ่งทันตแพทย์จะนำเนื้อฟันที่ผุออก ทพความสะอาดและทำการเติมวัสดุพิเศษสำหรับอุดฟัน (อะมัลกัม – สีโลหะ กับ เรซินคอมโพซิต – สีเดียวกับฟัน)ลงไป
  • การรักษารากฟัน เป็นกระบวนการกำจัดเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อในโพรงฟันและคลองรากฟัน การอักเสบของฟัน ร่วมกับการทำความสะอาด อุด และรักษาตัวฟันเพื่อความแข็งแรง กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

          3. ทันตกรรมจัดฟัน
         
เป็นการรักษาเพื่อให้ฟันเรียงตัวกันเป็นระเบียบ ให้เกิดความสวยงามและเพื่อสุขอนามัยฟันที่ดี หมดปัญหาเรื่องการสบฟันผิดปกติ โดยใช้เครื่องมือที่ทำจากโลหะคุณภาพ ใช้ติดด้านนอกของผิวฟัน และมีการเปลี่ยนยางทุกเดือน
            4. ทันตกรรมเด็ก

  • การขูดหินปูน หินปูนในเด็กส่วนใหญ่เป็นหินปูนที่ไม่แข็งมาก เกาะตามผิวฟัน แปรงไม่ออก หากมีหินปูนสะสมเป็นจำนวนมาก จะก่อให้เกิดโรคปริทันต์เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
  • การอุดฟันน้ำนม ในฟันน้ำนมที่ผุไม่ลึก ทันตแพทย์จะทำการอุดให้ แต่ถ้าลึกเข้าไปในโพรงประสาทฟัน ทันตแพทย์จะใช้วิธีรักษาคลองรากฟันแทน
  • การขัดฟันและการเคลือบฟลูออไรด์ เป็นการป้องกันฟันผุ เป็นการทำฟันที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะไม่เจ็บและไม่น่ากลัว
  • การเคลือบหลุมร่องฟัน เป็นการนำวัสดุคล้ายวัสดุอุดสีเหมือนฟันมาเคลือบปิดทับบนหลุมร่องฟัน เพื่อลดโอกาสที่เศาอาหารจะเข้าไปติด และลดการเกิดฟันผุได้

            5. ทันตกรรมรากเทียม
         
การทำฟันปลอมชนิดรากเทียมหรือชนิดที่ติดแน่นถาวร เป็นการจำลองรากฟันให้ยึดติดกับขากรรไกรเพื่อเติมเต็มให้เหมือนฟันธรรมชาติที่เสียไป ทำให้มีความสวยงาม คงทน และมีประสิทธิภาพในการบดเคี้ยวเทียบเท่าฟันธรรมชาติ
            6. ทันตกรรมประดิษฐ์

  • สะพานฟัน ใช้ทดแทนฟันที่สูญเสียไป โดยครอบฟันสองซี่ที่อยู่ด้านข้างระหว่างครอบฟัน และทำการทดแทนฟันที่เสียไประหว่างช่องฟันนั้น
  • ครอบฟัน เป็นการบูรณะฟันที่ได้รับความเสียหายหรือแตกหักจากการใช้งานหรือการสบฟัน โดยจะใช้วัสดุสองแบบเซรามิกที่สีใกล้เคียงกับฟันและโลหะผสมเซรามิก
  • ฟันปลอม ชนิดที่ถอดได้และถอดไม่ได้


            7. ศัลยกรรม
 
           ศัลยกรรมในทางทันตกรรมคือ การผ่าฟันคุด ซึ่งเป็นฟันที่ขึ้นช้าและไม่สามารถขึ้นได้เองตามปกติ

            ทั้งหมดนี้คือบริการทันตกรรมที่สามารถพบได้ทั่วไปตามคลินิกต่าง ๆ นำมาฝากไว้เป็นความรู้ให้กับเพื่อน ๆ ก่อนเข้าใช้บริการกันนะคะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #คลินิกทันตกรรม #BPDC #บริการทันตกรรม

ขั้นตอนการรักษารากฟัน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ขั้นตอนการรักษารากฟัน ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ถ้าพูดถึงการรักษารากฟันแล้วล่ะก็ หลายคนคงคิดกับส่ายหน้า ขยาดกันไปตาม ๆ กัน กลัวในกิตติศัพท์ว่าจะต้องเจ็บมากแน่ ๆ จนมีคนจำนวนไม่น้อย เลือกที่จะปล่อยปะละเลย จนกระทั่งเชื้อโรคลุกลามไปมาก ยากเกินจะแก้ไข หรือกับคนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษา จึงยอมที่จะถอนฟันทิ้งไป มองเผิน ๆ การถอนฟันดูไม่น่าเป็นอะไรมาก แต่แท้จริงแล้ว การมีฟันอยู่มันดีกว่าเยอะนะคะ เท่ากับว่าประสิทธิภาพการบดเคี้ยวยังสามารถทำได้ดีกว่าการสูญเสียฟัน วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูขั้นตอนการรักษารากฟันกันค่ะ ว่าน่ากลัวอย่างที่กลัวกันหรือเปล่า
            การรักษารากฟันเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราลดความสูญเสียฟันลงไปได้ โดยการรักษารากฟันนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
          1. การรักษารากฟันด้วยวิธีปกติ
         
จะเริ่มจากการที่ทันตแพทย์จะเอกซเรย์เพื่อตรวจวัดความยาวของคลองรากฟัน และจากนั้นทำความสะอาดภายในคลองรากฟันเพื่อเป็นการจัดเนื้อเยื่อที่มีปํญหา รวมถึงแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค แล้วทันตแพทย์จะใช้วัสดุสำหรับอุดคลองรากฟัน โดยที่ฟันตรงจุดนั้นจะไม่ได้รับการอุดอย่างถาวร จนกว่าจะทำการขจัดเชื้อบริเวณรากฟันดังกล่าวออกไปจนหมดจากโพรงประสาทและคลองรากฟันนั่นเองค่ะ
          2. การรักษาฟันด้วยการผ่าตัดปลายรากฟัน
         
วิธีนี้จะทำก็เมื่อวิธีที่แรกไม่ได้ผล โดยทันตแพทย์จะทำการผ่าตัดในตำแหน่งของปลายรากฟันที่เกิดหนอง จากนั้นจะทำการตัดปลายรากฟันบางส่วน ซึ่งในปัจจุบันนี้ ทันตแพทยน์จะใช้เครื่องมืออย่างกล้องจุลศัลยกรรมในการขยายคลองรากฟันที่มีขนาดเล็กให้ชัดยิ่งขึ้น การใช้เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาที่แม่นยำ หลังจากนั้น จะทำการใข้วัสดุเข้าไปอุดในส่วนของปลายรากฟันที่ได้ทำความสะอาดไว้ในตอนแรก วัสดุดังกล่าวนี้นั้นจะไม่ทำให้เกิดผลข้างและอันตรายต่อเนื้อเยื่อภายในรอบ ๆ ปลายรากฟัน

ขั้นตอนในการรักษารากฟัน
            ด้วยความที่รากฟันมีขนาดที่เล็ก จึงต้องมีทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในการทำการรักษารากฟันโดยเฉพาะ และขั้นตอนในการรักษารากฟัน ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลาย ๆ คนคิด ซึ่งจะมีขั้นตอนดังนี้
            1. เริ่มแรก ทันตแพทย์จะฉีดยาชา โดยจะใช้เป็นแผ่นยางบาง ๆ สำหรับแยกฟันที่มีปัญหาออกจากฟันซี่อื่น เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนไปยังฟันซี่ข้าง ๆ กัน
            2. ทันตแพทย์จะจัดการนำเอาฟันที่ผุออก โดยเอาส่วนที่เสียหายออก และกำจัดเนื้อฟันที่อักเสบหรือติดเชื้อออกตั้งแต่ส่วนต้นไปจนถึงส่วนของโพรงประสาทฟัน
            3. ทำความสะอาดรากฟันในส่วนที่ดำเนินการ และนำยาใส่ลงไปในคลองรากฟัน
            4. ใช้วัสดุอุดเพื่อปิดเอาไว้ชั่วคราว เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ


            อย่างไรก็ตาม การรักษารากฟันอาจจะไม่ได้จบสิ้นในครั้งนี้ จำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาหลายครั้งในการทำความสะอาด นอกจากนี้ ยังต้องเปลี่ยนยาที่ใช้ในคลองรากฟันเพื่อฆ่าเชื้อที่มีอยู่จนกว่าเชื้อนั้นจะหมดไป หรือจะต้องรอจนกว่าการอักเสบนั้นจะหายดี


            อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่าการรักษารากฟันเกิดขึ้นจากการที่ปล่อยละเลย ไม่ดูแลรักษาฟันตั้งแต่ที่เริ่มมีอาการ ทำให้เชื้อโรคนั้นลุกลามจนมีอาการที่รุนแรงมาก และส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้งานลดลง รวมถึงการรักษาก็จะมีความยากขึ้นตามระยะความรุนแรง ดังนั้น เราจึงควรดูแลรักษาความสะอาดของฟันให้ดี เพื่อเป็นการป้องกันในการเกิดโรค สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงเสมอคือ การป้องกันย่อมเกิดผลที่ดีกว่าการมารักษาแล้ว


สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายรักษารากฟัน

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829

Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental

ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

www.bpdcdental.com

#BPDC #คลินิกทันตกรรม #รักษารากฟัน #รากฟัน #ทำฟัน

ทำไมรากฟันเทียมราคาแพง

ทำไมรากฟันเทียมราคาแพง?

จะสังเกตุได้ว่าการทำรากฟันเทียมราคาค่อนข้างแพงกว่าการทำฟันประเภทอื่นๆ เนื่องด้วยรากฟันเทียมเป็นทันตกรรมที่ต้องใช้วัสดุที่มีคุณภาพและต้องมีความเชี่ยวชาญในการทำรักษารากฟันเทียม แพทย์ต้องเชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆ รวมถึงในการทำรากฟันเทียมนั้นจะต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องมือรวมถึง Software ในการผ่าตัดและรักษารากฟันเทียม

สาเหตุที่ทำให้รากฟันเทียมราคาแพงมีดังนี้

  • ค่าวัสดุในการทำรากฟันเทียม
    เมื่อก่อนการทำรากฟันเทียมจะราคาสูงมากๆ หลักแสนต่อซี่ ซึ่งเป็นเพราะวัสดุ ต้องนำเข้าจากยุโรปเท่านั้น แต่ปัจจุบันจะมีหลายๆ ประเทศมีการจำหน่ายรากฟันเทียม ทั้งทางเกาหลี ราคาก็จะไม่แพงมากนัก ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วัสดุประเภทไหน แบรนด์ไหน
  • ค่าทันตแพทย์
    การรักษารากฟันเทียม อย่างที่ทราบดีว่าการรักษารากฟันเทียมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทันตแพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ทางด้านนี้ เช่น ผ่าตัดด้วยความรวดเร็ว บางคนต้องใช้เวลานานในการรากฟันเทียม ต้องอ้าปากค้างเป็นชม. ทำให้เมื่อยล้ามากๆ และมีนุ่มนวล งานดีงานเนี้ยบ ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งทันตแพทย์ที่เชี่ยวชาญก็จะมีราคาที่สูงกว่าแพทย์ทั่วไป หรือแพทย์จบใหม่อยู่แล้วครับ
  • ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
    อุปกรณ์ของแต่ละคลีนิคทันตกรรมก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน บางที่ก็ใช้แบรนด์เครื่องมือและอุปกรณ์ไม่เหมือนกัน ซึ่งค่าอุปกรณ์ ค่าเครื่องมือก็มีผลต่อราคาของรากฟันเทียม และปัจจุบันยังมี software CAD / CAM ซึ่งเป็น software ที่ช่วยจำลองฟันของเราให้ขึ้นเป็น 3D ช่วยในการวางแผนการรักษา วางตำแหน่งราก ที่แน่นอน แล้วทำเครื่องมือ ในการไกด์ให้เวลาเราฝังรากเทียมในคลินิก รากเทียมอยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่เราแพลนไว้ในคอมพิวเตอร์ ช่วยให้ทันตแพทย์ดำเนินงานที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น และรวดเร็วถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะช่วยเป็น 1 ในตัวเลือกในการตัดสินใจในการรักษารากฟันเทียมได้ดีครับ

ที่คลินิกทันตกรรม BPDC ของเรามีทีมทันตแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ ด้านการรักษารากฟันเทียม วัสดุรากฟันเทียมมาตรฐานยุโรป รวมถึงมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมี Software CAD / CAM Dentistry ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำรากฟันเทียมให้ดียิ่งขึ้น

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายเพื่อทำรากฟันเทียม

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

www.bpdcdental.com

BPDC #คลินิกทันตกรรม #รากฟันเทียม #รักษารากฟันเทียม #CadCam

การขจัดคราบบนผิวฟันด้วยระบบ Airflow

การขจัดคราบบนผิวฟันด้วยระบบ Airflow

เคยลองคิดกันไหมคะว่า แค่การแปรงฟันอย่างเดียวจะทำให้ฟันของเราสะอาดไปได้ตลอดหรือไม่ เนื่องจากในแต่ละวันเรากินอาหารจำนวนมากมาย โดยเฉพาะอาหารจำพวกเครื่องดื่มชาและกาแฟ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันของเราเกิดคราบพลัค ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกตามมา สิ่งหนึ่งที่ทันตแพทย์แนะนำเมื่อมาตรวจสุขภาพฟัน นั่นคือ การขูดหินปูน เป็นวิธีการทำความสะอาดคราบพลัคที่สะสมจนก่อตัวเป็นคราบที่แข็งและหยาบที่เรียกว่าหินน้ำลายหรือที่เรารู้จักกันดีว่าหินปูนนั่นเอง แต่ปัจจุบันนี้ ได้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยทำความสะอาดฟันได้ดียิ่งขึ้น เราจะไปทำความรู้จักการขูดหินปูนและการขจัดคราบบนผิวฟันด้วยระบบ Airflow กันค่ะ

การขูดหินปูนคืออะไร
         
การขูดหินปูน เป็นการรักษาที่ง่ายและรวดเร็ว โดยปัจจุบันนี้ เครื่องขูดหินปูน มักเป็นระบบแรงดันน้ำผสมกับแรงสั่นสะเทือนของหัวขูดหินปูน ที่ถูกผลิตและพัฒนาขึ้นมา ให้มีแรงที่สามารถกระเทาะได้เฉพาะหินปูนเท่านั้น ซึ่งมีผลดีคือไม่ทำให้ฟันกร่อนหรือบางลงได้ เครื่องขูดหินปูนนี้มักใช้ขูดหินปูนที่อยู่เหนือเหงือก ส่วนหินปูนที่อยู่ลึกลงไปใต้เหงือก จะใช้เครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่าเข้าไปขูดหินปูนออกจากผิวรากฟันในส่วนที่ลึกลงไปใต้เหงือก และเมื่อขูดหินปูนเรียบร้อย ทันตแพทย์จะทำการขจัดคราบโดยการใช้ผงขัดฟันขัดซ้ำที่ผิวฟันทั้งปาก ในบางกรณีที่ผงขัดไม่สามารถขจัดคราบได้หมด เช่นคราบที่เหนียวมาก หรือมีสีเข้มจัด เช่น คราบชา กาแฟ ไวน์แดง บุหรี่ เป็นต้น คราบเหล่านี้ต้องใช้ระบบ Airflow ช่วยขจัดออก จะทำให้ผิวฟันสะอาดใส วาว เนียนเรียบได้เร็วยิ่งขึ้น

Airflow คืออะไร
         
Airflow เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แรงดันน้ำและผงเคมีสำหรับขัดในการทำความสะอาดคราบออกจากผิวฟัน โดยใช้หลักของการพ่นละอองที่มีส่วนผสมของอากาศ น้ำ และผงขัดทำความสะอาดชนิดพิเศษ (Phophylaxis Powder) ช่วยขจัดคราบฟันคราบฝังแน่นและคราบพื้นผิวออกจากหลุมร่องฟันและช่องว่างระหว่างฟัน ในจุดที่ที่ทำความสะอาดได้ยาก เพื่อการทำความสะอาดฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผิวฟันเรียบเนียนไม่ทำให้เกิดการสึกกร่อน

ประโยชน์ของ Airflow
         
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ระบบ Airflow เข้ามาใช้รักษา ขูดหินปูนในจุดที่เครื่องขูดหินปูนธรรมดาทำไม่ได้ แต่ประโยชน์ของระบบนี้ยังมีนอกเหนือจากนี้ ได้แก่
            1. ช่วยให้การทำความสะอาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
         
พลังของเครื่อง Airflow จะช่วยควบคุมแรงดันของน้ำและผงเคมีที่ใช้สำหรับขัด แต่ไม่เพียงแค่ขัดพื้นผิวฟันทั้งหมด แต่ยังช่วยกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่ตัวทำให้ฟันเปลี่ยนสีและสกปรกออกด้วย รวมถึงสามารถขูดลึกเข้าไปในร่องลึกปริทันต์ได้ลึกถึง 5 มม. มีประสิทธิภาพมากกว่าการขูดหินปูนแบบธรรมดา การปล่อยคราบทิ้งไว้เป็นอันตรายอาจทำให้เกิดโรคปริทันต์อักเสบและเนื้อเยื่อรอบรากเทียมอักเสบได้ ยิ่งไปกว่านั้นมีความปลอดภัยกับรากฟันเทียมวีเนียร์สำหรับครอบฟันและสะพานฟัน
            2. เพิ่มความสะดวกสบายให้คนไข้
         
ใครก็ตามที่เคยใช้เครื่องมือขูดที่ขูดเข้าไปในเหงือกหรือใช้แผ่นขัดลงบนเคลือบฟัน จะสนใจการใช้ระบบ  Airflow ซึ่งเป็นวิธีการทำความสะอาดที่ไม่เจ็บปวดและยังรวดเร็ว แม้กระทั่งร่องลึกปริทันต์และพื้นที่ใกล้เคียงก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายโดยไม่ทำให้เกิดความไม่สบายปากและเครื่องมือเทคนิคนี้จะไม่สร้างความร้อนหรือการสั่นสะเทือนใด ๆ ผงขัดปลอดสารพิษ มีรสชาติหลากหลายที่ดีกว่าผงขัดด้วยเครื่องขูดหินปูนธรรมดา
            3. ลดอาการเสียวฟัน
         
การขัดฟันแบบ Airflow เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟัน สิ่งนี้ไม่เพียงเกิดจากการขาดการสัมผัสโดยตรง ไม่มีความร้อนและการสั่นสะเทือน แต่เนื่องจากอนุภาคขนาดเล็กของผงขัดสามารถเติมเต็มท่อเนื้อฟันที่สัมผัสและลดความไวที่จะทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้ การขัดผิวด้วยระบบ Airflow สามารถกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคืนแร่ธาตุใหม่ของฟันที่เสียหายได้ กล่าวคือเป็นการทำให้ฟลูออไรด์กระจายเข้าสู่ผิวเคลือบฟัน
            4. ทำความสะอาดได้เร็วขึ้น
         
จากการศึกษาพบว่า Airflow สามารถขจัดคราบที่ฝังแน่นและคราบจุลินทรีย์ได้เร็วกว่าวิธีการทั่วไปถึงสามเท่า ซึ่งหมายความว่าคนไข้จะมีเวลาอยู่บนเก้าอี้น้อยลงและมีการหยุดชะงักที่น้อยลงด้วย รวมถึง ยังทำความสะอาดฟันที่ทำให้เกิดความเสียหายสึกกร่อนน้อยกว่า


            หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ขูดหินปูนมานานแล้ว หรืออาจจะเริ่มสังเกตเห็นคราบบนผิวฟัน ที่สีแตกต่างออกไปจากสีของฟัน นี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่คุณควรจะไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันแล้วก็ได้ค่ะ และอย่าลืมศึกษาหรือจะทดลองการขจัดคราบบนผิวฟันด้วย Airflow กันนะคะ แล้วคุณจะลืมการขูดหินปูนแบบเก่า ๆ ไปเลย

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำ Air Flow

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829

Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental

ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

www.bpdcdental.com

#BPDC #ตรวจสุขภาพฟัน #ขูดหินปูน # AirFlow #เคลือบฟลูออไรด์

เปรียบเทียบการฟอกสีฟัน แบบไหนเหมาะสมกับเราที่สุด

เปรียบเทียบการฟอกสีฟัน แบบไหนเหมาะสมกับเราที่สุด

ยิ่งเราโตขึ้น ฟันของเราก็ผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน นั่นส่งผลให้สีของฟันเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในคนที่ดื่มชาหรือกาแฟบ่อย ๆ ก็จะสังเกตเห็นได้ว่าสีฟันจากขาวค่อย ๆ คล้ำและเหลืองไปตามอาหารที่เราบริโภคเข้าไป แต่ในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่เข้ามาตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการกลับมามีรอยยิ้มที่ขาวสว่างใสเหมือนเดิม นั่นคือ “การฟอกสีฟัน” ที่จะสามารถเนรมิตสีฟันของคุณให้ขาวสวยดังตั้งใจ แต่จะว่าไปแล้วนั้นการฟอกฟันก็มีมากมายหลายรูปแบบ เราจะมาเปรียบเทียบการสีฟันกันค่ะ ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับเราที่สุด

การฟอกสีฟันคืออะไร?
         
การฟอกสีฟัน เป็นกระบวนการเพิ่มความขาวของฟันโดยใช้น้ำยาฟอกสีฟันและกระตุ้นการแตกตัวของน้ำยาฟอกสีฟันด้วยระบบแสง cool light  ทำให้โมเลกุลของออกซิเจนแทรกซึมผ่านผิวเคลือบฟัน แล้วเข้าไปปรับผลึกเม็ดสีในชั้นเนื้อฟันและขจัดเม็ดสีในเน ทำให้ฟันขาวขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสีนั้นมีด้วยกัน 2 สาเหตุใหญ่ ๆ คือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ บุหรี่ อาหารและเครื่องดื่ม ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ การสะสมของสารเคมีสีในเนื้อฟันในช่วงที่สร้างฟันหรือเกิดภาวะฟันตาย

ประเภทของการฟอกสีฟัน
         
การฟอกสีฟันมีหลายวิธี ซึ่งทุกวิธีจะต้องใช้สารเคมีประเภทไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือคาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำ (ประมาณ 10-20%) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยเราจะแบ่งการฟอกสีฟันตามสถานที่ของผู้ฟอกสีฟันหรือสารเคมีที่ใช้ ดังนี้
            1. In-office Power Bleaching จะทำในคลินิก โดยทันตแพทย์จะใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นสูง (ประมาณ 35%) การฟอกฟันชนิดนี้จะเห็นผลทันที แต่ผลจะอยู่ไม่ถาวร เฉลี่ยโดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 1 ปี (ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอาหารที่กินไป) ข้อดีคือมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากทุกขั้นตอนอยู่ในความดูแลของทันตแพทย์
            2. At-home Bleaching สามารถทำได้เองที่บ้าน ด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำ (ประมาณ 10%) โดยวิธีนี่จะต้องไปพบทันตแพทย์เพื่อพิมพ์ปาก ทำถาดฟอกสีฟันเฉพาะบุคคล จากนั้นจะได้รับน้ำยาฟอกสีฟันพร้อมคำแนะนำในการใช้ โดยมากจะแนะนำให้ฟอกก่อนนอนและทิ้งไว้ทั้งคืน การฟอกฟันแบบนี้มีข้อดีตรงที่สะดวกสบาย ราคาถูกกว่า แต่ต้องอาศัยเวลานานกว่าข้อแรก รวมถึงต้องมีวินัยในการทำ เนื่องจากต้องทำซ้ำกันบ่อย ๆ จึงจะเห็นผลที่ดี

            3. In-office assisted Bleaching เป็นการฟอกสีฟันที่ทำระหว่างข้อ 1 และข้อ 2 โดยจะทำในกรณีที่ฟันมีสีเริ่มต้นที่เข้มมาก ซึ่งจะทำที่คลินิกก่อนแล้วจึงนำกลับไปทำที่บ้าน
            4. Over-the-counter Bleaching ใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำซึ่งออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีวางขายทั่วไป หาซื้อได้ตามร้านค้าและร้านขายยาชั้นนำ เช่น แถบฟอกสีฟัน ยาสีฟันช่วยให้ฟันขาว น้ำยาบ้วนปากฟอกฟันขาว ข้อดีคือสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง
            5. Walking Bleaching เป็นการฟอกสีฟันในฟันที่เปลี่ยนสีเนื่องมาจากสาเหตุฟันตาย โดยใช้สารโซเดียมเปอร์บอเรต โดยมากจะมีการเปลี่ยนสีฟันเฉพาะซี่ ไม่ได้เปลี่ยนสีฟันทั้งปาก รวมถึงฟันที่ได้รับการรักษารากฟัน ฟันที่ได้รับความกระทบกระเทือนจะมีสีที่คล้ำขึ้นเนื่องจากมีเลือดคั่งของเลือดภายในท่อเนื้อฟันการฟอกสีฟันมีอันตรายหรือไม่?
         
การฟอกสีฟันไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด เพียงแต่อาจจะมีอาการข้างเคียงจากการทำนั่นคือ อาการเสียวฟัน และการระคายเคืองที่เนื้อเยื่ออ่อน แต่ก็จะกลับสู่ภาวะปกติได้เองเมื่อไม่ได้สัมผัสกับสารฟอกสีฟัน แต่ทั้งนี้ยังมีข้อจำกัดสำหรับบุคคลบางประเภทที่ไม่เหมาะที่จะฟอกสีฟัน ได้แก่ คนที่มีฟันผุ ควรรับการอุดหรือรักษารากฟันเสียก่อน เหงือกอักเสบ เหงือกร่น เนื่องจากสภาวะฟันดังกล่าวจะทำให้มีอาการเสียวฟันมากกว่าปกติ
            สำหรับใครที่กำลังสนใจที่จะฟอกสีฟัน ควรเลือกรูปแบบการฟอกสีฟันที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยทำการพิจารณาศึกษาด้วยตัวเองหรือไปพบทันตแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาให้ถูกต้องนะคะ

อยากยิ้มสวย มั่นใจ ฟันขาวสดใส ไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยเทคโนโลยีฟอกฟันขาว Zoom Whitening เพื่อให้ฟันของผู้เข้ารับบริการมีความสวยงามได้ตามต้องการ ทั้งขนาด รูปร่าง การเรียงตัว และสีของฟัน มีบริการฟอกสีฟัน ด้วยเครื่องฟอกสีฟัน zoom ให้ฟันคุณขาวถึงขีดสุด โดยเครื่องมือมีมีประสิทธิภาพมากที่สุด ณ ขณะนี้

ราคาสุดปัง 9500 บาท (ราคาปกติ 13900 บาท)

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมาย

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829

Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental

ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

www.bpdcdental.com

#BPDC #คลินิกทันตกรรม #ฟอกฟันขาว #ZoomWhitening #ฟอกสีฟันซูม

ความแตกต่างของทันตกรรมทั่วไปกับทันตกรรมเด็ก

มารู้จักความแตกต่างของทันตกรรมทั่วไปกับทันตกรรมเด็ก

เชื่อแน่ว่าทุกคนจะต้องเคยเข้ารับการทำฟัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเคยไปตรวจฟัน รักษาฟันในกรณีต่าง ๆ กันมาบ้าง แล้วเคยสังเกตกันไหมคะว่า ในงานทันตกรรมจะมีการแยกระหว่างทันตกรรมทั่วไปและทันตกรรมเด็ก ถึงตรงนี้หลายคนคงเกิดคำถามอยู่ในใจ ว่าแล้วเด็กใช้การรักษาแบบเดียวกับผู้ใหญ่หรือไม่ ทำไมถึงต้องแยกการรักษาของเด็กจัดออกมาเป็นหมวดหมู่เฉพาะทาง งั้นเราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ กับความแตกต่างของทันตกรรมทั่วไปกับทันตกรรมเด็ก

ทันตกรรมและทันตกรรมทั่วไปเหมือนกันไหม?
         
ทันตกรรม หมายถึง การทำฟัน ซึ่งก็คือการรักษาภาวะหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับฟันและเหงือก รวมไปถึงการซ่อมแซมความเสียหายของฟัน
            ทันตกรรมทั่วไป (General practitioner) คือ การตรวจสภาพช่องปากและฟัน การทำความสะอาดและการรักษาสภาพเหงือกและฟัน เพื่อให้มีสุขอนามัยที่ดีและมีอายุการใช้งานได้นาน ประกอบไปด้วย การตรวจวินิจฉัยโรคทางทันตกรรม การขูดหินปูน รักษารากฟัน และขัดฟัน รวมถึงการอุดฟันและถอนฟัน ซึ่งทันตกรรมทั่วไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทันตกรรมนั่นเองค่ะ

ทำไมต้องมีทันตกรรมสำหรับเด็ก?
         
อย่างที่ได้เกริ่นไปในตอนต้นแล้วว่า ในงานทันตกรรมนั้น ทันตกรรมเด็กถูกจัดเป็นงาน
ทันตกรรมเฉพาะทาง  ทันตกรรมสำหรับเด็ก (Pedodotics) คือ การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กตั้งแต่ขวบแรกหรือไม่เกิน 6 เดือนหลังจากที่เห็นฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นจนถึง 12 ปี ทั้งการรักษาและป้องกันโรคในช่องปาก
            เหตุผลที่จำเป็นต้องมีทันตกรรมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะเด็กยังมีระบบฟันที่ยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงแตกต่างจากผู้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งยังมีโอกาสฟันผุมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากนิสัยการกินของเด็กโดยทั่วไปมีความเสี่ยงมากกว่า ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนยังมีอุปนิสัยที่แตกต่างไปเฉพาะบุคคลอีกด้วย การป้องกันโรคในช่องปากตั้งแต่ระยะต้น ๆนั้ นเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยมากทันตแพทย์จะเน้นไปที่การป้องกันฟันผุ ผ่านการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับอาการฟันผุรายบุคคล ซึ่งจะให้คำแนะนำวิธีป้องกันที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละคน รวมไปถึงความสะอาดในช่องปากที่สามารถเริ่มได้จากที่บ้าน การใช้ฟลูออไรด์ การเคลือบหลุมร่องฟันเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเคี้ยวผิวฟัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นการรักษาเชิงป้องกันทั้งสิ้น นอกจากนิ้ เป้าหมายของทันตกรรมสำหรับเด็ก คือ การสร้างรอยยิ้มที่สดใสแข็งแรงให้อยู่กับเด็ก ๆ ให้ได้นาน ยิ่งเราใส่ใจสุขภาพฟันของเด็ก ๆ เร็วเท่าไหร่ พวกเขาก็จะมีรอยยิ้มที่สวยงามและแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น เด็ก ๆ จะสามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างถูกต้อง พูดออกเสียงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ฟันน้ำนมยังเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพฟันแท้ที่ดีด้วย โดยทั่วไปแล้วหากฟันน้ำนมนั้นแข็งแรง ฟันแท้ที่จะขึ้นต่อมาก็มีแนวโน้มจะแข็งแรงเช่นเดียวกัน ฉะนั้นแล้วการมีรอยยิ้มที่สวยงามตลอดชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หากได้รับการดูแลจากทันตแพทย์ตั้งแต่เด็กๆ
            ทันตกรรมสำหรับเด็ก จะประกอบไปด้วย 3 ด้านหลัก ๆ ได้แก่
            1. ทันตกรรมเชิงป้องกัน เช่น ตรวจฟันผุ รักษาด้วยฟลูออไรด์ เคลือบหลุมร่องฟัน
            2. ทันตกรรมฟื้นฟู (Restorative dental service) เช่น อุดฟัน ใส่ครอบฟัน
            3. การเติบโตและพัฒนาการของฟัน เช่น การกัดฟัน การสบฟัน ฟันซ้อน ฟันเก

ทำไมต้องไปหาหมอฟันเด็ก?
         
ทันตแพทย์สำหรับเด็กจะทำหัตถาการทางทันตกรรมที่เหมือนทันตแพทย์ทั่วไป ต่างกันตรงที่ทันตแพทย์สำหรับเด็กจะต้องเรียนเฉพาะทาง อบรมเพื่อให้พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ด้านพฤติกรรมของเด็กทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เด็กแต่ละคนจะสนองการเข้ารับการตรวจที่แตกต่างกัน ซึ่งเด็กที่ไม่คุ้นเคยกับการไปพบทันตแพทย์จะวิตกกังวลและหวาดกลัวเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้นทันตกแพทย์เด็กจะมีวิธีการในการจัดการกับสถานการณ์เช่นนั้นได้ดีกว่า และเหมาะสมกับวัยของเด็ก กล่าวโดยสรุป ทันตกรรมเด็กเป็นสาขาเฉพาะทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทันตกรรมนั่นเองค่ะ เราจึงควรเลือกทันตกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัยเพื่อให้ประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีที่สุด


ใกล้จะปิดเทอมแล้ว คลินิกทันตกรรม BPDC ขอมอบสิทธิพิเศษให้เด็กๆ เพียงจองออนไลน์ ทำนัดหมายกับเรา เพื่อเคลือบฟลูออไรด์ ราคาเดียว 490 บาท * (ราคาปกติ 890 บาท)

📌 ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2563  ลงทะเบียนล่วงหน้า 3 วันทำการ

เพราะเด็กๆ ก็มีหัวใจ อยากยิ้มสวยไร้ฟันผุ ฟันผุป้องกันได้

“เพียงพบทันตแพทย์ ทุกๆ 6 เดือน”

ติดต่อคลินิกทันตกรรม BPDC

หากต้องการนัดหมายเพื่อปรึกษากับทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829

Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental

ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

www.bpdcdental.com

#BPDC #คลินิกทันตกรรม #ทันตกรรมเด็ก #เคลือบฟลูออไรด์


ทำความรู้จัก-“รากฟันเทียม”-มีประเภท

ทำความรู้จัก “รากฟันเทียม” มีประเภทไหนบ้างมาดูกัน!

เคยสงสัยกันไหมคะว่า หากเราฟันหาย ฟันหลุด ฟันร่วง ฟันไม่ครบซี่ สิ่งที่เราทำได้มีเพียงแค่การใส่ฟันปลอมจริงหรือ? หลายๆท่าน คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากใครมีปัญหาฟันหลอ ฟันไม่ครบ สิ่งที่จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้นั้น ก็คงจะเป็นการใส่ฟันปลอมหรือไม่ก็เป็นการครอบฟัน ใช่มั้ยล่ะคะ แต่อีกหนึ่งบริการทันตกรรมที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบนั่นก็คือ การทำรากฟันเทียมค่ะ ฉะนั้นวันนี้เราจึงจะมาทำความรู้จักกับรากฟันเทียมกันค่ะว่าคืออะไรและมีกี่ประเภทกันบ้าง

การทำรากฟันเทียม เป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางด้านทันตกรรม ที่ช่วยแก้ไขปัญหา ฟันหลอ ฟันน้อย ฟันไม่ครบ โดยวัสดุรากฟันเทียมที่ใช้จะผลิตจากไทเทเนียม ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งกระบวนการทำรากฟันเทียมนั้นก็จะประกอบด้วย 3 กระบวนการหลักๆคือ

  1. ทำการผ่าตัดเพื่อฝังตัวรากฟันเทียม โดยจะฝังลงไปในกระดูกและเย็บแผล หลังจากนั้นจึงรอให้ตัวรากฟันเทียมนั้นยึดติดเข้ากับกระดูกขากรรไกรโดยสมบูรณ์
  2. ทำการใส่แกนฟันจำลอง เพื่อรอรองรับตัวครอบฟันจริง และ
  3. ทำการใส่แกนฟันและตัวครอบฟันจริง

หลังจากที่เราได้ทราบกันไปแล้วว่า รากฟันเทียมคืออะไร ต่อจากนี้เพื่อให้เรารู้จักและเข้าใจการทำรากฟันเทียมได้ดีมากยิ่งขึ้น เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า รากฟันเทียมมีกี่ประเภทและมีประเภทอะไรกันบ้าง

การรักษารากฟันเทียมสามารถแบ่งได้คร่าวๆเป็น 3 ประเภท ดังนี้ค่ะ

  1. การฝังรากฟันเทียมแบบปกติ คือ การฝังที่ทำแค่เพียงไม่กี่ซี่ กล่าวง่ายๆก็คือ ไม่ทำทั้งปาก ขาดตรงไหน หลอตรงไหน ก็เติมตรงนั้น โดยไม่ต้องทำการกรอหรือปรับแต่งฟัน ซี่ที่อยู่ข้างเคียงแต่อย่างใด ซึ่งราคาของการทำรากฟันเทียมนั้นจะขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของวัสดุ ราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 70,000 บาท / ซี่
  2. การฝังรากฟันเทียมแบบทำทั้งปาก คือ การฝังรากฟันเทียมที่ครอบด้วยสะพานฟันปลอมที่ติดแน่นแบบทั้งปาก ซึ่งราคาจะแตกต่างกันไปตามจำนวนของรากฟันเทียมที่รองรับตัวสะพานฟันปลอม โดยทั่วไปจำนวนของรากฟันเทียมที่รองรับจะเริ่มต้นตั้งแต่ 4 ตัว ถึง 6 ตัวค่ะ และราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 290,000 – 400,000 บาท
  3. การฝังรากฟันเทียมเล็กแบบถอดฟันปลอมออกได้ (ทั้งปาก) คือ การฝังรากฟันเทียม แล้วครอบด้วยฟันปลอมที่สามารถถอดออกได้ทั้งปากค่ะ โดยจำนวนรากฟันเทียมที่รองรับนั้นก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ 4 ตัว ถึง 6 ตัว และราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 200,000 บาทค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะ? ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับการทำรากฟันเทียมกันไปแล้วอาจเห็นได้ว่าการทำรากฟันเทียมนั้นมีราคาที่สูงมากกว่าการทำฟันปลอมในรูปแบบอื่นๆ แต่ราคาที่สูงก็มาพร้อมกับข้อดีมากมายที่การทำฟันปลอมในรูปแบบอื่นๆไม่สามารถทำให้ท่านได้ค่ะ ดังนั้นถ้าหากท่านใดสนใจการทำรากฟันเทียม ก็สามารถปรึกษาขอรับคำแนะนำต่างๆจากแพทย์ทันตกรรมผู้เชี่ยวชาญได้เลยนะคะ ผู้เขียนหวังว่าในบทความนี้จะให้ความรู้แก่ทุกท่านไม่มากก็น้อย แล้วกลับมาพบกันใหม่ในบทความหน้า สำหรับบทความนี้สวัสดีค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำรากฟันเทียม

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#รากฟันเทียม #คลินิกทันตกรรม #BPDC

วีเนียร์ (veneer) คืออะไร

วีเนียร์ (veneer) คืออะไร

วีเนียร์ หรือที่เราเรียกๆกันว่า การแปะฟันขาว
คือ ทันตกรรมสวยงามประเภทหนึ่ง
วีเนียร์ คือ วัสดุบางๆ สีเหมือนฟัน ที่นำมาติดที่ฟันเพื่อเพิ่มความสวยงาม อีกทั้งช่วยปกป้องฟันของคุณจากความเสียหายได้ด้วย

การเคลือบผิวฟัน (วีเนียร์) เหมาะสำหรับท่านที่มีปัญหาฟันแบบใดบ้าง

✅ฟันสีเข้ม เหลือง ไม่ขาว แต่ต้องการทำให้ฟันขาว สวย ธรรมชาติ สามารถเลือกวิธีการเคลือบฟันวีเนียร์ เพื่อทำให้ฟันดูขาวและเป็นธรรมชาติได้

✅ขนาดฟันใหญ่หรือ เล็กเกินไป หรือฟันที่มีขนาดใหญ่หรือยาวเกินไป โดยวีเนียร์สามารถแก้ให้ขนาดของฟันมีขนาดที่เหมาะสมและเป็นดูธรรมชาติเข้ากับรูปหน้า

✅แนวระนาบหรือแกนฟันเอียง สำหรับคนไข้บางคนมีปัญหาแนวแกนฟันดูเหยินหรือเอียงเล็กน้อย หรือหลุบเข้าไปข้างใน

✅ฟันห่าง วีเนียร์สามารถใช้ปิดช่องว่างระหว่างซี่ฟันได้พร้อมทั้งยังช่วยปรับทั้งขนาดและแก้ไขในเรื่องของความสวยงามของซี้ฟันไปพร้อมๆกัน

💋ข้อดีของการทำวีเนียร์

วีเนียร์จะมีความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมาก ในแง่ของความใสจนแสงผ่านได้ดีกว่าการอุด นอกจากจะให้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจในแง่ของความงามแล้ว วีเนียร์ยังช่วยปกป้องผิวหน้าของฟันไม่ให้ผุกร่อน เสียหายได้ง่าย และไม่จำเป็นต้องกรอลดขนาดผิวฟันมากเท่าการทำครอบฟัน (crown) บางครั้งวีเนียร์ก็เป็นทางเลือกหากไม่ต้องการทำครอบฟันได้

วัสดุที่ใช้ทำวีเนียร์

วัสดุสองประเภทที่นำมาทำวีเนียร์ คือ
1. คอมโพสิต เรซิน เป็นวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน ชนิดเดียวกับวัสดุอุดฟันทั่วไป (composite resin)
2. พอร์ซเลน (porcelain)
วีเนียร์แบบที่ทำจากเรซินจะบางกว่า ซึ่งหมายความว่าการกรอผิวฟันออกในขั้นเตรียมก็น้อยกว่าด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พอร์ซเลนวีเนียร์ จะสามารถป้องกันคราบสีได้ดีกว่า และแลดูเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบคอมโพสิต เรซิน วีเนียร์ที่ทำจากพอร์ซเลนต้องขึ้นชิ้นงานในห้องแล็บด้วยฝีมือของช่างทันตกรรมเท่านั้น ในขณะที่วีเนียร์ที่ทำจากคอมโพสิตนั้นไม่จำเป็น สามารถทำได้ที่คลีนิคเลย พอร์ซเลนวีเนียร์จะอยู่ได้นานกว่าแต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการทำที่สูงกว่าด้วย

วีเนียร์อยู่ได้นานเท่าไหร่⏰⏰

วีเนียร์ใช่ว่าจะอยู่ได้อย่างถาวรตลอดไป อาจจะต้องทำใหม่ในอนาคต อย่างไรก็ตามการทำวีเนียร์ในแต่ละคราวนั้นสามารถอยู่ได้นานประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับความดูแลเอาใจใส่ของคุณเอง

ถามว่าวีเนียร์ต้องการการดูแลเป็นพิเศษหรือไม่🧐

ตอบว่าวีเนียร์นั้นไม่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ🙅🏻‍♂️ นอกจากการดูแลรักษาสุขภาพในช่องปาก เช่น การแปรงฟัน ขัดฟัน ขูดหินปูนให้เป็นปกติ

การรักษาจะประกอบด้วย 4ขั้นตอน คือ

1. ตรวจ ปรึกษา ถ่ายรูป พิมพ์ปาก
2. วิเคราะห์ และทำแบบจำลอง (mock up)
3. เตรียมผิวฟัน พิมพ์ปากส่งทำชิ้นเซรามิคขั้นตอนนี้จะมีการฉีดยาชาเฉพาะที่
4. ลองชิ้นงานจริงในฟัน ถ้าชิ้นงานสมบูรณ์และเป็นที่พึ่งพอใจก็จะยึดติดถาวรกับฟันธรรมชาติ

ซึ่งเมื่อทำเสร็จ สามารถทำความสะอาด และใช้ไหมขัดฟันได้ตามปกติ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำวีเนียร์

โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#คลินิกทันตกรรม #BPDC