แก้ปัญหากรามค้างอย่างไร

แก้ปัญหากรามค้างอย่างไรให้ถูกต้อง ถูกวิธี

แก้ปัญหากรามค้างอย่างไรให้ถูกต้อง ถูกวิธี

เคยประสบปัญหาเช่นนี้กันบ้างไหมคะ? รับประทานอาหารอยู่ดีๆ กำลังอ้าปากหาวเพราะกำลังง่วงนอนเต็มที่ หรือกำลังสนทนาพุดคุยกับเพื่อนอย่างเมามัน แล้วอยู่ๆปากที่เคยใช้งานได้ดี ไม่สามารถหุบลงมาได้..ถ้าคุณกำลังมีอาการในลักษณะนี้ เป็นไปได้ว่ากำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “กร้ามค้าง” ซึ่งอาการนี้เกิดจากความผิดปกติของขากรรไกร ทำให้มีการอ้าปากได้น้อยกว่าปกติ อ้าปากแล้วหุบลงไม่ได้หรือในบางรายอาจมีอาการปวดร่วมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าได้ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอาการกรามค้างนี้ด้วยกัน พร้อมวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้อาการนี้กระทบต่อการดำเนินชีวิตมากจนเกินไป

อาการกรามค้างคืออะไร

อาการ “กรามค้าง” ในทางการแพทย์เรียกลักษณะอาการเช่นนี้ว่า “ขากรรไกรค้าง” หรือ “อ้าปากค้าง” ซึ่งเกิดจากภาวะข้อต่อขากรรไกรทำงานผิดปกติ โดยสามารถทำให้เกิดอาการต่างๆดังต่อไปนี้

  • มีอาการปวดบริเวณขากรรไกรด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองข้าง รวมถึงปวดบริเวณรอบๆหูหรือใบหน้า
  • มีอาการเจ็บบริเวณขากรรไกรในขณะที่กำลังเคี้ยวอาหาร ทำให้เคี้ยวอาหารได้ลำบาก
  • มีเสียงดังบริเวณขากรรไกรเมื่ออ้าปากหรือเคี้ยวอาหาร
  • อ้าปากแล้วหุบลงไม่ได้หรืออ้าปากได้น้อยกว่าปกติ

สาเหตุของอาการกร้ามค้าง

ในปกติทั่วไป ขากรรไกรจะเคลื่อนที่แบบบานพับร่วมกับแบบเลื่อน โดยจะมีกระดูกอ่อนห่อหุ้มกระดูกในส่วนที่สัมผัสกันและมีหมอนรองกระดูกมารองรับแรงกระแทก ทำงานประสานกัน ทำให้ข้อต่อขากรรไกรสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างลื่นไหล แต่กรณีที่เกิดอาการกรามค้าง อาจมีสาเหตุมาจาก

  • หมอนรองกระดูกเกิดการสึกกร่อนหรือเคลื่อนออกนอกตำแหน่งเดิม
  • กระดูกอ่อนที่หุ้มข้อต่อได้รับความเสียหายจากโรคข้ออักเสบ
  • ข้อต่อเสียหายจากการกระแทกอย่างรุนแรง
  • การสบฟันที่ผิดปกติ (Malocclusion) หรือเป็นปัญหาเกี่ยวกับการบดเคี้ยว เช่น การสูญเสียฟันกราม เป็นต้น
  • เกิดจากการกัดหรือเค้นฟันอย่างรุนแรงเป็นเวลานาน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการกรามค้าง

มีปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้เกิดอาการกรามค้างได้หลายประการ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตรวมถึงโรคบางชนิดที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการกรามค้างได้ด้วย ดังนี้

  • โรคข้ออักเสบชนิดต่าง ๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น
  • ขากรรไกรบาดเจ็บจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง
  • พฤติกรรมการเคี้ยวอาหารข้างเดียว ส่งผลให้กล้ามเนื้อและข้อต่อขากรรไกรทำงานไม่สมดุลกัน
  • การรับประทานอาหารที่แข็งและมีความเหนียวอยู่บ่อยๆ
  • ความเครียด ที่ส่งผลให้หลายคนนอนกัดฟันอยู่เป็นประจำ
  • โรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue disease) บางชนิดที่อาจส่งผลต่อข้อต่อขากรรไกร

การรักษาอาการกรามค้าง

อาการกรามค้างเกิดขึ้นได้ในระดับที่เป็นปกติธรรมดา ซึ่งสามารถหายไปเองได้โดยไม่ต้องรักษา หรือในบางกรณีอาจจะมีความรุนแรงมากขึ้น ในส่วนนี้อาจจะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาในลำดับต่อไป แต่ในเบื้องต้น สามารถใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ดังต่อไปนี้

  • ยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ ประเภท ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (naproxen) เป็นต้น
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle relaxants) เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด และลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ยาคลายกังวล (Tricyclic antidepressant) เช่น อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) เพื่อบรรเทาอาการปวด อาการนอนไม่หลับ พร้อมทั้งช่วยควบคุมอาการนอนกัดฟันได้ด้วย

แต่เมื่ออาการกรามค้างในผู้ป่วยบางรายมีความรุนแรงมากขึ้น แพทย์อาจจะต้องพิจารณาใช้การรักษาแบบผ่าตัดร่วมด้วย เช่น

  • การเจาะข้อต่อขากรรไกร (Arthrocentesis) โดยการใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปในข้อต่อขากรรไกร เพื่อช่วยระบายสิ่งสกปรกและของเหลวภายในข้อต่อให้ออกไป
  • การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) เข้าไปในข้อต่อเพื่อช่วยลดการอักเสบ และฉีดโบทูลินัมท็อกซินชนิดเอ (Botulinum toxin type A) เข้าไปในกล้ามเนื้อบดเคี้ยวเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด
  • การผ่าตัดข้อต่อขากรรไกรแบบส่องกล้อง โดยการสอดกล้องขนาดเล็กและอุปกรณ์ผ่าตัดเข้าไปเพื่อกำจัดเนื้อเยื่อในส่วนที่อักเสบและปรับข้อต่อให้กลับมาในสภาพที่ปกติ
  • การผ่าตัดเปิดข้อต่อขากรรไกร เพื่อทำการรักษาหรือเปลี่ยนข้อต่อขากรรไกรที่ผิดปกติหรือเสียหายอย่างรุนแรงให้กลับมาทำงานได้เช่นเคย

การดูแลตนเองเพื่อลดปัญหากรามค้าง

ส่วนสำคัญที่มีส่วนช่วยได้เป็นอย่างมากในการจัดการกับปัญหากรามค้างคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานของระบบภายในช่องปาก พร้อมทั้งการบริหารบริเวณขากรรไกรร่วมด้วย ดังต่อไปนี้

  • เมื่อมีอาการปวดบริเวณขากรรไกร ควรลดปริมาณการใช้งานในบริเวณนั้น เช่น เลี่ยงการพูดมากจนเกินไป หรือการร้องเพลง เป็นต้น
  • ให้รับประทานอาหารประเภทที่อ่อน นิ่ม หลีกเลี่ยงอาหารที่แข็งหรือเหนียว
  • เลี่ยงการอ้าปากกว้าง เมื่อรับประทานอาหารแนะนำว่าให้ตักคำเล็กๆพอดีคำ
  • หมั่นบริหารขากรรไกรเพื่อคลายกล้ามเนื้อบดเคี้ยวและใบหน้า วิธีการคือให้แตะปลายลิ้นไว้ที่บริเวณเหงือกหลังฟันหน้าบน จากนั้นให้อ้าปากกว้างที่สุด ค้างไว้ประมาณ 5- 6 วินาที ทำซ้ำ 6 ครั้ง วันละ 6 รอบ
  • หากผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม ก่อนเริ่มรักษา ควรมีการแจ้งประวัติกรามค้างทันตแพทย์ทราบทุกครั้ง

อาการ “กรามค้าง” สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย เนื่องจากความผิดปกติจากการใช้งานบริเวณขากรรไกร ซึ่งสามารถรักษาได้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อป้องกันอาการดังกล่าว ให้เราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการตักอาหารแต่พอดีคำ การเลี่ยงอาหารที่แข็งหรือเหนียวเพราะนั่นจะทำให้ระบบขากรรไกรทำงานหนักขึ้น และอย่าลืมหมั่นบริหารขากรรไกรของเราอยู่เสมอด้วยนะคะ

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

ฟันล้ม แก้ไขอย่างไร

ฟันล้ม แก้ไขอย่างไร

ฟันล้ม..แก้ไขอย่างไรให้ฟันกลับมาเรียงสวยเหมือนเดิม

“ฟันล้ม” อีกหนึ่งปัญหาในช่องปากที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายคนอยู่ไม่น้อย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่จัดฟันเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป ซึ่งภาวะฟันล้มนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยเสี่ยง และสามารถนำไปสู่การขึ้นของฟันที่ผิดปกติจนทำให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังตามมาในอนาคตได้ ฟันล้มมีที่มาจากอะไร แล้วมีวิธีไหนที่จะทำให้ฟันกลับมาเรียงสวยได้บ้าง เราจะมาทำความเข้าใจและรับมือกับภาวะดังกล่าวนี้ด้วยกัน

ลักษณะของฟันล้ม

ก่อนอื่นให้เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า โดยปกติฟันของคนเราจะมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ในกรณีของการเกิดฟันล้มนั้น เป็นลักษณะของการที่ฟันเคลื่อนที่หรือเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งเพื่อหาความสมดุลหรือเพื่อยึดเกาะฟันซี่ที่อยู่ใกล้เคียงตามกลไกธรรมชาติ หรือที่เรารู้กันดีในชื่อของ “ฟันเก”นั่นเอง ส่วนใหญ่มักเป็นฟันซี่ที่อยู่ใกล้ๆฟันที่ถูกถอนไปจนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟัน และอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาได้ เช่น ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารตามแนวแกนของฟัน มีปัญหาเกี่ยวกับการสบฟัน หรืออาจถึงขั้นลุกลามจนกลายเป็นโรคเหงือกอักเสบตามมาได้

สาเหตุของการเกิดฟันล้ม

“ฟันล้ม” “ฟันเก” หรือ “ฟันเอียง” สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  1. มีการถอนฟันแท้ออก แล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอม ทำให้ฟันที่มีอยู่เอียงหรือล้ม
  2. ในกรณีที่มีการจัดฟัน หลังจากที่ถอดเครื่องมือจัดฟันออก แล้วไม่ได้ใส่รีเทนเนอร์หรือเครื่องมือกันฟันล้ม
  3. มีความผิดปกติของขากรรไกรหรือสุขภาพฟันตั้งแต่กำเนิด รวมถึงการสบฟันที่ผิดปกติ
  4. เหงือกร่น หรือกระดูกรองรับรากฟันละลายตัว
  5. อายุที่เพิ่มมากขึ้น
  6. เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่เอื้อให้เกิดฟันล้ม เช่น การนอนกัดฟัน การใช้ลิ้นดันฟัน เป็นต้น

ผลเสียจากการปล่อยให้ฟันล้ม

ฟันล้ม ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพปากและฟันดังต่อไปนี้

  • ทำให้มีเศษอาหารติดบริเวณช่องว่างระหว่างฟันได้ง่ายขึ้น
  • นำไปสู่การเกิดฟันผุและโรคปริทันต์
  • ทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร
  • กรณีที่ฟันล้มมาก ทำให้ไม่สามารถใส่ฟันปลอมได้
  • ขาดความมั่นใจในการพูดหรือการยิ้ม
วิธีรักษาฟันล้ม

ในการรักษาฟันล้ม ฟันเอียง ควรรีบมารักษาทันทีที่มีอาการ เพราะหากปล่อยเอาไว้นาน อาจจะบานปลายและรักษาได้ยาก  ซึ่งวิธีการรักษาที่เป็นที่นิยม มีดังต่อไปนี้

  1. ใส่รีเทนเนอร์
    การใส่รีเทนเนอร์หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “เครื่องมือคงสภาพฟัน” หรือ “เครื่องมือกันฟันล้ม”  เป็นการช่วยไม่ให้ฟันล้มมากไปกว่าเดิม แต่มีข้อจำกัดคือจำเป็นต้องใส่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ฟันกลับมาล้มในตำแหน่งเดิมอีก
  2. ใส่ฟันปลอม
    การใส่ฟันปลอมทดแทน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการปิดช่องว่างระหว่างฟันเพื่อป้องกันการเคลื่อนที่และการล้มเอียงของฟัน ซึ่งฟันปลอม มีทั้งแบบถาวรและแบบชั่วคราว สามารถเลือกได้ตามความสะดวก ความเหมาะสมและง่ายต่อการใช้งาน โดยฟันปลอมทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายคือการทำรากฟันเทียมเพื่อการรักษาในระยะยาว
  3. การจัดฟัน
    การจัดฟันเป็นการใช้เหล็กหรือลวดดึงฟันให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม เป็นวิธีการรักษาที่สามารถแก้ไขปัญหาฟันล้ม ฟันเอียง ฟันเคลื่อนหรือฟันเก ได้ดีเช่นกัน โดยปัจจุบันได้มีการจัดฟันในหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น การจัดฟันแบบโลหะ การจัดฟันเซรามิก การจัดฟันแบบดามอน หรือการจัดฟันแบบใส(invisalign) เป็นต้น

วิธีป้องกันฟันล้ม

สำหรับใครที่อยากมีฟันเรียงสวย ไม่ล้ม ไม่เก ไม่เอียง และถ้าหากไม่อยากเสียเวลาและเสียเงินในการรักษาสามารถป้องกันได้ ดังต่อไปนี้

  • หมั่นทำความสะอาดช่องปากอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งหรือทุกครั้งหลังอาหาร เพราะการดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นการป้องกันปัญหาในช่องปากเบื้องต้น เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดฟันผุและนำมาซึ่งปัญหาฟันล้มเอียงตามมา โดยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดฟันอย่างอื่นควบคู่ด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็น ไหมขัดฟัน หรือน้ำยาบ้วนปาก
  • ใส่รีเทนเนอร์เป็นประจำและต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนที่จัดฟัน เพราะหลังจากที่ถอดเครื่องมือจัดฟันออกแล้ว นั่นหมายถึงฟันของเรามีความเสี่ยงที่จะล้มได้ ดังนั้นจำเป็นต้องใส่เครื่องมือกันฟันล้มเพื่อจะได้ไม่ต้องรักษาใหม่หลายรอบ
  • หมั่นตรวจสุขภาพฟันทุกๆ 6 เดือน เพื่อจะได้ทราบถึงความปกติหรือปัญหาที่เกิดกับฟัน และจะได้รักษาอย่างทันท่วงที

“ฟันล้ม” สามารถป้องกันได้แต่เนิ่นๆ โดยการกลับไปสู่การดูแลสุขภาพปากและฟันแบบเบื้องต้น หมั่นตรวจสอบถึงความผิดปกติในช่องปากอยู่เสมอและเมื่อพบปัญหาอย่าลังเลที่จะเข้าพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม #ฟันล้ม

อาการเสียวฟัน

ปัญหา “เสียวฟัน” ปัญหารบกวน…ที่มาพร้อมกับสัญญาณของสุขภาพฟันไม่ดี

เคยไหมที่เวลาเราเคี้ยวอะไรสักอย่าง…ถึงมีอาการคล้ายๆ เสียวๆ ตรงฟันกรามออกมาชัดเจน ยิ่งทานอาหารที่เป็นของเย็นๆ ยิ่งรู้สึกเสียวฟันจี๊ดๆ ออกมาชัดเจน อาการเหล่านี้เรียกว่า “อาการเสียวฟัน” ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Sensitive Teeth” ซึ่งมันเป็นปัญหาที่รบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก มันสื่อถึงปัญหาช่องปากโดยมีสัญญาณจากปัญหาเสียวฟัน มักจะเกิดจากเหงือกหรือฟันที่บอบบาง มักเป็นผลของเสียวฟันรบกวน มาจากการเคลือบฟันที่สึกหรอหรือรากฟันที่หลุดออกมา อย่างไรก็ตาม บางครั้งความรู้สึกไม่สบายฟันเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น โพรงฟัน ฟันแตกหรือบิ่น การอุดฟันที่สึกกร่อน โรคเหงือก หรือเป็นสัญญาณการเกิดปริทันต์อีกด้วย ซึ่งอาการเสียวฟันเกิดได้ทุกเพศทุกวัย

“อาการเสียวฟัน” เป็นสิ่งที่ฟังดูเหมือนความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไม่สบายในฟันของเรา ที่อาการเจ็บแปลบๆ จี๊ดๆ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าบางอย่าง เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง เคี้ยวลูกอมที่เหนียวหนึบ การรับประทานอาหารที่มีอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็น ซึ่งเสี่ยงต่ออาการเสียวฟันขณะกิน อาจเป็นปัญหาชั่วคราวหรือเรื้อรัง และอาจส่งผลต่อฟันหนึ่งซี่ ฟันหลายซี่ หรือฟันทั้งหมดในคนๆ เดียว อาจมีสาเหตุหลายประการ แต่กรณีส่วนใหญ่ของฟันที่บอบบางสามารถรักษาได้ง่ายด้วยการดูแลรักษาระบบสุขอนามัยในช่องปากเพื่อลดปัญหาเสียวฟัน

สาเหตุของอาการเสียวฟัน

บางครั้งภาวะอื่นๆ นอกจากอายุมากเนื่องจากสูงวัย การทานอาหารร้อนและเย็นอาจทำให้เสียวฟันได้ แต่ก็มีสาเหตุอื่นร่วมด้วย ที่ส่งผลต่ออาการเสียวฟัน ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุอื่นเข้ามา และไม่ได้มีเพียงจุดเดียว เช่น

  1. กรดไหลย้อน (GERD) อาจทำให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ซึ่งกรดในกระเพาะอาหารมีค่า pH ที่ 1.5 อยู่ในสภาพเป็นกรด และอาจสึกกร่อนเมื่อเวลาผ่านไป ภาวะที่ทำให้อาเจียนบ่อยๆ รวมทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวน อาจทำให้กรดสึกกร่อนเคลือบเคลือบฟันได้
  2. เหงือกร่นอาจทำให้ส่วนของฟันเปิดออกและไม่มีการป้องกัน และยังทำให้เกิดปัญหาเสียวฟัน
  3. ฟันผุ ฟันหัก ฟันบิ่น และการอุดฟันหรือครอบฟันที่สึกหรอ อาจทำให้เนื้อฟันเผยออก ทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้ หากเป็นกรณีนี้ คุณจะรู้สึกเสียวฟันเพียงซี่เดียวหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่งในปาก แทนที่จะเป็นฟันส่วนใหญ่ ในส่วนนี้อาจทำให้เสียวฟันขณะกิน
  4. ฟันบอบบางชั่วคราวหลังจากทำฟัน เช่น อุดฟัน ครอบฟัน หรือการฟอกสีฟัน ในกรณีนี้อาการเสียวฟันจะจำกัดอยู่ที่ฟันซี่เดียวหรือฟันรอบฟันที่ได้รับการทำทันตกรรม สิ่งนี้ควรบรรเทาลงหลังจากผ่านไปหลายวัน บางรายอาจจะมีอาการเสียวฟันรบกวนเข้ามาหลังจากนั้น

วิธีการรักษาอาการเมื่อมีอาการเสียวฟัน

หากมีอาการเสียวฟันเป็นครั้งแรก ให้นัดหมายกับทันตแพทย์ของคุณทันที เพราะสามารถตรวจสุขภาพฟันและตรวจหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ฟันผุ อุดฟันหลวม หรือเหงือกร่นที่อาจทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้

ทันตแพทย์สามารถทำเช่นนี้ได้ในระหว่างการทำความสะอาดฟันตามปกติของคุณ พวกเขาจะทำความสะอาดฟันของคุณและตรวจสายตา พวกเขาอาจสัมผัสฟันของคุณโดยใช้เครื่องมือทางทันตกรรมเพื่อตรวจสอบความไวต่อการตอบสนอง และอาจสั่งให้เอ็กซ์เรย์ฟันเพื่อแยกแยะสาเหตุของเสียวฟันรบกวน เช่น ฟันผุ ฟันสึกกร่อน

วิธีการลดอาการเสียวฟันสามารถรักษาได้โดยเริ่มจากที่บ้าน เราสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตบางส่วนที่มีส่วนมาจากเสียวฟันขณะกิน เพื่อยืดอายุการใช้งานของฟันและสุขภาพช่องปาก โดยมีวิธีการดูแลตัวเองจากปัญหาเสียวฟันได้ดังนี้

อาการเสียวฟันดูแลได้อย่างไร

  • หากอาการเสียวฟันไม่รุนแรง คุณสามารถลองใช้การรักษาทางทันตกรรมที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์
  • เลือกยาสีฟันที่มีป้ายกำกับว่าผลิตมาเพื่อฟันที่บอบบางโดยเฉพาะ ยาสีฟันเหล่านี้จะไม่มีส่วนผสมที่ระคายเคืองใดๆ และอาจมีส่วนผสมที่ทำให้รู้สึกไวต่อความรู้สึกที่ช่วยป้องกันความรู้สึกไม่สบายจากการตอบสนองไปยังเส้นประสาทของฟัน
  • ให้เลือกน้ำยาบ้วนปากที่ปราศจากแอลกอฮอล์ เพราะจะระคายเคืองต่อฟันที่บอบบางน้อยกว่า
  • การใช้แปรงสีฟันที่นุ่มกว่าและการแปรงฟันอย่างนุ่มนวลก็สามารถช่วยได้เช่นกัน แปรงสีฟันแบบอ่อนจะติดฉลากไว้เช่นนั้น เพื่อลดการเสียดสีจนเกิดปัญหาเสียวฟัน
  • หากการรักษาที่บ้านไม่ได้ผล คุณสามารถพูดคุยกับทันตแพทย์เกี่ยวกับยาสีฟันที่ต้องสั่งโดยแพทย์และน้ำยาบ้วนปาก อาจใช้เจลฟลูออไรด์หรือสารลดความรู้สึกไวตามใบสั่งแพทย์ สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเสริมสร้างเคลือบฟันและปกป้องฟันเนื่องจากปัญหาเสียวฟัน

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

รวม 5 น้ำเกลือบ้วนปากควรมีติดบ้าน

รวม List 5 น้ำเกลือบ้วนปากควรมีติดบ้าน หาซื้อง่าย ดีต่อฟันปี 2565

ถ้าจะบ้วนเพื่อดูแลสุขภาพฟันนั้น จะมีน้ำยาบ้วนปากกับน้ำเกลือบ้วนปาก ซึ่งน้ำเกลือมีประโยชน์ด้วยเหตุผลหลายประการ เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บคอ เหงือกร่น หรือเพิ่งเข้ารับการจัดฟัน ไม่ได้ใช้แทนสุขอนามัยทันตกรรมสมัยใหม่ แต่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สำหรับการดูแลช่องปากของผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานมาก ก่อนจะเป็นน้ำเกลือบ้วนปากคุณภาพดี การใช้เกลือเพื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลสุขภาพมีประวัติอันยาวนาน ย้อนหลังไปถึงสคริปต์ทางการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดบางส่วนที่มีอยู่ ที่มีบันทึกบนกระดาษจากต้นปาปิรัสในสมัยอียิปต์โบราณจาก 1600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมีสูตรสำหรับการบำบัดรักษาโรคต่างๆ โดยใช้เกลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสารต้านการติดเชื้อ ชาวกรีกโบราณใช้เพื่อจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน ที่ใช้มามากกว่า 2,000 ปีก่อน โดยมันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

การเริ่มต้นทำน้ำเกลือบ้วนปากนั้น น้ำยาบ้วนปากที่ทำด้วยน้ำเกลือทำงานอย่างไรเพื่อลดแบคทีเรียในช่องปาก แน่นอนว่ามันเพิ่มความสมดุลของค่า pH ในปากของคุณชั่วคราว สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นด่างซึ่งแบคทีเรียต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เนื่องจากพวกมันเติบโตร่วมกับสปีชีส์ธรรมชาติอื่นๆ โดยทั่วไปชอบสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด การใช้น้ำยาบ้วนปากบ่อยครั้งเพียงพอจะทำให้แบคทีเรียแพร่พันธุ์ได้ยาก ซึ่งน้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัยอาจจะใช้ในระยะสั้นๆ

ในบทความนี้จะมาแนะนำน้ำเกลือบ้วนปากนิยม จะมียี่ห้อไหนบ้าง พร้อมกับช่องทางที่จะสั่งซื้อได้ โดยจะแนะนำทั้งคุณประโยชน์และราคาที่เหมาะสม จะมียี่ห้ออะไรบ้างไปดูกัน

  1. น้ำเกลือ 1000 ml Klean&Kare

               น้ำเกลือยอดนิยมที่ใครๆ ต้องมีติดบ้าน จะต้องมีน้ำเกลือ Klean&Kare ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำเกลือบ้วนปากที่สามารถใช้ได้ทั้งบ้วนปากกลั้วคอ เป็นน้ำเกลือล้างแผล ปราศจากอันตรายต่อร่างกาย ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่างๆ ใช้ล้างจมูกจากสิ่งสกปรกออกได้ ช่วยทำความสะอาด อีกทั้งยังสามารถเช็ดหน้าโดยไม่ระคายเคืองต่อผิวแพ้ง่ายอีกด้วย เวลาไปร้านขายยาหรือสั่งออนไลน์จะประหยัดงบแต่คุณภาพปังๆ จริงๆ นะ

จุดเด่น

  1. มีราคาถูก หาซื้อง่ายทั้งร้านขายยาและออนไลน์
  2. มีรีวิวเชิงบวกเยอะมากในฐานะน้ำเกลือบ้วนปากนิยม
  3. น้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัย สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย
  4. ป้องกันการอักเสบของผิวหนัง และป้องกันการระคายเคืองได้

จุดด้อย

  1. สินค้าหมดสต็อกไวมาก (หากอยู่ในโซนต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกล)

รายละเอียด

ปริมาณน้ำเกลือ : 1 ขวด 0.9%

ความจุ : 1000 ml

ส่วนประกอบ : เกลือจากประเทศนิวซีแลนด์

ใช้สำหรับ : บ้วนปาก กลั้วคอ ล้าง ทำความสะอาด แผล ผิวหน้า จมูก

จุดสำคัญ : ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ใช้ได้ทุกวัย

ลิงก์สินค้า : Lazada (คลิกได้ที่นี่)

  • น้ำเกลือ 1000 ml ตรา NSS

น้ำเกลืออีกยี่ห้อที่นิยมใช้เป็นน้ำเกลือบ้วนปากต้องมียี่ห้อนี้เลย น้ำเกลือ 1000 ml ตรา NSS ของบริษัทไทนครพัฒนา โดยมันใช้เป็นทั้งน้ำเกลือล้างจมูก น้ำเกลือบ้วนปากเพื่อกลั้วคอ น้ำเกลือเช็ดหน้าทำความสะอาด และยังเป็นน้ำเกลือเช็ดสิว จึงจัดเป็นน้ำเกลือบ้วนปากคุณภาพดีที่ใครๆ ควรจับจอง นอกจากจะหาซื้อง่าย มีความปลอดภัยแล้วนั้น ค่าจัดส่งของยี่ห้อนี้ถูกกว่าค่าไฟบ้านเราเสียอีก

จุดเด่น

  1. มีราคาถูก หาซื้อง่ายทั้งร้านขายยาและออนไลน์
  2. มีรีวิวเชิงบวกเยอะมากในฐานะน้ำเกลือบ้วนปากนิยม
  3. น้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัย สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย
  4. ป้องกันการอักเสบของผิวหนัง และป้องกันการระคายเคืองได้

จุดด้อย

  1. แบรนด์ไม่ได้นิยมเท่าอันแรก

รายละเอียด

ปริมาณน้ำเกลือ : 1 ขวด 0.9%

ความจุ : 1000 ml

ส่วนประกอบ : น้ำเกลือปราศจากเชื้อและ Isotonic

ใช้สำหรับ : บ้วนปาก กลั้วคอ ล้าง ทำความสะอาด แผล ผิวหน้า จมูก

จุดสำคัญ : ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ใช้ได้ทุกวัย

ลิงก์สินค้า : Lazada (คลิกได้ที่นี่)

  • น้ำ Aqua kare (Sterile water) อะควาแคร์ น้ำสเตอไรล์ 100%

               อีกยี่ห้อที่มีคุณสมบัติคล้ายๆ น้ำเกลือบ้วนปาก แต่ใช้แทนกันได้ โดยน้ำ Aqua kare (Sterile water) อะควาแคร์ น้ำสเตอไรล์ 100% ซึ่งเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติเป็นน้ำเกลือบ้วนปาก สามารถใช้ทำความสะอาด เป็นน้ำเกลือกลั้วคอ ปราศจากเชื้อ อีกทั้งแค่เปิดขวดแทบไม่ต้องต้มเลย เพราะน้ำแบบนี้จะใช้ผสมกับนมผงสำหรับเด็กทารก หรือใช้สำหรับละลายอาหารทางการแพทย์ ที่ตอบโจทย์ในกลุ่มที่ต้องดูแลเด็กอ่อน ผู้ป่วยติดเตียงได้เป็นอย่างดี จึงกลายเป็นน้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัยที่ควรมีติดบ้านเลยทีเดียว

จุดเด่น

  1. ใช้สอยได้หลากหลายกว่า
  2. มีรีวิวเชิงบวกเยอะมากในฐานะน้ำเกลือบ้วนปากนิยม
  3. น้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัย สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย
  4. ป้องกันการอักเสบของผิวหนัง และป้องกันการระคายเคืองได้

จุดด้อย

  1. หาซื้อค่อนข้างยาก เพราะเป็นแบรนด์มีในออนไลน์เป็นหลัก
  2. นิยมใช้ในกลุ่มเปราะบางมากกว่า

รายละเอียด

ปริมาณน้ำเกลือ : 1 ขวด 0%

ความจุ : 1000 ml

ส่วนประกอบ : น้ำกลั่นผสมยา

ใช้สำหรับ : บ้วนปาก กลั้วคอ ล้าง ทำความสะอาด แผล ผิวหน้า จมูก ผสมอาหารได้

จุดสำคัญ : ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ใช้ได้ทุกวัย

ลิงก์สินค้า : Lazada (คลิกได้ที่นี่)

  • น้ำยาบ้วนปาก Colgate Plax Salt Herbal 500ml

               อีกยี่ห้อที่มีครบทั้งเป็นน้ำเกลือบ้วนปาก และเป็นน้ำยาบ้วนปากในขวดเดียวสำหรับ Colgate Plax Salt Herbal 500ml ซึ่งมีส่วนผสมของเกลือ สมุนไพร ที่ช่วยให้ลมหายใจสดชื่น และขจัดแบคทีเรียโดยเฉพาะ ทำให้ทำความสะอาดลึกกว่าการแปรงฟันปกติถึง 10 เท่า ผสานเกลือที่มีคุณสมบัติเดียวกับน้ำเกลือบ้วนปากคุณภาพดี ที่เป็นคุณสมบัติที่รู้กันว่าที่สามารถลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในช่องปาก ช่วยลดการก่อตัวของเชื้อโรค และแบคทีเรียที่ส่งผลต่อโรคฟัน อีกทั้งยังมีสารสกัดจากสมุนไพร เพื่อให้สมุนไพรบำรุงสุขภาพฟัน และให้ลมหายใจที่สดชื่น

จุดเด่น

  1. ทำการตลาดในประเทศไทยมาต่อเนื่อง
  2. หาซื้อง่ายทั้งร้านขายยาและออนไลน์
  3. มีรีวิวเชิงบวกเยอะมากในฐานะน้ำเกลือบ้วนปากนิยม
  4. น้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัย สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย
  5. ป้องกันการอักเสบของผิวหนัง และป้องกันการระคายเคืองได้

จุดด้อย

  1. แบรนด์มีราคาสูง

รายละเอียด

ปริมาณน้ำเกลือ : 1 ขวด 0.9%

ความจุ : 500 ml

ส่วนประกอบ : เกลือ สมุนไพร และปราศจากแอลกอฮอล์ 100%

ใช้สำหรับ : บ้วนปาก กลั้วคอ

จุดสำคัญ : ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ใช้ได้ทุกวัย

ลิงก์สินค้า : Lazada (คลิกได้ที่นี่)

  • SALZ น้ำยาบ้วนปาก ซอลส์ เกลือสมุนไพรอายุรเวท ตรีผลา

ปิดท้ายที่มีทั้งน้ำยาบ้วนปากและน้ำเกลือบ้วนปาก โดยมีส่วนผสมสมุนไพรจากตรีผลา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตภัณฑ์สมุนไพรขึ้นชื่อ ผลิตโดย “SALZ” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปรนนิบัติผิวฟันเป็นอย่างดี โดยจุดที่พิเศษอยู่ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องโรคเหงือกอักเสบ ที่เป็นโรคที่เกิดบ่อยมากในประเทศไทย และบรรเทาอาการจากโรคปริทันต์ได้ อีกทั้งมาจากสารสกัดสมุนไพรอายุรเวทจากตรีผลา ช่วยให้ลมหายใจสดชื่น ลดกลิ่นปากไม่พึงประสงค์ จึงกลายเป็นน้ำเกลือบ้วนปากคุณภาพดีที่ควรมีอย่างมาก

จุดเด่น

  1. ทำการตลาดในประเทศไทยมาต่อเนื่อง
  2. มีรีวิวเชิงบวกเยอะมากในฐานะน้ำเกลือบ้วนปากนิยม
  3. น้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัย สามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย
  4. ป้องกันการอักเสบของผิวหนัง และป้องกันการระคายเคืองได้
  5. หอมสมุนไพร ช่วยลดกลิ่นปากได้

จุดด้อย

  1. ปริมาณน้อย

รายละเอียด

ปริมาณน้ำเกลือ : 1 ขวด 0.9%

ความจุ : 250 ml

ส่วนประกอบ : เกลือ สมุนไพร และปราศจากแอลกอฮอล์ 100%

ใช้สำหรับ : บ้วนปาก กลั้วคอ

จุดสำคัญ : ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง ใช้ได้ทุกวัย

ลิงก์สินค้า : Lazada (คลิกได้ที่นี่)

H2:  น้ำเกลือบ้วนปากบางยี่ห้ออาจจะเป็นน้ำยาบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ การทำน้ำเกลือบ้วนปากส่วนบุคคลเป็นเรื่องง่าย เติมเกลือ ½ ช้อนชาลงในน้ำอุ่นหนึ่งถ้วย บ้วนปากทุกสองถึงสามชั่วโมงในช่วงสองสามวันแรกหลังการผ่าตัด จากนั้นใช้สามถึงสี่ครั้งต่อวันหลังจากนั้น สามารถใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อช่วยในด้าน :

  • บรรเทาและรักษาแผลในปาก
  • รักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากสเตรป (เจ็บคอจากเสมหะ) ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือแม้แต่ไข้หวัด
  • ให้สุขอนามัยทันตกรรมฉุกเฉินในกรณีที่ไม่มีน้ำยาบ้วนปากปกติหรือยาสีฟันเป็นประจำ

แม้ว่าน้ำเกลือบ้วนปากคุณภาพดีจะมีประโยชน์ขั้นสุดท้าย แต่ก็ควรเป็นส่วนเสริมสำหรับกิจวัตรสุขอนามัยช่องปากประจำวันของคุณ น้ำเกลือบ้วนปากให้การปกป้องสุขภาพช่องปากนาน 12 ชั่วโมง และฆ่าเชื้อโรคได้ 99 เปอร์เซ็นต์เมื่อสัมผัส และใช้ชีวิตประจำวันได้ต่อไป แม้หลังจากเริ่มอาหารมื้อใหม่แล้ว แต่นั่นจะต้องเลือกซื้อให้เป็น หากอยากให้น้ำเกลือบ้วนปากปลอดภัย ก็ต้องเลือกซื้อเพื่อไม่ให้กระทบกับช่องปากเราจะดีที่สุด

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

วิธีการลดกลิ่นปาก ด้วยตนเอง 2565

วิธีการลดกลิ่นปาก ด้วยตนเอง 2565

บางทีกลิ่นปาก (Bad Breath หรือ Halitosis) มันกลายเป็นมุกตลกที่ร้ายมาก ซึ่งมันรบกวนในชีวิตจริงมากพอสมควร กลิ่นปากที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์นั้น หลายคนอาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องตลกที่แซวๆ กัน แต่จริงๆ แล้วมันร้ายแรงกว่าที่คิด เพราะมันสื่อให้เห็นว่ามีปัญหาช่องปากอยู่ที่ควรได้รับการแก้ไข ยิ่งสมัยนี้อาหารที่ดีต่อใจทั้งหลายทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลาย อย่างไรก็ตามกลิ่นปากหรือที่เรียกว่า “ปากเหม็น” อาจทำให้อับอายและในบางกรณีอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลได้ ไม่น่าแปลกใจที่ชั้นวางของในร้านเต็มไปด้วยหมากฝรั่ง มินต์ น้ำยาบ้วนปาก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อหาวิธีลดกลิ่นปาก ต่อสู้กับกลิ่นปาก แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำนวนมากเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเนื่องจากไม่ได้ระบุสาเหตุของปัญหาที่หยั่งลึกมากเท่าที่ควร วิธีนี้จึงเป็นการลดกลิ่นปากแค่ในระยะเวลาอันสั้นๆ เพียงเท่านั้น

วิธีลดกลิ่นปากสำหรับครึ่งปีหลัง 2565

จะไม่ต่างกันมากนัก แต่ที่พิเศษเลยก็คือ ในยุคปัจจุบันจะมีอาหารที่ค่อนข้างแซ่บ มีกลิ่นแรง ในประเทศไทยจะเห็นได้ว่าอาหาร ภาวะสุขภาพ และนิสัยบางอย่างเป็นสาเหตุของกลิ่นปาก ในหลายกรณี คุณสามารถปรับปรุงกลิ่นปากด้วยสุขอนามัยทางทันตกรรมที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ หากเทคนิคการดูแลตนเองง่ายๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ให้ไปพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่ร้ายแรงกว่านั้นไม่ได้ทำให้คุณมีกลิ่นปากเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังบ่งบอกถึงปัญหาช่องปากที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง

กลิ่นปากเป็นปัญหาทั่วไปที่อาจทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจอย่างมาก มีหลายสาเหตุและการรักษาที่เป็นไปได้ ทุกคนมีโอกาสได้รับผลกระทบจากกลิ่นปาก ประมาณว่า 1 ใน 4 คนมีกลิ่นปากเป็นประจำ ภาวะที่มีกลิ่นปากเป็นสาเหตุสำคัญอันดับสามที่ผู้คนต้องการดูแลทันตกรรม รองจากฟันผุและโรคเหงือก

สาเหตุของการเกิดกลิ่นปาก

  • การสูบบุหรี่ : ใครที่สูบบุหรี่บ่อยๆ จะมีโอกาสประสบปัญหาเยอะมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากของตัวเอง นอกจากนี้ยังเพิ่มโอกาสเป็นโรคเหงือกซึ่งอาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้
  • อาหารกลิ่นแรงๆ รสจัดๆ : ใครเป็นทีมสายแซ่บ หรือสายซีฟู้ดจะต้องระมัดระวังอย่างมาก แม้แต่การรับประทานอาหารหมักดอง เช่น ผลไม้ดอง อาหารทะเลดอง เศษอาหารที่ติดอยู่ในฟันอาจทำให้เกิดกลิ่นได้ อีกทั้งอาหารบางชนิด เช่น หัวหอมและกระเทียมก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน
  • อาการปากแห้ง : หากปากแห้งหรือแห้งโดยธรรมชาติอันเนื่องมาจากโรคบางชนิด เช่น ซีโรสโตเมีย กลิ่นก็อาจก่อตัวขึ้นได้ การจิบน้ำจะช่วยลดกลิ่นปากได้
  • ไม่ทำความสะอาดช่องปากที่รัดกุม : หากการแปรงฟันไม่สะอาด หรือไม่ใช้ไหมขัดฟันเข้ามาช่วย คราบจุลินทรีย์นี้สามารถระคายเคืองเหงือกและทำให้เกิดการอักเสบระหว่างฟันและเหงือกที่เรียกว่าโรคปริทันต์อักเสบ ฟันปลอมที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำหรืออย่างเหมาะสมสามารถเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหาช่องปากได้
  • การอดอาหาร : การอดอาหารและการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำสามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เกิดจากการสลายของไขมันที่ผลิตสารเคมีที่เรียกว่าคีโตน คีโตนเหล่านี้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมา วิธีที่เสี่ยงต่อการเกิดกลิ่นปาก เช่น การทานแบบ IF, การทานแบบ Ketogenic
  • โรคและยาบางชนิด : ยาบางชนิดสามารถลดน้ำลายและทำให้มีกลิ่นเพิ่มขึ้น ยาอื่นๆ สามารถสร้างกลิ่นได้เมื่อสลายตัวและปล่อยสารเคมีในลมหายใจ ตัวอย่าง ได้แก่ ไนเตรตที่ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แม้แต่โรคบางโรค เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD) มะเร็งบางชนิด ตับวาย และโรคเมตาบอลิซึมอื่นๆ อาจทำให้เกิดปัญหาช่องปากได้

อาการในการเกิดกลิ่นปาก

กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ออกมาทางลมหายใจนั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาหรือสาเหตุที่แท้จริง บางคนกังวลเรื่องลมหายใจมากเกินไปแม้ว่าจะมีกลิ่นปากเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ในขณะที่บางคนมีกลิ่นปากแต่ไม่รู้ เนื่องจากเป็นการยากที่จะประเมินว่ากลิ่นปากของคุณมีกลิ่นอย่างไร ให้ถามเพื่อนสนิทหรือญาติเพื่อยืนยันคำถามเกี่ยวกับกลิ่นปากของคุณ หรือลองสนทนาคุยกับใครสักคนเพื่อให้สังเกตว่ามีกลิ่นออกมาไหม ถ้ามีนั่นสื่อถึงความผิดปกติของช่องปาก

อาการกลิ่นปากนั้นสามารถแก้ได้ ซึ่งมีวิธีลดกลิ่นปากที่สามารถทำได้จากที่บ้าน จะเป็นการเยียวยาที่บ้านง่ายๆ โดยจะมีวิธีการดูแลช่องปากเพื่อลดปัญหาช่องปากระยะยาว วิธีเหล่านี้จะต้องเป็นวิธีที่ทำเพื่อสุขภาพระยะยาวเพื่อตอบโจทย์ปี 2565 ที่ต้องเน้นการดูแลระยะยาว โดยจะแนะนำได้ดังนี้ว่ามีอะไรบ้าง

วิธีการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของช่องปาก

  1. แปรงฟัน : อย่าลืมแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้ง โดยเฉพาะหลังอาหารแต่ละมื้อเพื่อกำจัดเศษอาหาร และเป็นการลดกลิ่นปากได้ หรืออาจจะมีแปรงและยาสีฟันพกพาติดตัวไปด้วยเวลาไปนอกบ้าน
  2. ไหมขัดฟัน : การใช้ไหมขัดฟันช่วยลดการสะสมของเศษอาหารและคราบพลัคจากระหว่างฟัน การแปรงฟันทำความสะอาดเพียง 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นผิวฟันเท่านั้น
  3. ทำความสะอาดฟันปลอม : ใครใช้ฟันปลอมควรอ่านข้อนี้ สิ่งใดก็ตามที่เข้าไปในปากของคุณ รวมถึงฟันปลอม สะพานฟัน รากฟันเทียม หรือเฝือกสบฟัน ควรทำความสะอาดตามที่แนะนำเป็นประจำทุกวัน การทำความสะอาดช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียสะสมและลดกลิ่นปาก การเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 2 ถึง 3 เดือนก็มีความสำคัญด้วยเหตุผลเดียวกัน
  4. แปรงลิ้นด้วยนะ : อย่าแปรงแค่ฟันอย่างเดียว ลิ้นแปรงด้วย เนื่องจากแบคทีเรีย อาหาร และเซลล์ที่ตายแล้วมักสร้างขึ้นบนลิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูบบุหรี่หรือผู้ที่ปากแห้งโดยเฉพาะ บางครั้งหาซื้อแปรงฟันที่มีส่วนของแปรงลิ้นก็มีประโยชน์
  5. ระวังอาการปากแห้ง : การเกิดปากแห้ง มีส่วนทำให้เกิดปัญหาช่องปาก ควรดื่มน้ำปริมาณมาก หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยาสูบ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ทำให้ปากแห้ง การเคี้ยวหมากฝรั่งหรือการดูดของหวานที่ปราศจากน้ำตาลสามารถช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลายได้ หากปากแห้งเรื้อรัง แพทย์อาจสั่งยาที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำลาย
  6. อาหาร: หลีกเลี่ยงหัวหอม กระเทียม และอาหารรสเผ็ด อาหารที่มีน้ำตาลยังเชื่อมโยงกับกลิ่นปากอีกด้วย ลดการบริโภคกาแฟและแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารเช้าที่มีอาหารหยาบๆ เข้ามาสามารถช่วยทำความสะอาดส่วนหลังของลิ้นได้

ทั้งนี้นอกจากวิธีลดกลิ่นปาก การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น สุขอนามัยฟันที่ดีขึ้นและการเลิกสูบบุหรี่ มักจะสามารถขจัดปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม หากกลิ่นปากยังคงมีอยู่ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพื่อนำไปสู่การรักษาและหาต้นตอของสาเหตุ เพื่อป้องกันอาการที่มาจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ อย่างน้อยกันไว้ดีกว่าแก้จะดีกว่า

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายดูแลสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#กลิ่นปาก #วิธีลดกลิ่นปาก #ปัญหากลิ่นปาก

จัดฟันดามอน จัดฟันเรียงสวย แรงเสียดทานน้อย แถมเสร็จเร็วมาก

จัดฟันดามอน จัดฟันเรียงสวย แรงเสียดทานน้อย แถมเสร็จเร็วมาก

หลายคนมองว่าการจัดฟันคือจุดเริ่มต้นของ “การทำศัลยกรรม” เพราะการจัดฟันจะเป็นการจัดรูปแบบฟันให้ยิ้มสวย มีระเบียบ แก้ปัญหาการบดเคี้ยวอาหารได้มากกว่าแฟชั่น หนึ่งในนั้นก็มีการจัดฟันแบบดามอน (Damon Braces) ซึ่งเป็นการจัดฟันที่มีรีวิวเชิงบวกค่อนข้างมาก เนื่องจากการจัดฟันปลอดภัย สามารถผูกมัดตัวเองได้ด้วยการล็อกฟัน ฟันจึงสามารถปรับให้เข้ากับการเคลื่อนไหวได้มากกว่า อ่อนโยนต่อฟันและเนื้อเยื่อปากที่บอบบางกว่ามาก ทำให้เป็นการจัดฟันยิ้มสวยที่ได้ดังต้องการ การรักษาทำได้เร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้การจัดฟันดามอน2022 นิยมทำแบบมินิมอลและไม่ยืดหยุ่นยังดึงดูดคราบพลัคหรือหินปูนได้น้อยลง ทำให้การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันง่ายขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ที่การจัดฟันในรูปแบบนี้จะลดกลิ่นปากได้มากกว่า เนื่องจากการจัดฟันแบบดามอนมีความแตกต่างจากการจัดฟันทั่วๆ ไปค่อนข้างมาก จะเห็นได้ว่าจัดฟันปลอดภัยนั้น มีความแตกต่างด้านเครื่องมือจัดฟัน จัดฟันดามอน2022 ใช้ลวดโค้งและวงเล็บเพื่อขยับฟัน แต่ในขณะที่เครื่องมือจัดฟันแบบเดิมจะมีแถบยางยืดอยู่รอบๆ โครงยึดแต่ละอัน จะเพิ่มแรงหนืดมากกว่า เครื่องมือจัดฟันแบบดามอนใช้ระบบการล็อกตัวเองเพื่อเชื่อมต่อสายโค้งเข้ากับโครงยึด แทนที่จะใช้สายยางรัดแบบยืดหยุ่นซึ่งมักใช้กับเครื่องมือจัดฟันแบบเดิม ทำให้การบดเคี้ยวสบายขึ้น ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันตอบโจทย์กับคนที่ต้องการจัดฟันยิ้มสวยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดังที่ต้องการ

ลักษณะการ “จัดฟันแบบดามอน” มีอะไรบ้าง

ลักษณะการจัดฟันนั้น ขึ้นอยู่กับฟันและราคาที่เลือกแต่ละลักษณะ ซึ่งแต่ละประเภทมีราคาที่แตกต่างกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000-95,000 บาท โดยลักษณะที่มีจะมีทั้งหมดสองประเภท

  • ดามอนคิว (Damon Q) เป็นการจัดฟันที่เป็นสีโลหะ เวลายิ้มและหัวเราะจะเห็นเครื่องมือชัดเจน ลักษณะไม่ต่างจากแบบเดิมนัก เพียงแต่ไม่ได้มีสายยางยึดเท่านั้น
  • ดามอนเคลียร์ (Damon Clear) เป็นการจัดฟันที่มีสีขาวขุ่นเพื่อให้ใกล้เคียงกับสีฟัน จะนิยมจัดฟันเพื่อให้ดูดี แต่ไม่เห็นเครื่องมือจนรู้สึกเขินเกินไป

กลุ่มไหนบ้างที่ต้องเลือกการ “จัดฟันแบบดามอน”

  1. กลุ่มที่มีปัญหาฟันเด้งบ่อย : คนที่ฟันเด้งหรือดีดออกมาหลังจากจัดฟัน จนต้องจัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จัดฟันแบบดามอนจะเหมาะสมกับกลุ่มนี้มาก เพราะอุปกรณ์จะช่วยล็อกฟันให้อยู่กับที่ หรือเรียงให้สวยขึ้น และที่สำคัญจัดฟันยิ้มสวยช่วยเพิ่มความมั่นใจได้เร็วขึ้น
  2. กลุ่มสายประกวดและสายงานบันเทิง : กลุ่มที่ต้องประกวด แคสติ้งพอใจสิ่งนี้ การจัดฟันในรูปแบบนี้จะช่วยให้เข้ารูปและไม่เด่นชัดเท่าการจัดฟันแบบเดิม จัดฟันดามอน2022 สามารถเลือกตัวยึดเป็นสีขาว (Damon Clear) ได้ และใช้กลไกพื้นฐานแบบเดียวกับการจัดฟันแบบเดิม แต่ใช้วงเล็บแบบล็อกตัวเองซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยางยืด ทำให้มั่นใจในการพูดการสื่อสารมากกว่า
  3. กลุ่มที่ไม่อยากเสียเวลาการจัดฟันนาน : ในรูปแบบนี้ยังเป็นการจัดฟันปลอดภัย ลดเวลาการรักษาโดยรวม และเพิ่มความสะดวกสบายระหว่างการรักษา ใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อออกแรงที่อ่อนโยน และจะรู้สึกสบายมาก ทำให้การจัดฟันให้รอยยิ้มมั่นใจ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่รู้สึกทรมานเลย ซึ่งใช้เวลาเพียง 6 เดือน – 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพฟัน
  4. กลุ่มที่เป็นร้อนในง่าย : การจัดฟันแบบดามอนจะเสียดสีกับผิวปากน้อยกว่า เนื่องจากทำในรูปแบบเซรามิกที่ไม่ระคายเคืองต่อผิว ทำให้ไม่เสียดสีช่องปากจนเกิดอาการร้อนในตามมา

จัดฟันแบบดามอนยิ้มกว้างได้แม้ฟันไม่แน่น แต่เมื่อฟันค่อยๆ เข้าที่มากขึ้น จะทำให้รู้สึกว่านี่เป็นการจัดฟันปลอดภัย  ยิ่งทนได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจัดฟัน ยิ่งทำให้มุมปากกว้างขึ้นได้อย่างสวยงาม เปิดเผยมากกว่าที่เป็น อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเชื่อว่าการจัดฟันจะเป็นการทำให้หน้าผอม แม้ว่าเหล็กจัดฟันจะเปลี่ยนความกว้างของขากรรไกรบนได้ แต่จะไม่ขยายเข้าไปในโครงสร้างที่ส่งผลต่อรูปร่างและขนาดของจมูกจริงๆ แน่นอนว่าการจัดฟันกับการเปลี่ยนรูปหน้า มันคนละเรื่องเลย อย่างไรก็ตามจัดฟันดามอน2022 ก็ยังมีความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยให้ยิ้มสวย สดใสขึ้น และคุ้มค่ากับการลงทุน

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ยางจัดฟัน #จัดฟัน #จัดฟันดามอน #DamonBraces

สะพานฟัน...เครื่องมือทดแทนฟัน ของแบบนี้มีทั้งดีและเสีย

สะพานฟัน…เครื่องมือทดแทนฟัน ของแบบนี้มีทั้งดีและเสีย

การทำสะพานฟัน (Dental Bridge) ซึ่งสะพานฟัน2022 ทำในลักษณะฟันเทียม โดยทำแบบ 1-2 ซี่ ด้วยการครอบฟันให้เชื่อมติดกัน หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อนัก แต่จริงๆ แล้วนั้นมันมีมานานแล้ว เนื่องจากสะพานฟันมีไว้เพื่อปิดช่องว่างใต้ฟันเทียม เนื่องจากเพื่อทดแทนฟันเดิมที่สูญเสียไป และป้องกันเศษอาหาร การทำอุปกรณ์นี้มีไว้เพื่อติด แต่การติดตั้งต้องอาศัยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มิเช่นนั้นจะมีช่องว่างที่ทำให้สะพานฟันเพื่อการรักษามีเศษอาหารหรืออยู่ใต้หรือรอบสะพานได้ง่าย สิ่งสำคัญคือต้องได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าสะพานฟันของคุณพอดี ในการขับเศษอาหาร ควรพกแปรงซอกฟันและ/หรือไหมขัดฟันติดตัวไปด้วย เพื่อความสะอาดที่ล้ำลึก

การทำสะพานฟันนั้น จะต้องกรอฟันเดิมสำหรับยึดอุปกรณ์ หรือหากต้องให้เป็นสะพานฟันปลอดภัย จะต้องดูพิมพ์ฟันเดิมหลังจากพิมพ์รูปฟัน ว่าฟันของเราเป็นแบบไหน จากนั้นจะเริ่มทำสะพานฟันเพื่อการรักษาในลักษณะฟันเทียมติดกัน แน่นอนว่ามันอาจจะมากกว่า 3 ซี่ก็ได้ แต่อาจจะไม่เท่ากับรากฟันเทียม (Dental Implant) ที่มีความใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากกว่า สะพานฟัน2022 อยู่ได้นานแค่ไหน สะพานฟันสามารถอยู่ได้อย่างน้อยห้าถึงเจ็ดปี ด้วยสุขอนามัยช่องปากที่ดีและการทำความสะอาดอย่างมืออาชีพ สะพานฟันอาจมีอายุการใช้งานนานกว่า 10 ปี

สะพานฟัน…มีไว้ทำอะไร

ส่วนมากเป้าหมายในการทำสะพานฟัน2022 นั้นจะทำกรณีที่คุณมีฟันที่หายไปอีก 1 ซี่หรือมากกว่า หรือฟันที่เสียหายอย่างรุนแรงซึ่งไม่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยการทำทันตกรรมแบบอื่นๆ สะพานฟันก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการทดแทน สะพานฟันมีข้อดีและข้อเสียที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับวิธีแก้ปัญหาอื่นๆ เช่น รากฟันเทียม แต่เพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจว่าสะพานฟันคืออะไรและจะทำไปเพื่ออะไร โดยแบ่งประเภทได้ดังนี้

  • สะพานฟันแบบดั้งเดิม (Traditional Bridge) : สะพานฟันเพื่อการรักษาแบบดั้งเดิมยึดติดกับฟันที่แข็งแรงทั้งสองข้างของฟันที่หายไปหรือฟันที่หายไป ฟันธรรมชาติจะถูกโกนและวางครอบฟันเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความปลอดภัย ครอบฟันเหล่านี้ติดกับสะพานเพื่อให้ฟันเรียงเป็นแถว
  • สะพานฟันแบบแมริแลนด์ (Maryland Bridge) : สะพานฟันในรูปแบบนี้จะเป็นสะพานฟันเพื่อการรักษาจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างโลหะที่ยึดกับด้านหลังฟันเพื่อรองรับสะพาน ทำให้ฟันธรรมชาติไม่บุบสลายไปตามธรรมชาติเลย
  • สะพานฟันสำหรับรองรับรากฟันเทียม (Implant Supported Bridge) : เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนฟันแถวตั้งแต่สามซี่ขึ้นไป โดยปกติแล้ว สะพานฟันเพื่อการรักษาที่รองรับรากฟันเทียมจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการวางรากฟันเทียม (ฟันเทียมที่มีรากโลหะที่ขันเข้ากับกระดูกขากรรไกร) ที่ด้านใดด้านหนึ่งของสะพานฟันเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวรองรับ และสามารถใช้งานได้ปกติ

ข้อดีและข้อเสียของสะพานฟัน

การทำสะพานฟันทั้งสามประเภท จะนิยมใช้ในประเทศไทยค่อนข้างเยอะมาก ทำให้ทันตแพทย์สามารถวินิจฉัยอาการเพื่อดูรูปแบบของสะพานฟันปลอดภัยที่ตอบโจทย์ต่อการรักษาอาการผิดปกติ แน่นอนว่าสะพานฟันมีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน โดยจะขอบอกข้อดีและข้อเสียของการทำสะพานฟันว่ามีอะไรบ้าง

ข้อดีของสะพานฟัน

  • มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารากฟันเทียม : สะพานฟันไม่ต้องการความแม่นยำในการจัดวางมากนัก และไม่ใช้เนื้อที่เหมือนใส่เข้าที่ ซึ่งหมายความว่ามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารากฟันเทียม ค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ผู้ป่วยบางรายเลือกสะพานฟันปลอดภัยแทนรากฟันเทียม
  • ไม่จำเป็นต้องปลูกถ่ายกระดูก : การทำสะพานฟันที่ชัดเจนนั้น หากฟันหลุดไปสักระยะหนึ่ง กระดูกขากรรไกรที่เคยยึดเข้าที่อาจจะอ่อนแรงหรือยุบตัวลง การปลูกถ่ายกระดูกเป็นขั้นตอนการผ่าตัดที่ใช้ในการเสริมสร้างกระดูกขากรรไกรโดยการวางชิ้นส่วนกระดูกเทียมหรือกระดูกสัตว์ไว้ใต้เหงือก จำเป็นสำหรับรากฟันเทียมเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับสะพานฟัน
  • ปลอดภัยกว่าฟันปลอม : ทันตแพทย์มักจะแนะนำสะพานฟันแทนฟันปลอมหากผู้ป่วยมีฟันที่แข็งแรงเพียงพอ ฟันที่แข็งแรงสามารถทำหน้าที่เป็นจุดยึดสำหรับสะพาน ต่างจากฟันปลอมที่ต้องยึดกับเหงือกโดยใช้วัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชั่วคราวซึ่งไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร
  • ติดตั้งเร็วกว่าตัวเลือกอื่น : สะพานฟันจะเข้าที่ได้เร็วกว่าการปลูกถ่ายปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากไม่จำเป็นต้องปลูกถ่ายกระดูก แม้จะใส่รากฟันเทียมสองสามตัวเพื่อยึดสะพานฟันเพื่อการรักษา แต่ก็เร็วกว่าการปลูกรากฟันเทียมเพิ่มเติม

ข้อเสียของสะพานฟัน

  • ฟันซี่ที่แข็งแรงเสียหายไว : สะพานฟันเพื่อการรักษาแบบเดิมๆ ต้องครอบฟันที่แข็งแรงสมบูรณ์ ฟันที่แข็งแรงทั้งสองข้างของสะพานจะต้องกรอ และครอบฟัน ซึ่งส่งผลให้เคลือบฟันที่แข็งแรงบางส่วนหายไป สิ่งนี้จะเพิ่มความเสี่ยงของความเสียหายถาวรต่อฟันที่แข็งแรงอยู่แล้ว
  • ไม่ยืดหยุ่นต่อฟันจริง : สะพานฟันแบบแมริแลนด์ สามารถสร้างความเสียหายให้กับฟันที่มีอยู่ได้และไม่แข็งแรง เนื่องจากสะพานฟันแบบแมริแลนด์ เกี่ยวข้องกับการประสานโลหะเข้ากับด้านหลังของฟัน จึงสามารถสร้างความเสียหายถาวรให้กับฟันที่แข็งแรงได้ สะพานฟัน2022 เหล่านี้ไม่ยืดหยุ่นต่อแรงกดดันจากการเคี้ยวเหมือนสะพานฟันประเภทอื่นๆ
  • แม้ราคาถูก ถ้ารองรับรากฟันเทียมอาจแพง : สะพานฟันที่รองรับรากฟันเทียมใช้เวลานานและมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้องวางรากฟันเทียมก่อน จึงอาจใช้เวลาสองสามเดือนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจำเป็นต้องปลูกถ่ายกระดูกก่อนเพื่อเสริมกระดูกขากรรไกรเพื่อรองรับรากฟันเทียม ค่าใช้จ่ายของรากฟันเทียมทั้งสองข้างที่ข้างใดข้างหนึ่งของสะพานจะทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้น
  • อายุการใช้งานของสะพานฟันสั้น : สะพานฟันเพื่อการรักษามีอายุการใช้งานไม่นานเท่ากับรากฟันเทียม ไม่ควรมีอายุการใช้งานเหมือนรากฟันเทียม เนื่องจากในที่สุดสะพานที่เสียหายจะกระทบกับฟันซี่อื่นๆ พวกมันอาจไม่สามารถคงอยู่กับที่ตลอดไป

H2: อย่างไรก็ตามสะพานฟันเพื่อการรักษาไม่ได้แก้ไขการสูญเสียกระดูกในกราม เมื่อฟันหลุดหรือถอนออก กระดูกขากรรไกรที่เคยยึดเข้าที่จะเริ่มดูดซับหรือละลาย สะพานลอยอยู่เหนือแนวเหงือกและไม่มีราก ต่างจากรากฟันเทียมที่มีรากเทียมที่ขันเข้ากับกระดูกขากรรไกร ดังนั้นสะพานฟันจึงไม่หยุดการสูญเสียมวลกระดูกที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับรากฟันเทียม แต่ก็ยังน้อยกว่าการปลูกถ่ายทั้งหมดที่มี เมื่อทราบแล้วว่าสะพานฟันทำงานอย่างไรและประเภทต่างๆ ว่ามันมีข้อดีที่สำคัญที่สุดในการเลือกใช้สะพานฟันปลอดภัยแทนตัวเลือกอื่นๆ บางทีสะพานฟันยังมีข้อเสียอยู่บ้างเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นในการเปลี่ยนฟัน หรือทดแทนซี่ที่เสียหายไป ทั้งนี้ต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของทันตแพทย์เป็นหลักเสมอ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำสะพานฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#สะพานฟัน #ทันตกรรม

สียางจัดฟันเสริมดวงตามราศี 2565

“สียางจัดฟันเสริมดวงตามราศี” แบบไหนดีปี 2565 ให้หนุนดวงสูงขึ้น

ทีมสายมูอยากจัดฟันต้องอ่าน! เราจะเลือก “สียางจัดฟันเสริมดวงตามราศี” แบบไหนดีปี 2565 ให้หนุนดวงสูงขึ้น

บางคนใส่เหล็กดัดฟันเป็นเดือนหรือเป็นปี จนรู้สึกเบื่อสียางจัดฟัน จึงต้องการเลือกสีสียางยอดนิยม ที่ถูกใจ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง น้ำเงิน เขียว ม่วง และชมพูเป็นสีจัดฟันทั่วไปบางส่วน หรือสามารถผสมและจับคู่เพื่อสร้างชุดสีของคุณเองได้ หากคุณมีปัญหาในการเลือกสีให้เหมาะกับเครื่องมือจัดฟัน ให้ปรึกษากับทันตแพทย์จัดฟันของคุณ สมัยนี้การพึ่งพาความเชื่อหรือสายมูเพื่อให้ได้สียางจัดฟันเสริมโชคให้กับตนเอง จนมี “สียางจัดฟันเสริมดวง ปี 2565” เพื่อออกแบบมาให้หนุนดวงให้เปลี่ยนแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

ผู้ใส่เหล็กจัดฟันสมัยใหม่มีทางเลือกสียางยอดนิยมมากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งแตกต่างจากการจัดฟันในยุคแรกๆ เลือกจากสีที่ชอบที่มีหลายเฉดได้ ตั้งแต่สีแคนดี้ แอปเปิ้ลสีแดง ไปจนถึงสีน้ำตาลแดงเข้ม รอยัลบลู หรือเฉดสีน้ำทะเลที่สวยงาม โดยสียางเปลี่ยนดวงมีตัวเลือกมากกว่าที่เคยเมื่อพูดถึงการจัดฟันแบบสียาง การเลือกสียางจัดฟันเสริมดวงนั้น จริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยนสียางกันง่ายๆ คนที่จะเปลี่ยนสียางได้นั้นจะต้องเป็นทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งการเลือกสียางเสริมดวงทั้งที จะต้องเลือกสียางที่ช่วยให้ฟันขาวสะอาดเป็นหลัก หรือเลือกสียางแล้วฟันต้องไม่เหลืองหรือหมองลง นั่นแหล่ะจะเป็นสียางเปลี่ยนดวงที่แท้จริง โดยจะมีสีช่วยเสริมดวงตามราศีอะไรบ้าง จะขออธิบายได้ดังนี้

ราศีมังกร (15 ม.ค. – 12 ก.พ.)

  • ชาวราศีมังกรมีความเป็นธาตุดินในตัวสูง จะเน้นความหนักแน่น เสริมพลังให้กับเจ้าตัวเป็นหลัก เพราะคนเกิดราศีมังกรจะมีพลังในความตั้งใจ แน่วแน่ ไม่เปลี่ยนไปทำอะไรง่ายๆ และต้องแน่ใจว่าสิ่งที่ทำต้องออกมาดีสมกับที่ทุ่มเท หรือตั้งใจ ไม่ว่าจะด้วยการงาน การเงิน
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นชมพูกลีบบัว หรือชมพูเข้ม และสีม่วง ซึ่งช่วยเพิ่มโชคลาภทางด้านการเงิน การงาน และสุขภาพ อีกทั้งส่งเสริมชะตาให้มีจิตใจที่มั่นคง

ราศีกุมภ์ (13 ก.พ. – 14 มี.ค.)

  • ราศีกุมภ์เป็นคนที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ มีหัวคิดด้านนวัตกรรม ก้าวหน้า เป็นตัวแทนของผู้ถือโถน้ำ จึงเป็นสัญญาณทางโหราศาสตร์ที่มีมนุษยธรรมมากที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว ชาวราศีกุมภ์มุ่งมั่นที่จะทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น แต่จะมีความอ่อนไหวในบางครั้ง
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นสีเบจ สีเขียว หรือสีโทนขาว จะช่วยให้การเจรจาราบรื่น เพิ่มความก้าวหน้าในที่ทำงาน และการเงินราบรื่น

ราศีมีน (15 มี.ค. – 13 เม.ย.)

  • ชาวราศีมีนเป็นราศีที่เข้าใจได้ง่าย อ่อนไหว และเห็นอกเห็นใจมากที่สุดของจักรราศี เป็นสัญญาณสุดท้าย ราศีมีนได้ซึมซับทุกบทเรียน ความสุขและความเจ็บปวด ความหวัง และความกลัว เรียนรู้จากสัญญาณอื่น ๆ ทั้งหมด สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นสีม่วง สีเบจ ถ้าม่วงเข้มได้ยิ่งดี เพราะจะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี และเกื้อหนุนเรื่องโชคลาภและการลงทุน

ราศีเมษ (14 เม.ย. – 14 พ.ค.)

  • ชาวราศีเมษมีความเป็นธาตุไฟในตัว ซึ่งราศีเมษชอบที่จะเป็นที่หนึ่ง โดยธรรมชาติแล้ว มีความกล้าหาญและทะเยอทะยาน ค่อนข้างสนใจในสิ่งที่ท้าทายที่สุด และจะทำให้แน่ใจว่าจะออกมาให้ดีเสมอ
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นโทนเย็น เช่น สีฟ้า น้ำเงิน สีใส หรือสีขาว เพราะโทนเย็นจะช่วยสมดุลความเป็นธาตุไฟของราศีนี้ได้ และช่วยเรื่องผู้ใหญ่อุปถัมภ์ หรือเสริมบริวารได้ดี

ราศีพฤษภ (15 พ.ค. – 14 มิ.ย.)

  • ชาวราศีพฤษภเป็นสัญลักษณ์ดินที่เป็นตัวแทนของวัว ชาวราศีพฤษภเพลิดเพลินกับการผ่อนคลายในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ ที่รายล้อมไปด้วยเสียงที่นุ่มนวล กลิ่นหอมที่ผ่อนคลาย และรสชาติอาหารที่ชุ่มฉ่ำ แน่นอนว่าติดดินคือที่หนึ่งเสมอ ค่อนข้างมั่นใจในระดับหนึ่ง
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นโทนเขียวใบไม้ กับสีฟ้า จะช่วยสร้างความมั่นใจ การเงินคล่องตัว และช่วยให้มีความมั่นคงทางจิตใจมากขึ้น

ราศีเมถุน (15 มิ.ย. – 16 ก.ค.)

  • ชาวราศีเมถุนมีความเป็นธาตุลมสูง เนื่องด้วยธรรมชาติชาวราศีนี้ ขี้เล่น และเอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างน่ารัก ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่รู้จักพอ จะต้องเพิ่มความสนใจในการแสวงหามากและต้องเพิ่มความพยายาม หากจะทำอะไร อย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นโทนเย็น เช่น สีแดง สีชมพูอ่อน สีเบจ สีขาว สีชมพูบานเย็น เนื่องจากอิทธิพลของสีมาจากสีแดง ช่วยเพิ่มพลังความตั้งใจ ให้มีความมุ่งมั่นในการทำมาหากิน

ราศีกรกฎ (17 ก.ค. – 16 ส.ค.)

  • ชาวราศีกรกฎนั้น จะต้องมีความไว้ใจได้ในราศีนี้ เพื่อในการดำรงอยู่ทั้งในด้านอารมณ์และด้านวัตถุ ราศีกรกฎมีสัญชาตญาณของความละเอียดอย่างมากและความสามารถทางจิต อาจจะอาศัยความรอบคอบ แต่มั่นใจได้ว่ายิ่งรอบคอบเท่าไหร่ การทำผลงานย่อมออกมาดีเสมอ
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นน้ำเงินกับส้ม เพราะช่วยเพิ่มการตัดสินใจที่รวดเร็ว แต่ยังคงรอบคอบอยู่ และช่วยให้เก็บเงินอยู่อีกด้วย

ราศีสิงห์ (17 ส.ค. – 16 ก.ย.)

  • ชาวราศีสิงห์เป็นตัวแทนของสิงโตและธาตุไฟที่มีชีวิตชีวา เสมือนเป็นราชาและราชินีแห่งป่า จะยินดีที่จะยอมรับสถานะความเป็นที่หนึ่ง และการได้รับการยอมรับ แน่นอนว่าจะเป็นคนที่มีไฟเวลาจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้มีความนิยมชมชอบต่อตนเอง
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นสีม่วงอ่อน กับเขียวใบไม้ เพราะสีนี้ช่วยให้มีความรัดกุมในการตัดสินใจอะไรสำคัญๆ เพื่อลดความใจร้อนและใจเย็นมากขึ้น

ราศีกันย์ (17 ก.ย. – 17 ต.ค.)

  • ชาวราศีกันย์มีเหตุผล ปฏิบัติได้จริง และเป็นระบบในแนวทางการใช้ชีวิต บางทีก็เป็นพวกชอบความสมบูรณ์แบบในหัวใจ ไม่กลัวที่จะพัฒนาทักษะผ่านการฝึกฝนอย่างขยันหมั่นเพียร และสม่ำเสมอ
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นน้ำเงินกับฟ้าแบบ Cyan เพราะช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ลดปัญหา ความขัดแย้งในที่ทำงาน และช่วยให้เงินไม่ขาดมือ

ราศีตุล (18 ต.ค. – 16 พ.ย.)

  • ชาวราศีตุล จะเน้นอะไรที่เท่าเทียม แฟร์ๆ ขณะเดียวกันชาวราศีตุลหมกมุ่นอยู่กับความสมมาตรและมุ่งมั่นที่จะสร้างสมดุลในทุกด้านของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงเรื่องของหัวใจ
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นสีแดงอ่อน สีพาสเทล หรือสีกุหลาบ เพราะช่วยให้เป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อตนเอง และความราบรื่นทุกอย่าง

ราศีพิจิก (17 พ.ย. – 15 ธ.ค.)

  • ชาวราศีพิจิก ค่อนข้างจะไปตามอารมณ์ตัวเองเป็นหลัก เนื่องจากอิทธิพลของธาตุน้ำ ทำให้ได้รับความกล้าหาญเป็นพิเศษจากความสามารถทางจิต ซึ่งทำให้สัญลักษณ์นี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ซับซ้อนและมีพลังที่สุดของจักรราศี แต่ก็ต้องเพิ่มความแน่นอนในชีวิต
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นสีเขียว สีน้ำตาล หรือสีที่เป็นเอิร์ธโทนเป็นหลัก เพื่อให้เจ้าตัวไม่ปล่อยตัวเองตามอารมณ์เกินไป เพิ่มโอกาสรายได้ที่ดีและเพิ่มโชคลาภในการเสี่ยงโชค

ราศีธนู (16 ธ.ค. – 14 ม.ค.)

  • ชาวราศีธนูมักจะแสวงหาความรู้ เนื่องจากสัญญาณธาตุไฟ จะเริ่มต้นการแสวงหาหลายอย่าง เช่น การมุ่งเป้าหมายเหมือนลูกศรที่พุ่งไปข้างหน้า และยังเป็นตัวแทนของสติปัญญาเฉียบแหลม
  • ถ้าสียางเปลี่ยนดวงนั้น สีที่ควรใช้ควรเป็นสีม่วงเข้ม สีฟ้าน้ำทะเล เพราะจะช่วยให้มีความมั่นคง ความตั้งใจในการทำสิ่งต่างๆ ให้บรรลุผล และการเงินที่มั่นคง

ทุกราศีกล่าวมานั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สื่อถึงความทรงพลัง และมีความสำคัญในปริศนาที่เป็นจักรราศี ธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ลม ไฟ น้ำ ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เราเลือกสียางเสริมดวงเพื่อให้เหมาะสมต่อตนเอง และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามสียางจัดฟันเสริมดวงสำหรับปี 2565 ก็เป็นแนวทางในการเลือกมากกว่า ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่นั้น ไม่ได้อยู่ที่สียางยอดนิยม แต่มันอยู่ที่การใช้ชีวิตประจำวัน และการดูแลตัวเองควบคู่กับการได้รับคำแนะนำจากทันตแพทย์เรื่องฟันของเรา สิ่งนี้จะช่วยให้เรามีความราบรื่นทั้งดวงและสุขภาพฟันที่ดีเช่นกัน

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ยางจัดฟัน #จัดฟัน

อาการปวดฟันคุด 2022

อาการปวดฟันคุด 2022

หลายๆคนที่มีอาการปวดฟันคุด เหงือกบวม แล้วก็คิดว่าอยากจะถอนมันออกซะเหลือเกิน แต่ไม่กล้าไปหาทันตแพทย์หรือคุณหมอ เพราะถ้ามีอาการปวดอยู่หรือบวมอยู่ หลายครั้งที่จะได้รับคำตอบจากคุณหมอที่มักจะบอกคนไข้ที่มายังคลินิคว่า ยังถอนให้ไม่ได้ ทำเอาคนไข้หลายรายถึงกับคอตกกลับบ้านกันมานักต่อนัก แต่ในบทความในวันนี้จะเคลียร์ข้อข้องใจ ถึงอาการปวดฟันคุดที่หลายๆคนหนักอกหนักใจ อย่าพึ่งกังวลไปค่ะ เพราะเนื่องจากคุณหมอหรือทันตแพทย์นั้น ส่วนใหญ่แล้วมีหลักการการพิจารณาคนไข้ที่ปวดฟันคุดง่าย ๆ อยู่เพียง 3 ข้อ สำหรับใช้ในการพิจารณารักษาอาการปวดฟันคุดของคนไข้เบื้องต้นแต่ละเคสนั่นเอง โดยจะเริ่มที่หลักการ ข้อที่ 1 นั่นก็คือการพิจารณากำจัดสาเหตุการติดเชื้อออกไป อาทิ การถอนฟัน การให้ยารับประทานเบื้องต้น เป็นต้น 2. เช็คจากอาการคนไข้ต่อการต่อต้านยาชามากน้อยเพียงใด เนื่องจากผลของอาการปวดฟันหรือการอักเสบนั่น ส่งผลอย่างยิ่งต่อฤทธิ์ของยาชาโดยตรงนั่นเอง

ดังนั้น การต่อต้านยาชาของบริเวณที่มีการอักเสบติดเชื้อในช่องปาก ส่งผลให้ภาวะเนื้อเยื่อกลายเป็นกรดได้ง่ายมากๆ ซึ่งมันจะส่งผลให้ทำปฎิกิริยาต่อต้านกับยาชาที่มีฤทธิ์เป็นเบสอย่างมาก ดังนั้น บริเวณที่มีการติดเชื้อและอักเสบของฟันคุด ส่งผลให้ยาชาที่คุณหมอฉีดให้นั่น ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ หรือเรียกว่าชาได้ไม่เต็มที่นั่นเอง สำหรับหลักการสุดท้าย ในข้อที่ 3 ที่คุณหมอจะพิจารณานั่นก็คือ ระดับอาการที่จะเกิดขึ้นกับคนไข้ที่เข้ามาทำการรักษา ซึ่งก็ได้แบ่งออกเป็นได้ 3 ระดับด้วยกัน ดังนี้ คือ แบบที่ 1 คนไข้ที่มีอาการติดเชื้อรุนแรง เคสนี้คุณหมอจะตัดสินใจถอนให้ทันที ทว่า ในกรณีที่คนไข้มีอาการปวดอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถทนเจ็บได้นั่น รวมไปถึงเคสที่คนไข้จำเป็นต้องถอนออกมาหลายซี่ ลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้วิธีการวางยาสลบ หรือถอนฟันคุดภายใต้ยาสลบ เพื่อให้ฟันซี่มีอาการติดเชื้อถูกถอนออกไปโดยเร็วที่สุด เพื่อลดอาการแทรกซ้อนหรือรุนแรงตามมาภายหลัง ดังนั้น ทันตแพทย์หลายท่าน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นถึงเหตุจำเป็นที่ต้องถอนก็จะต้องถอนได้ทันทีนั่นเอง เพื่อให้อาการติดเชื้อนั้นจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว แบบที่ 2 ติดเชื้อระดับกลาง ที่คนทั่วไปมักเป็นกัน หรือคุณหมอจะเจอกันเยอะที่สุด อย่างเช่น คนที่มีอาการเหงือกบวมและรู้สึกปวด ๆ หาย ๆ เป็นระยะ ในระดับนี้จึงเหมาะสมกับทางเลือกที่ 2 คือลดการอักเสบด้วยการรับประทานยา ให้การติดเชื้อของคนไข้ทุเลาเบาบางลง เมื่อกลับมาผ่าฟันคุดออกในครั้งถัดไป ยาชาก็จะทำปฎิกิริยาได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

สำหรับในเคสที่คนไข้นั่น ไม่สามารถอ้าปากได้ หรืออ้าปากไม่ขึ้นเนื่องจากยังมีอาการปวดฟันคุด ทางทันตแพทย์หรือคุณหมอ ก็จะแนะนำให้รับประทานยาลดอาการอักเสบ และอาการปวดฟันคุดก่อนสักระยะ เพื่อช่วยให้รักษาฟันคุดในภายหลัง สบายทั้งคนไข้และสะดวกทั้งคุณหมออีกด้วย แบบที่ 3 คือภาวะติดเชื้อเล็กน้อย หรือยังไม่ติดเชื้อมากนัก คือ มีอาการปวดนิด ๆ หน่อย ๆ มีอาการอักเสบน้อยมาก โดยทางคุณหมอเอง จะมีการตรวจเช็คช่องปาก หากคนไข้มีแนวโน้มจะเจอปัญหาการติดเชื้อ การอักเสบในระยะยาว อาทิ ฟันคุดมีการขึ้นเอียงชนฟันซี่อื่นๆ ส่งผลให้ฟันซี่ข้างๆ มีโอกาสสูงที่จะผุเสียหายตามไปด้วย ทางคุณหมอหรือทันตแพทย์ก็อาจจะพิจารณาให้คนไข้เข้ามาทำการรักษาโดยการเอาฟันคุดออก หลังการกลับบ้านไปควรทานยาลดอักเสบเป็นระยะ แล้วจึงสามารถกลับมาถอนฟันคุด คนไข้ก็จะมีแนวโน้มการรักษาที่ดีขึ้น และยาชาที่ใช้ร่วมกับการรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปด้วย ดังนั้นหากเราเจอฟันที่มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาฟันคุด ทุกท่านควรหาเวลาไปพบคุณหมอหรือทันตแพทย์เพื่อถอนฟันคุดออก ในช่วงที่ไม่มีอาการจะดีที่สุดนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เชื่อว่าหลายๆคนตอนนี้คงได้รับทราบข้อมูลคร่าวๆและพอจะเข้าใจกันแล้วว่า ถ้ามีอาการปวดบวมจะไปถอนฟันคุดได้เลยหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือแนะนำให้คนไข้ไปพบคุณหมอตรวจช่องปากก่อนได้นะคะ เพราะคุณหมอจะต้องเห็นลักษณะในช่องปากและประเมินแนวโน้มด้านในปากทั้งช่องปากเลยค่ะว่า คนไข้มีแนวโน้มฟันคุดอยู่ในระดับความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะแนะนำคนไข้ว่าควรจะให้รีบประทานยาก่อนหรือทำการถอนฟันคุดได้เลย

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายผ่าฟันคุด
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันคุด #ถอนฟันคุด #ผ่าฟันคุด

โครงการ-ฟันเทียม-รากฟันเทียม-เฉลิมพระเกียรติ

สธ. ตั้งเป้า ปี 66-67 ผู้สูงอายุ ใส่ฟันเทียม 72,000 คน ฝังรากฟันเทียม 7,200 คน

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายแพทย์โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวโครงการ “ฟันเทียม รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567” โดยมี นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าว

นายแพทย์โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ในปี 2566 ซึ่งปัญหาเรื่องหนึ่งของผู้สูงอายุ คือ ปัญหาสุขภาพฟันและสุขภาพช่องปาก ผู้สูงอายุที่เสียฟันทั้งปากจะเคี้ยวอาหารได้ไม่ดี กินได้เฉพาะอาหารอ่อน และการใส่ฟันเทียมจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งการใส่ฟันเทียมแบบครอบเหงือกทั้งปาก ได้มีการพัฒนาเป็นสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของทั้ง 3 สิทธิ มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ผู้ที่ใส่ฟันเทียมแบบครอบเหงือกมานาน จะมีปัญหาฟันเทียมหลวม และต้องเพิ่มการรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียม เพื่อเป็นที่ยึดเกาะของชุดฟันเทียม แต่เนื่องจากรากฟันเทียมที่มีคุณภาพดีต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพง อัตราค่าบริการรากเทียมจากยุโรป ค่าบริการรากละ 55,000 – 100,000 บาท และรากเทียมในเอเชีย ค่าบริการรากละ 25,000 – 40,000 บาท กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จัดทำโครงการ “ฟันเทียม รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสืบสานโครงการจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการแก้ปัญหาให้ผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากได้รับฟันเทียม และรากฟันเทียม เพื่อการกินอาหารดีขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี โดยโครงการนี้มีเป้าหมายใส่ฟันเทียมจำนวน 72,000 คน และฝังรากฟันเทียมจำนวน 7,200 คน ในระยะเวลา 2 คือ ปี 2566-2567

            นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาระบบบริการสุขภาพ พร้อมจัดระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุม เพื่อตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพและความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะการบริการด้านสุขภาพช่องปาก กระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนาระบบการดูแลเรื่องการสูญเสียฟันทั้งปากจนไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารได้ ซึ่งขณะนี้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังมีความจำเป็นต้องใส่ฟันเทียมทั้งปาก 270,000 ราย อยู่ในสิทธิประโยชน์ทุกสิทธิ ทั้งสิทธิบัตรทอง กรมบัญชีกลาง และประกันสังคม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อรับบริการได้ที่โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ทุกแห่ง ของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนการฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก เป็นเทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง เพื่อเพิ่มคุณภาพการใช้งานฟันเทียมทั้งปากให้แน่นขึ้น โดยมีความจำเป็นประมาณร้อยละ 10 ของผู้ใส่ฟันเทียมทั้งปาก ขณะนี้มีโรงพยาบาลที่มีความพร้อม มีทันตแพทย์ที่สามารถให้บริการได้ในโรงพยาบาล ประมาณ 180 แห่งทั่วประเทศ

            นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สุขภาพช่องปากเป็นปัญหาที่ยังคงพบได้สูงในคนไทยทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะวัยทำงานตอนปลายและผู้สูงอายุ หากโรคในช่องปากไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่เด็ก และมีการสะสมโรค จะทำให้ปัญหามีความรุนแรงซับซ้อนขึ้น จนนำไปสู่การสูญเสียฟัน ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพระดับประเทศทุก 5 ปี ของกรมอนามัย พบว่า ผู้สูงอายุ 60 – 74 ปี มีฟันแท้เฉลี่ย 18 ซี่ต่อคน และเมื่ออายุ 80-85 ปี ลดลงเหลือเพียง 10 ซี่ต่อคน และมีผู้สูงอายุที่สูญเสียทั้งปาก ร้อยละ 8.7 โดยบางส่วนได้รับการใส่ฟันเทียมไปแล้ว การสูญเสียฟันทั้งปาก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สุขภาพร่างกาย และคุณภาพชีวิตชัดเจน กรมอนามัยจึงได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้ เห็นความสำคัญของการมีสุขภาพช่องปากที่ดี มีการใช้เทคโนโลยี Digital เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร ควบคู่กับการสื่อสารผ่านเครือข่ายแกนนำชุมชน เพื่อนำไปสู่การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี สามารถดูแล เฝ้าระวังอนามัยช่องปากตนเอง และเข้ารับบริการเมื่อจำเป็น เพื่อเก็บรักษาฟันให้ใช้งานได้ตลอดชีวิต

            นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะ   การสูญเสียฟันทั้งปากส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สุขภาพร่างกาย ตลอดจนด้านจิตใจผู้สูงอายุ จึงมีความจำเป็นต้องใส่ฟันเทียมทั้งปาก โดยเฉพาะในขากรรไกรล่าง ถึงแม้จะมีการทำฟันเทียมอย่างดีแล้ว แต่ในผู้ใส่ฟันเทียมบางรายที่มีสันเหงือกเตี้ย หรือใส่ฟันเทียมมานาน กระดูกขากรรไกรอาจละลาย ทำให้ฟันเทียมหลวมไม่กระชับ เคี้ยวอาหารไม่ได้ เคี้ยวแล้วเจ็บ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีการควบคุมของกล้ามเนื้อบริเวณช่องปากได้ไม่ดี จะผลให้การยึดอยู่ของฟันเทียมไม่ดีเช่นกัน ดังนั้น การนำเทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูงมาใช้แก้ไขในกรณีนี้คือ การฝังรากฟันเทียม 2 รากในขากรรไกรล่าง เพื่อรองรับฟันเทียมชิ้นล่าง ซึ่งในประเทศไทย ได้มีการผลิตนวัตกรรมรากฟันเทียมขึ้นมา ในโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550-2557 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานฟันเทียมทั้งปากชิ้นล่าง ด้วยการฝังรากเทียม 2 รากในผู้สูงอายุ 18,400 ราย ทั้งนี้ กรมการแพทย์ โดยสถาบันทันตกรรมเป็นหน่วยประสาน การดำเนินงานรวมถึงพัฒนาศักยภาพทันตบุคลากร ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายบริการจำนวน 301 แห่งทั่วประเทศ และมีการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องมาถึงในปัจจุบัน

            ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า ปี 2546 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีกระแสพระราชดำรัสว่า “คนเราเวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” หน่วยทันตกรรมพระราชทานจึงสนองกระแสพระราชดำรัส โดยพัฒนาให้มีการใส่ฟันเทียม ในหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ และทรงพระราชทานรถใส่ฟันเทียมเคลื่อนที่คันแรกของประเทศไทย ต่อมาในปี 2547 พบว่า ผู้สูงอายุสูญเสียฟันทั้งปากจำเป็นต้องใส่ฟันเทียมทั้งปากถึง 300,000 คน ซึ่งส่งผลต่อการเคี้ยว กัด กลืนอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ทั้งด้านกายภาพ อารมณ์ และสังคม แต่ขณะนั้นสามารถใส่ฟันเทียมทั้งปากได้เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่บางแห่งเท่านั้น รวมแล้วจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปากทั้งประเทศได้ปีละ 2,000 ราย หน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครีอข่ายที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานโครงการฟันเทียมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา โดยกรมอนามัยเป็นหน่วยประสานการดำเนินงาน ทั้งพัฒนาระบบบริการ ระบบส่งต่อ และพัฒนาศักยภาพทันตแพทย์ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ทุกโรงพยาบาลสามารถใส่ฟันเทียมทั้งปากได้ เฉลี่ยปีละกว่า 35,000 รวมตั้งแต่ปี 2548 ผู้สูงอายุได้รับการใส่ฟันทั้งปากแล้ว รวม 720,000 ราย

นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการฟันเทียม รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษาครั้งนี้ โดยสปสช. ตระหนักถึงปัญหาผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันที่ควรได้รับการดูแล รวมถึงผู้ที่อายุต่ำกว่า 60 ปี ที่จำเป็นต้องใส่ฟันเทียม จึงได้บรรจุบริการฟันเทียม ทั้งกรณีการใส่ฟันเทียมทั้งปากและการใส่ฟันเทียมบางส่วนที่ถอดได้ เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา จากข้อมูล ปี 2564 มีประชาชนที่เข้าบริการใส่ฟันเทียมทั้งปาก และฟันเทียมบางส่วนแบบถอดได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 62,717 คน แต่การใส่ฟันเทียมในผู้ป่วยบางรายเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีฟันมาเป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งสันกระดูกขากรรไกรล่างแบน จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดใส่รากฟันเทียมที่มีค่าใช้จ่ายสูงเพื่อยึดติดฟันเทียม ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ได้อนุมัติเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์การผ่าตัดใส่รากฟันเทียมสำหรับผู้ที่ไม่มีฟันทั้งปากที่มีข้อบ่งชี้ และมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2565 ให้กับคนไทย

สอบถามเพิ่มเติม
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันเทียม #รากฟันเทียม #ฟันเทียมผู้สูงอายุ #สธนนทบุรี