จัดฟันครั้งแรกมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

จัดฟันครั้งแรกมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

จัดฟันครั้งแรกมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พร้อมแนะวิธีเตรียมตัว

ใครฟันไม่สวย ฟันเหยิน ฟันเก ฟันซ้อน เดี๋ยวไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้วว่ายิ้มแล้วจะไม่สวย เพราะการจัดฟันช่วยคุณได้ แต่ในความอยากสวย อยากหล่อ ก็มาพร้อมความกังวลใจ เพราะการจัดฟันมีค่าใช้จ่ายนั่นเอง ทำให้หลายคนถึงกับต้องอดทนเอาไว้ก่อน กลัวว่าจะแพงหรือเปล่า หรือกลัวว่าจะไม่มีเงินจ่าย เราจะมาดูกันค่ะ ว่าจัดฟันครั้งแรกมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พร้อมคำแนะนำการเตรียมตัวเพื่อจัดฟัน

การจัดฟันมีกี่แบบ

ใครอยากจัดฟันและกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่าย แนะนำว่าคุณจะต้องรู้รูปแบบของการจัดฟันด้วยค่ะ เนื่องจากการจัดฟันมีหลายรูปแบบจึงทำให้ราคาแตกต่างกันออกไป ซึ่งการจัดฟันแบ่งออกเป็น 3 แบบหลัก ๆ ดังนี้

  • การจัดฟันแบบโลหะ : แบบที่เราเห็นโดยทั่วไป ที่มีเครื่องเป็นโลหะติดอยู่กับผิวฟัน ซึ่งช่วงราคาเริ่มต้น สามารถ Add Line @BPDC เพื่อสอบถามราคาอัพเดทล่าสุด 2022
  • การจัดฟันแบบดามอน : เป็นการจัดฟันแบบเร่งด่วน ใช้เวลาน้อย การจัดฟันวิธีนี้ทำให้ฟันเข้ารูปและเสร็จเร็ว และยังช่วยลดความเจ็บปวดให้น้อยลงด้วยเมื่อเทียบกับการจัดฟันแบบโลหะ ซึ่งช่วงราคาเริ่มต้น สามารถ Add Line @BPDC เพื่อสอบถามราคาอัพเดทล่าสุด 2022
  • การจัดฟันแบบใส Invisalign : เป็นการจัดฟันแบบใส ที่สามารถถอดได้ และถูกออกแบบมาเฉพาะบุคคลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งช่วงราคาเริ่มต้น สามารถ Add Line @BPDC เพื่อสอบถามราคาอัพเดทล่าสุด 2022
  • จัดฟันครั้งแรกต้องจ่ายเท่าไหร่?

เรื่องค่าใช้จ่ายมักเป็นสิ่งที่หลายคนกังลในการจ่ายฟัน ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วยค่ะ เนื่องจากแต่ละคนก็มีปัญหาภายในช่องปากที่แตกต่างกันไป สำหรับการจัดฟันครั้งแรก แนะนำให้เตรียมเงินประมาณ 1,200 บาท สำหรับราคาเริ่มต้นในการติดเครื่องมือ ซึ่งอันนี้จะไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอย่างการเคลียร์ช่องปากนะคะ เพราะแต่ละคนจะมีปัญหาช่องปากที่มากน้อยแตกต่างกันออกไปนั่นเอง

การเตรียมตัวก่อนการจัดฟันครั้งแรก

ขึ้นชื่อว่าครั้งแรก ใคร ๆ ก็กลัวและกังวลกันทั้งนั้น แต่การเตรียมตัวเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยให้เรามีความพร้อมทั้งทางกายและใจที่จะรับการจัดฟัน ส่งผลให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งเราสามารถเตรียมตัวได้ดังนี้

  1. พบทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อปรึกษาและตรวจสุขภาพในช่องปาก เพื่อหาความผิดปกติภายในช่องปากและเคลียร์ช่องปากก่อนจัดฟัน เช่น อุดฟันผุ ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ถอนฟันบางซี่
  2. วางแผนการจัดฟัน แน่นอนว่าคุณจะต้องคิดมาก่อนว่าจะจัดแบบไหน รวมถึงปรึกษาทันตแพทย์ว่าฟันและปัจจัยภายในช่องปากของคุณสามารถจัดฟันแบบไหนได้บ้าง มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และใช้ระยะเวลาในการจัดฟันนานแค่ไหน
  3. หากมีข้อสงสัยอะไร แนะนำว่าไม่ควรเก็บไว้ค่ะ ให้ถามคุณหมอไปเลยเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง เพราะอย่าลืมว่าหากเริ่มจัดแล้ว คุณจะต้องคงเครื่องมือจัดฟันไปอย่างน้อย ๆ 2 ปี
  4. เตรียมตัวเตรียมใจให้ดี หลายคนกลัวมากกับการไปหาหมอฟัน พอยิ่งต้องมาจัดฟันก็จะมีความรู้สึกทั้งตื่นเต้นและกลัวกังวลสารพัด ดังนั้นแนะนำว่าควรทำใจให้สบาย ๆ อย่าไปเครียด เพราะเมื่อเราเครียดมาก ๆ กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ก็จะตึง ทำให้การดำเนินการจะเป็นไปได้ลำบาง ซึ่งบางคนก็สงสัยว่า การจัดฟันครั้งแรก มันเจ็บอย่างที่เขาว่ากันหรือเปล่า ต้องบอกอย่างนี้ค่ะ ว่าอาการเก็บจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล สาเหตุมาจากการติดหรือปรับเครื่องมือใหม่ ทำให้หลอดเลือดถูกกดจากแรงดัดฟัน จึงทำให้รู้สึกเจ็บ อาการเหล่านี้จะหายภายใน 3-5 วัน

การจัดฟันครั้งแรกมีค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน ส่วนมากจะเป็นค่าใช้จ่ายปลีกย่อยอย่างการเคลียร์ช่องปาก รวมถึงเงินมัดจำบางส่วน ซึ่งการจัดฟันมีหลายแบบ เราสามารถเลือกที่กำลังเงินในกระเป๋าเราจะมีได้เช่นกัน

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #จัดฟันแบบโลหะ #จัดฟันแบบใส

7 ข้อควรรู้ อันตรายจากการผ่าฟันคุด

7 ข้อควรรู้ อันตรายจากการผ่าฟันคุด

7 ข้อควรรู้ อันตรายจากการผ่าฟันคุด

เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ฟันคุดเก็บเอาไว้ไม่ดี เพราะอย่างไรก็ต้องผ่าออกอยู่ดี แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะกล้าผ่า บางคนไม่ได้กลัวเจ็บอย่างแต่กลัวว่าผ่าไปแล้วจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีหรือเปล่า ก็พาลให้ไม่ยอมผ่าไปอีก ซึ่งอันที่จริงแล้วหากลองพิจารณาจะพบว่าการผ่าฟันคุดมีข้อดีกว่าการไม่ผ่าด้วยค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผ่าฟันคุดไปแล้วจะไม่มีอาการผิดปกติอะไร เราจะพาไปดูข้อควรรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการผ่าฟันคุด

ฟันคุด ไม่ผ่าได้ไหม

ก่อนที่เราจะไปถึงเรื่องอันตรายจากการผ่าฟันคุด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า จริง ๆ แล้วนั้น ถ้ามีฟันคุด ไม่ผ่าได้ไหม? ต้องบอกเลยว่า ใม่ผ่าได้คะ ถ้าคุณสามารถทนปวดได้ และสามารถทนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ได้

ถ้าไม่ผ่าฟันคุด

  • เหงือกบริเวณที่คลุมฟันจะเกิดอาการอักเสบ เพราะอาจมีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ใต้เหงือก ทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ จนเกิดเหงือกอักเสบ ปวด บวมและเป็นหนอง หากทิ้งไว้เชื้อจะกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • ฟันข้างเคียงผุ เพราะซอกฟันระหว่างฟันคุดกับฟันกรามซี่ที่สองที่อยู่ชิดกันนั้น ทำความสะอาดได้ยาก เศษอาหารจะติดค้างอยู่ทำให้เกิดฟันผุได้ทั้งสองซี่
  • กระดูกละลายตัว เพราะแรงดันจากฟันคุดที่พยายามดันขึ้นมา อาจทำให้กระดูกรอบรากฟัน หรือรากฟันข้างเคียงถูกทำลายไปได้
  • เกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก เพราะฟันคุดที่ทิ้งไว้นาน อาจเกิดเนื้อเยื่อหุ้มรอบฟันคุด อาจทำให้เนื้อเยื่อขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นถุงน้ำ
  • กระดูกขากรรไกรหัก เนื่องจากการที่มีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นบางกว่าตำแหน่งอื่น เกิดเป็นจุดอ่อน เมื่อได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นก็จะหักได้ง่าย

อันตรายจากการผ่าฟันคุด

หากเลือกผ่าฟันคุด ก็สามารถพบอันตรายจากอาการข้างเคียง รวมถึงโรคแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นภายหลังจากที่ผ่าฟันคุดไปแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งข้อควรรู้เกี่ยวกับอาการนั้นมีดังนี้

  1. เป็นไข้หรือมีการติดเชื้อหลังการผ่าฟันคุด
  2. ขากรรไกรแข็งหรือมีอาการอ้าปากได้ลำบาก
  3. กระดูกเบ้าฟันอักเสบ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้บ่อยที่สุดหลังจากการผ่าฟันคุด เกิดจากการที่ลิ่มเลือดไม่แข็งตัวภายในกระดูกเบ้าฟัน หรือลิ่มเลือดภายในกระดูกเบ้าฟันหลุดไป จนทำให้กระดูกเบ้าฟันว่างและแห้ง และเกิดอาการปวด นอกจากนี้ อาจมีกลิ่นและรสไม่พึงประสงค์ออกมาจากบริเวณกระดูกเบ้าฟัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นจากการดูแลได้ไม่ดีหลังการผ่าฟันคุด
  4. อาการบาดเจ็บที่เส้นประสาทใบหน้า จะมีอาการเจ็บแปลบและชาบริเวณลิ้น ริมฝีปากล่าง คาง ฟัน และเหงือกได้ อาการบาดเจ็บดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเพียงไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่กี่เดือน ซึ่งอาการดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้ เช่น ทานอาหารและน้ำได้ลำบาก
  5. ขากรรไกรหักเนื่องจากฟันคุดติดแน่นกับบริเวณกรามมากเกินไป แต่พบได้น้อย
  6. โพรงไซนัสถูกเปิดออกเนื่องจากฟันคุดซี่ด้านบนถูกถอนออกและทะลุถึงโพรงไซนัส แต่พบได้น้อย
  7. เกิดเลือดออกในปริมาณมาก และหากเลือดไม่หยุดไหลภายใน 24 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์เพราะอาจเป็นอันตรายได้

เราก็ได้รู้เกี่ยวกับอันตรายจากการผ่าฟันคุดไปแล้ว แต่ไม่อยากให้ใครที่กำลังปวดฟันคุดต้องกลัวไปก่อนนะคะ เพราะอย่างไรเสีย การผ่าฟันคุดก็ส่งผลดีมากกว่าผลเสีย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและรักษาความสะอาดของช่องปากภายหลังจากการผ่าฟันคุดด้วยค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายผ่าฟันคุด
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ผ่าฟันคุด #ฟันคุด

ปวดฟันกราม เกิดจากอะไร

ปวดฟันกราม เกิดจากอะไร

ปวดฟันกราม เกิดจากอะไร เรียนรู้สาเหตุและการแก้ปัญหาที่ตรงจุด

คงไม่มีอยากปวดฟันกันใช่ไหมคะ โดยเฉพาะปวดฟันกราม ซึ่งเป็นฟันในตำแหน่งที่ใช้บดเคี้ยวอาหาร เพราะปวดฟันขึ้นมาเมื่อใด ความอร่อยในการกินอาหารก็หยุดอยู่แค่ตรงนั้น แล้วอาการปวดฟันกรามเกิดจากอะไร เราจะมีวิธีแก้ได้อย่างไรบ้าง ปักหมุดบทความนี้รอไว้เลย

ทำความรู้จักฟันกราม

ฟันกรามคือฟันที่ใช้สำหรับบดเคี้ยวซึ่งจะมีทั้งข้างบนและข้างล่าง เป็นฟันแท้ที่เมื่อหักไปแล้วก็จะไม่มีการงอกขึ้นมาใหม่อีก ถือว่าเป็นฟันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของการบดเคี้ยวแล้ว ยังจะทำงานร่วมกันกับฟันเขี้ยวในการคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของขากรรไกรอีกด้วย

สาเหตุที่ทำให้ปวดฟันกราม

อย่างที่บอกไปว่าฟันกรามเป็นฟันที่มีความสำคัญกับชีวิตของเรามาก เมื่อมีปัญหา หรือมีอาการปวดฟันกรามขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรเลยค่ะ ซึ่งสาเหตุที่มักจะทำให้ปวดฟันกราม มีดังนี้

  1. ฟันผุ

สาเหตุสุดเบสิกที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้ปวดฟันกราม ในระยะแรกของฟันผุนั้น อาจจะไม่มีอาการใด ๆ แต่ถ้าฟันเกิดผุมากขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการเสียวฟันเวลาดื่มน้ำร้อน, น้ำเย็น บางครั้งอาจจะรู้สึกปวดฟันขึ้นมาในขณะเคี้ยวอาหาร เนื่องจากมีเศษอาหารไปติดอยู่ในรูที่ผุนั้น การรักษาโดยการอุดฟันจะช่วยลดอาการปวดลงได้

  • 2.     การอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน

ถัดมาเป็นการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นผลจากฟันที่ผุลึกมาก จนกระทั่งทะลุโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะอยู่ในส่วนของรากฟันและอาจพบได้ในฟันสึก, ฟันร้าวหรือแตกลึกถึงโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอักเสบและติดเชื้อของเนื้อเยื่อในโรงประสาทฟัน ทำให้เกิดอาการปวดฟันกรามขึ้นมาได้

  • ปลายรากฟันอักเสบเป็นหนอง

ขยับความรุนแรงขึ้นไปอีกระดับ ถ้าการอักเสบของเนื้อเยื้อในโพรงประสาทฟันฟันเป็นอยู่นาน โรคอาจจะลุกลามไปที่ปลายรากฟัน ทำให้เกิดการติดเชื้อและเป็นหนองบริเวณปลายรากฟัน ก็จะมีอาการปวดฟันกรามได้เช่นกัน ร่วมกับการบวมของเหงือกบริเวณฟันที่ติดเชื้อและเป็นโรคได้ ถ้าเชื้อลุกลามออกนอกปลายรากไปที่ใต้คางหรือแก้ม จะสังเกตได้ว่าหน้าจะบวมได้ การรักษาจะเหมือนกับกรณีที่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน

  • ฟันคุด

ข้อบ่งชี้อาการปวดฟันกรามโดยเฉพาะก็ต้องยกให้ฟันคุดนี่ล่ะค่ะ โดยฟันคุดเกิดจากฟันที่จะขึ้นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายเป็นต้น โดยขึ้นมาได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากกระดูกขากรรไกรมีเนื้อที่ไม่เพียงพอหรือมีฟันซี่ข้างเคียงขวางไว้ มักเป็นที่ฟันกรามซี่ในสุด ทั้งข้างบนและข้างล่างจะทำให้รู้สึกปวดฟันเวลาที่ฟันกำลังจะขึ้นได้ ถ้าพบว่ามีเหงือกบวมรอบ ๆ เป็นหนองฟันคุย ฟันคุดควรได้รับการผ่าตัดฟันคุยจะทำให้อาการปวดฟันกรามก็จะลดลง

  • โรคเหงือกอักเสบและปริทันต์อักเสบ

และสาเหตุอย่างสุดท้ายที่จะส่งผลให้ปวดฟันกราม คือ โรคเหงือกอักเสบและปริทันต์อักเสบ มักมีสาเหตุมาจากคราบหินน้ำลายหรือหินปูน จะทำให้หงือกอักเสบ บวดมและปวดฟันได้ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหนึบ ๆ หรือปวดรำคาญ ร่วมกับแปรงฟันมีเลือดออก ถ้าเป็นมาก ๆ ฟันจะโยก

จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ทำให้ปวดฟันกรามมีมากมาย ซึ่งยังมีอีกหลาย ๆ โรคที่ทำให้ปวดได้ แต่ที่ยกตัวอย่างไปนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่ทำให้เกิดอาการปวดฟัน ดังนั้นหากรู้สึกว่ามีอาการปวดฟัน ควรไปพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อค้นหาสาเหตุและได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป การปล่อยทิ้งไว้จะให้ยิ่งเกิดอาการติดเชื้อ ลุกลาม จนแก้ไขได้ยาก

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน ถอนฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#อุดฟัน #ปวดฟัน #ถอนฟัน

หินปูนในช่องปาก ภัยเงียบทำลายฟัน

หินปูนในช่องปาก ภัยเงียบทำลายฟัน

หินปูนในช่องปาก ภัยเงียบทำลายฟัน

เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมเราถึงต้องขูดหินปูน แล้วหินปูนที่ว่านี้มันทำลายฟันเราอย่างไร ใครอยากมีสุขภาพช่องปากที่แข็งแรง บทความนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับหินปูนในช่องปาก ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภัยเงียบที่ทำลายฟันของเรา พร้อมแนะวิธีดูแลช่องปากให้ห่างไกลจากหินปูน

หินปูน คืออะไร

หินปูนเป็นคราบจุลินทรีย์หรือเศษอาหารที่สะสมและจับตัวกับเชื้อโรคจนตกตะกอนกลายเป็นของแข็งซึ่งเกาะอยู่ตามผิวฟัน  ซอกเหงือก ซอกฟัน และขอบฟัน โดยปกติคราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่บนผิวฟันจะมีลักษณะนิ่มและสามารถแปรงออกได้ แต่เมื่อใดที่มีแร่ธาตุจากน้ำลายมาผสมด้วยจะกลายเป็นคราบหินปูนที่มีลักษณะเป็นของแข็งไม่สามารถแปรงได้เอง จึงทำให้เราต้องคอยไปขูดหินปูนนั่นเอง

หินปูน เกิดจากอะไร

สาเหตุหลักของการเกิดหินปูนคือการดูแลสุขอนามัยของช่องปากที่ไม่ดีพอนั่นเองนอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะทางพันธุกรรมการดื่มชากาแฟหรือสูบบุหรี่เป็นประจำก็สามารถทำให้คราบหินปูนได้อีกด้วยเช่นกัน

หินปูนก่อให้เกิดอันตรายได้ไหม

เมื่อจุลินทรีย์ปล่อยสารที่เป็นกรดออกมาทำให้เกิดเหงือกอักเสบ และเมื่อปล่อยออกมานาน ๆ กระดูกที่รองรับรากฟันจะค่อย ๆ ละลาย ทำให้ฟันโยกไม่แข็งแรง โดยปัญหาที่เกิดจากหินปูน ได้แก่ เลือดออกขณะแปรงฟัน ฟันเหลือง มีกลิ่นปาก เหงือกร่น โรคปริทันต์  ฟันผุ ฟันโยกฟันห่าง และฟันผุ ดังนั้นหากรู้ตัวว่ามีหินปูน ควรรีบไปพบทันตแพทย์ใกล้บ้าน ซึ่งความถี่ในการขูดหินปูนจะอยู่ที่ 6 เดือน สำหรับคนที่มีอาการเหงือกอักเสบเพียงเล็กน้อย และ 3-4 เดือน หากมีอาการของร่องลึกปริทันต์ ซึ่งในเคสที่เลวร้ายที่สุดคือการสูญเสียฟัน

วิธีรักษาหินปูนในช่องปาก

คำแนะนำสำหรับการรักษาหินปูนในช่องปาก การขูดหินปูน อย่างที่เคยได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ต้องทำโดยทันตแพทย์เท่านั้น เพราะต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ขูดหินปูนด้วยคลื่นความถี่สูง เพื่อทำการกำจัดคราบหินปูนที่สะสมฝังลึกอยู่ตามซอกฟันหลุดออก โดยในขณะที่ทำอาจจะมีอาการเสียวฟันบ้าง หรือมีเลือดออกบ้าง ในกรณีที่มีหินปูนจำนวนมาก ส่งผลให้ฟันโยกหรือเหงือกอักเสบ ซึ่งจะหายไปเองใน 2-3 วัน

ทำไมหลังจากขูดหินปูนจึงรู้สึกว่าฟันห่าง

สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องของความเข้าใจผิด คิดว่าการขูดหินปูนทำให้ฟันห่าง แต่จริง ๆ แล้ว ตัวกลางที่ทำให้ฟันห่าง คือ หินปูนที่เกิดการสะสมอยู่ตามซอกเหงือก ทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและเกิดการร่นของเหงือกตามมา เมื่อขูดหินปูนออกมาจึงเห็นว่าฟันแต่ละซี่ได้ห่างออกจากกันซึ่งเป็นผลจากคราบหินปูนเอง จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหินปูนในช่องปาก

เราก็ได้รู้แล้วว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดหินปูนคืออะไร และอันตรายที่มาพร้อมหินปูน แต่รู้หรือไม่คะ ว่าหินปูนพวกนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีดังนี้

  1. ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คช่องปากและขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือน
  2. ทุกครั้งที่แปรงฟัน ควรใช้ไหมขัดฟัน ขัดตามซอกฟันที่แปรงสีฟันอาจจะไปซอกซอนได้ไม่ทั่วถึง เพื่อ

ป้องกันเศษอาหารตกค้างจนเกิดเป็นคราบหินปูน

  • แปรงฟันแห้งด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ๆ ละ อย่างต่ำ 2 นาที เพื่อ

ป้องกันฟันผุและลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก

  • ลดการกินอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เพราะอาหารทั้งสองอย่างนี้ตัวการที่ทำให้เกิดการสะสมของ

ชั้นแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของหินปูน

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารที่อยู่บุหรี่มีคุณสมบัติช่วยทำให้เกิดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

ในช่องปาก

เมื่อรู้แล้วว่าหินปูนเป็นอันตรายต่อช่องปากของเราอย่างไร ก็อย่าลืมที่จะหมั่นทำความสะอาดฟันและช่องปากให้ดี พร้อมไปพบทันตแพทย์เป็นประจำ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายขูดหินปูน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ขูดหินปูน #หินปูนในช่องปาก #ฟันขาว #ฟอกสีฟัน

หมดปัญหาฟันเหลือง

หมดปัญหาฟันเหลือง แนะวิธีเปลี่ยนฟันให้ขาวสุขภาพดี

หมดปัญหาฟันเหลือง แนะวิธีเปลี่ยนฟันให้ขาวสุขภาพดี

ใคร ๆ ก็อยากจะยิ้มฟันขาว สวยอย่างมั่นใจ แต่หลายครั้งก็ดูเหมือนว่าเราจะหลีกเลี่ยง “ฟันเหลือง” ได้ยาก นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารของคนเหล่านั่นเอง บางคนพยายามเลือกยาสีฟันที่ช่วยให้ฟันขาว แต่ก็อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่ใจต้องการ วันนี้เราจะมาเรียนรู้ที่มาของปัญหาฟันเหลือง พร้อมวิธีดูแลรักษาให้ฟันเรากลับมาขาวเหมือนเดิม

ฟันเหลือง เกิดจากอะไร

แรก ๆ ฟันก็ขาวดีอยู่หรอก แต่นาน ๆ ไป ทำไมฟันของเราถึงกลับมีสีเหลือง ดูไม่สดใสดังเดิม ซึ่งสาเหตุของฟันเหลืองนั้นเกิดได้หลายสาเหตุ ได้แก่

  1. ปัญหาสุขภาพช่องปาก

โดยปกติแล้วผิวฟันของเราจะถูกเคลือบด้วยชั้นบาง ๆ ที่จะช่วยปกปิดชั้นเนื้อฟันสีเหลืองเอาไว้ แต่เมื่อไหร่ที่สุขภาพช่องปากของเราไม่ดี ผิวฟันจะเริ่มผุกร่อน จนเผยให้เห็นเนื้อฟันสีเหลืองออกมา ทำให้ฟันเหลือง

  • การสูบบุหรี่

บุหรี่จัดว่าเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้ฟันเหลือง เนื่องจากในบุหรี่มีสารเคมี อย่าง กำมะถัน และการเผาไหม้ ยิ่งเราสูบบุหรี่เข้าไปมาก ๆ สารเหล่านี้จะไปสะสมอยู่บนผิวฟันและแทรกซึมเข้าไปยังเนื้อฟัน ทำให้ฟันเหลือง ที่สำคัญคือคราบบุหรี่บนฟันเป็นคราบที่กำจัดออกยากมากด้วยค่ะ

  • การดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ชา กาแฟ ไวน์แดง หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีสีเข้มและแอลกอร์ฮอล์ล้วนส่งผลให้สีฟันของเราเปลี่ยนแปลงได้ นั่นเป็นเพราะการสะสมของคราบสีในเครื่องดื่มเหล่านั้นทำให้ฟันเหลือง นอกจากนี้ ในเครื่องดื่มที่เป็นกรดอย่างโซดาหรือมะนาวจะส่งผลให้ฟันของเราผุกร่อนจากการถูกทำลายเคลือบฟัน

  • โรคและการใช้ยาต่าง ๆ

อาการเจ็บป่วยและการใช้ยาต่าง ๆ ก็สามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันของเราเปลี่ยนสีได้เช่นกัน เช่น ยาความดันโลหิตสูง ยาโรคหอบหืด

  • พันธุกรรม

สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถแก้ไขฟันให้ขาวขึ้นได้ เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ถ้าพ่อแม่ฟันเหลือง เราก็มีแนวโน้มที่จะฟันเหลืองได้เช่นกัน

  • อายุที่เพิ่มขึ้น

ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น เคลือบฟันของเราจะบางลง ส่งผลฟันเหลืองได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น หลาย ๆ อย่างในร่างกายของเราก็จะเสื่อมลงนั่นเอง

How to เปลี่ยนฟันเหลืองให้เป็นฟันขาว

สำหรับวิธีแก้ปัญหาฟันเหลืองก็มีหลากหลายวิธพอ ๆ กับสาเหตุของฟันเหลืองเลยค่ะ ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ไปจนถึงพบทันตแพทย์ โดยมีวิธีดังนี้

  1. ใช้ Baking Soda หรือผงฟูขัดฟัน

วิธีแรกเราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ว่าผงฟู หรือ Baking soda สามารถช่วยขัดให้ฟันเหลืองกลายเป็นฟันขาวได้ ซึ่งในยาสีฟันเองนั้นก็มีส่วนประกอบอย่างผงฟูเช่นกัน มีคุณสมบัติช่วยขจัดคราบสกปรกบนผิวฟันได้อย่างอ่อนโยน ทั้งยังช่วยไม่ให้แบคทีเรียเจริญเติบโต ลดคราบจุลินทรีย์ และป้องกันฟันผุ ซึ่งวิธีใช้ ให้นำผงฟู 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำเปล่า นำมาใช้แปรงฟันแทนยาสีฟัน ประมาณ 3 ครั้ง / สัปดาห์ ก็จะเห็นผลที่ดีขึ้น

  • Oil Pulling

ช่วงหลายปีก่อนการทำ Oil Pulling หรือการใช้น้ำมันในการดูดสารพิษ แบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ ภายในปากให้หลุดออกตามธรรมชาติด้วยการอมและบ้วนออก โดยมากจะนิยมใช้น้ำมันมะพร้าว ให้เรากลั้วปากด้วยน้ำมันสัก 15-20 นาที แล้วบ้วนออก จากนั้นค่อยแปรงฟันตามปกติ เท่านี้ฟันเหลืองก็พร้อมโบกมือลา

  • รักษาความสะอาดช่องปากให้ดี

วิธีเบสิกที่สุดที่จะช่วยให้ฟันเหลืองของคุณเปลี่ยนเป็นฟันขาว คือการดูแลรักษาความสะอาดภายในช่องปาก ไม่ใช่แค่เพียงฟัน แต่รวมเหงือกและลิ้นด้วย โดยบริเวณนั้นเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียจำนวนมาก

  • รักษาด้วยวีเนียร์เคลือบฟัน

วิธีสุดท้ายที่ทางทันตแพทย์เลือกใช้ คือการใช้วีเนียร์เคลือบฟัน คือการใช้แผ่นวัสดุบาง ๆ ซึ่งทำมาจาก
เซรามิกหรือเรซิ่น มาเคลือบฟันเอาไว้ ฟันก็จะดูขาวและสวยขึ้น

สิ่งสำคัญที่ทำให้เราสามารถเปลี่ยนฟันเหลืองให้กลายเป็นฟันขาว คือการหมั่นดูแลและทำความสะอาดช่องปากให้ดี หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ฟันเหลืองก็สามารถช่วยให้เรามียิ้มที่สวย ฟันขาว มั่นใจ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน ฟอกสีฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันขาว #ฟอกสีฟัน

จริงหรือไม่ ทำนาย ฝันว่าฟันหลุด จะเสียของรักจริง

จริงหรือไม่ ทำนาย ฝันว่าฟันหลุด จะเสียของรักจริง

คนไทยกับความเชื่อเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับความฝัน ฝันที่สามารถบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าในอนาคตได้ หนึ่งในนั้นคือ ฝันว่าฟันหลุด เราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ถ้าฝันว่าฟันหลุด จะมีญาติตาย แล้วความฝัน ฟันหลุด กับการเสียชีวิตมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ฝันลักษณะนี้สามารถบอกอะไรเราได้บ้าง และมันจะเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า ไปหาคำตอบได้ในบทความนี้

ความฝันเกิดจากอะไร

ก่อนที่เราจะไปทำนายฝันว่าฟันหลุดนั้น เรามารู้จักกับกระบวนการทำให้เกิดความฝันกันก่อนค่ะ หากพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ ความฝันเกิดจากกระบวนการทำงานของสมองที่ใช้ลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นในแต่ละวันทิ้งไป และเลือกชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะถูกจัดเก็บในคลังของหน่วยความจำระยะยาว

สารพัดคำทำนายฝันว่าฟันหลุด

คนโบราณเชื่อว่า ถ้าฝันว่าฟันหลุด ฟันหัก ฟันแตก เป็นลางบอกเหตุร้ายว่าจะมีผู้ใหญ่ในบ้านหรือญาติผู้ใหญ่เจ็บป่วยบ้าง เสียชีวิตบ้าง ซึ่งฟันแต่ละซี่จะให้ความหมายที่แตกต่างกัน เราได้รวบรวมเอาไว้ข้างล่างนี้แล้ว

ฝันว่าฟันหลุด

การฝันว่าฟันหลุด ความหมายจะแตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่งของฟันที่หลุด แต่ความหมายรวม ๆ คือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ครอบครัว หรือญาติผู้ใหญ่เจ็บป่วย สามารถแก้เคล็ดได้ด้วยการหมั่นทำบุญเพื่อเสริมดวงชะตาให้ชีวิตดีขึ้น จากหนักจะได้กลายเป็นเบา ซึ่งฟันแต่ละตำแหน่งที่ว่านั้นได้แก่

  • ฝันว่าฟันบนหลุด ทำนายว่า ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายบิดาอาจจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพ  เจ็บป่วย หรือเกิด

ไม่คาดฝันถึงชีวิต โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อ และมีเกณฑ์จะได้รับลาภลอย หรือมีโชคทางการค้า

  • ฝันว่าฟันล่างหลุด ทำนายว่า ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายมารดาอาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพ เจ็บป่วย หรือเกิด

ไม่คาดฝันถึงชีวิต โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายแม่ ถือเป็นฝันที่ไม่ค่อยดี แต่จะมีเกณฑ์ได้รับโชคทางการค้า หน้าที่การงานดีขึ้น

  • ฝันว่าฟันหน้าหลุด ทำนายว่า ช่วงนี้อย่าทุ่มเทอะไรเกินตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เพื่อน หรือความรัก

และให้ระวังเรื่องของสุขภาพ อาจมีอาการปวดข้อ ปวดกระดูก หรือมีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ตามมา 

ฝันว่าฟันร่วงหมดปาก

ฝันว่าฟันร่วงหมดปาก ทำนายว่า คุณอาจมีเกณฑ์ได้เดินทางไกล หรือไปต่างประเทศ ระวังเรื่องของอารมณ์ให้ดี เพราะอาจมีเรื่องทะเลาะกับคนรอบข้าง และคุณมีเกณฑ์ได้เปลี่ยนงานใหม่ หรือมีเรื่องที่ต้องให้เปลี่ยนงาน ระวังโดนแทงข้างหลัง หรือมีคนนำเรื่องเดือดร้อนมาให้

ฝันว่าฟันแตก

ฝันว่าฟันแตก ทำนายว่า คุณจะมีเรื่องให้เสียเงินทอง ทรัพย์สิน และของอันเป็นที่รักของคุณ และเอาใจใส่ผู้ใหญ่ในบ้านมากขึ้น

ฝันว่าฟันโยก

ฝันว่าฟันโยก ทำนายว่า อาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับเพื่อนหรือคนสนิท เกิดอุบัติเหตุทำให้เจ็บตัว หรืออาจเจ็บป่วยได้

จำนวนของฟันที่หลุดก็ทำนายได้

นอกจากฝันว่าฟันหลุดจะทำนายความฝันได้แล้ว จำนวนของฟันที่หลุดก็ยังมีความหมายเช่นกัน ได้แก่

  • ฝันว่าฟันบนหลุด 1 ซี่ ทำนายว่า ระวังคนอายุน้อยกว่าจะสร้างปัญหาให้ ระวังการโดนนินทา การเงิน

ระวังค่าใช้จ่าย การงานมีการโยกย้ายในทางที่ดี

  • ฝันว่าฟันล่างหลุด 1 ซี่ ทำนายว่า ได้พบมิตรใหม่เป็นเพศตรงข้ามนำโชคมาให้ คนมีคู่หากมีปัญหา

กันอยู่จะได้กลับมาคืนดี ระวังของหาย เงินถึงมีปัญหาจะมีคนยื่นมือมาช่วย

  • ฝันว่าฟันบนหลุด 2 ซี่ ทำนายว่า ระวังมีปากเสียงกับคนรัก หรือขัดแย้งกับคนใกล้ตัว ด้านการงานให้

รอบคอบเพราะอาจโดนตำหนิได้ อาจเสียทรัพย์จากข้าวของที่เสียหาย

  • ฝันว่าฟันล่างหลุด 2 ซี่ ทำนายว่า จะมีคนพูดรบกวนจิตใจ ระวังศัตรูคิดร้าย ความรักมีคนรุมจีบที่

อายุมากกว่ามาจีบ ถ้าคิดทำธุรกิจช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดี

แม้ว่าการฝันว่าฟันหลุด ฟันหัก จะเป็นสิ่งที่คนโบราณเชื่อต่อ ๆ กันมา แต่ก็อย่าลืมที่จะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาทเป็นดีที่สุด และหมั่นทำบุญทำกุศล ก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจยิ่งขึ้น

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน ตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำฟัน #ตรวจสุขภาพฟัน

หลังจัดฟัน ไม่ใส่รีเทนเนอร์ได้ไหม

ไขข้อสงสัย หลังจัดฟัน ไม่ใส่รีเทนเนอร์ได้ไหม?

ไขข้อสงสัย หลังจัดฟัน ไม่ใส่รีเทนเนอร์ได้ไหม?

เดี๋ยวนี้ถ้าฟันไม่สวย การจัดฟันก็ถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ สามารถกลับมายิ้มได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง แต่กว่าจะฟันสวยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ แถมหลังจัดฟันเสร็จแล้ว ก็ใช่ว่ากระบวนจะจบแค่การถอดเครื่องมือ เพราะคุณยังต้องมีไอเท็มคู่ใจอย่าง “รีเทนเนอร์” ที่เรียกว่าต้องใส่กันตลอดชีวิตนั่นแหละ หลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าหลังจัดฟันแล้ว ไม่ใส่รีเทนเนอร์ได้ไหม? เราจะมาหาคำตอบนี้กัน

รีเทนเนอร์ คืออะไร

รีเทนเนอร์ (Retainer) คือเครื่องมือที่ช่วยรักษาสภาพฟันให้คงอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่ให้ฟันเคลื่อนตัวหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟันไปแล้ว และสามารถถอดออกได้ด้วยตัวเอง

ระยะเวลาที่ควรใส่รีเทนเนอร์

อย่างที่เกริ่นในตอนต้น ว่ารีเทนเนอร์ใช้คงสภาพฟันหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟันแล้ว ซึ่งรีเทนเนอร์จะช่วยคงสภาพฟันนั้นไว้ให้เหมือนตอนยังมีเครื่องมือจัดฟัน เพื่อให้แน่ใจว่าตำแหน่งการกัดของคุณจะไม่เปลี่ยนแปลงไป จึงแนะนำว่าควรใส่รีเทนเนอร์อย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปีแรกหลังถอดเครื่องมือจัดฟัน และในช่วงสองปีเป็นต้นไป สามารถใช้เฉพาะช่วงเวลากลางคืนได้สัก 3-5 คืน / สัปดาห์ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะฟันของแต่ละบุคคลด้วย

หลังจัดฟัน ไม่ใส่รีเทนเนอร์ได้ไหม

หลังจัดฟัน หากไม่ใส่รีเทนเนอร์คงสภาพฟันเหมือนตอนที่จัดฟัน จะส่งผลให้ฟันเริ่มเคลื่อนตัว เกิดฟันห่าง นำไปสู่ฟันล้มได้ นั่นหมายความว่าคุณอาจจะต้องกลับมาจัดฟันใหม่อีกรอบ เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ไม่จัดฟันสามารถใส่รีเทนเนอร์ได้ไหม

คำถามนี้นับว่าเป็นคำถามที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ เลยค่ะ มาจากการกระแสการใส่รีเทนเนอร์เป็นแฟชั่นนั่นเอง แน่นอนว่ารีเทนเนอร์ทำมาเพื่อคนจัดฟันโดยเฉพาะ แต่หลายคนก็อยากรู้ว่าแล้วคนทั่วไปที่ไม่ได้จัดฟันสามารถใส่รีเทนเนอร์ได้หรือไม่ การใส่รีเทนเนอร์โดยที่ยังไม่ได้จัดฟัน หรือใส่รีเทนเนอร์ในผู้ที่มีฟันซ้อนเก อาจทำตัวรีเทนเนอร์แตกหรือหักได้ เพราะฟันยังไม่ได้ถูกจัดเรียงในตำแหน่งที่เหมาะสม ดังนั้นรีเทนเนอร์ควรใช้ในผู้จัดฟันแล้วจึงจะเหมาะสมที่สุด

การดูแลและทำความสะอาดรีเทนเนอร์

เนื่องจากรีเทนเนอร์เป็นของคู่ใจคนจัดฟัน ดังนั้นหากจะให้รีเทนเนอร์สามารถที่จะใช้งานได้ยาวนาน จึงควรต้องดูแลด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การใช้แปรงขนนุ่นและยาสีฟันที่เราใช้ปกติ ขัดถูเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรืออาจจะแช่เม็ดฟู่

ทำความสะอาดรีเทนเนอร์ก็ได้

  • สิ่งสำคัญคือการดูแลรีเทนเนอร์ เพราะรีเทนเนอร์นั้น ควรจะอยู่เพียงแค่ 2 ที่เท่านั้น คือในปากของเรา

และในกล่องสำหรับเก็บรีเทนเนอร์ ไม่ควรวางทิ้งหรือห่อกระดาษชำระวางเอาไว้ เพราะอาจจะเกิดการกระแทกจนทำให้รีเทนเนอร์ของเราเสียหาย และเสี่ยงกับการลืมเป็นอย่างมาก

  • สิ่งที่ห้ามเด็ดขาดคือการแช่รีเทนเนอร์ในน้ำยาบ้วนปาก และนำรีเทนเนอร์ไปลวกน้ำ หรือแช่

แอลกอฮอลล์ สิ่งเหล่านี้แม้ในความคิดเราคืออยากจะทำให้รีเทนเนอร์สะอาดที่สุด แต่การทำแบบนั้นจะทำให้
รีเทนเนอร์ผิดรูปร่างหรือหดตัว จนไม่สามารถใส่ได้อีกต่อไป

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทางที่ดีที่สุดควรหมั่นใส่รีเทนเนอร์เป็นประจำ เพราะเชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครอยากจะทั้งเสียเงินและเสียเวลาเพื่อที่จะเริ่มจัดฟันใหม่กันหลาย ๆ รอบแน่นอน ที่สำคัญอย่าลืมหมั่นดูแลรักษารีเทนเนอร์ของคุณให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน จัดฟัน ทำรีเทนเนอร์
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #รีเทนเนอร์

7 วิธีแก้ปวดฟันเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น

7 วิธีแก้ปวดฟันเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น

7 วิธีแก้ปวดฟันเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น พร้อมแนะวิธีรักษาที่ถูกต้อง

อาการปวดฟันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อาจจะปวดมากแล้วพาลไปปวดหัวก็ได้เช่นกัน ซึ่งอาการปวดฟันก็เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมักจะนำทั้งความเจ็บปวด ความรำคาญใจ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน จนต้องหาวิธีแก้ปวดฟันกันสักหน่อย ซึ่งได้รวบรวมวิธีแก้ปวดฟันไว้ในบทความนี้ และคำแนะนำการรักษาดี ๆ มาฝากกัน

วิธีแก้ปวดฟันแบบฉับพลัน

อย่างกล่าวไปในตอนต้นว่าอาการปวดฟันเกิดมาจากหลายสาเหตุ จึงทำให้วิธีแก้ปวดหัวมีหลากหลายด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที เรามีวิธีแก้ปวดฟันดังนี้

  1. ทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดฟัน วิธีแก้ปวดฟันที่ทุกคนควรทำตาม โดยควรใช้ไหมขัดฟันทำ

ความสะอาดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันทั้งสองด้านในบริเวณที่มีอาการปวดอย่างระมัดระวัง จากนั้นให้บ้วนปากและกลั้วปากด้วยน้ำอุ่นเพื่อให้เศษอาหารหลุดออก เสร็จแล้วจึงบ้วนน้ำทิ้ง

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมากระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน เช่น การรับประทานของเย็นจัดหรือร้อนจัด, การ

รับประทานอาหารที่มีรสหวานจัดหรือเปรี้ยวจัด เป็นต้น

  1. หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกบริเวณที่มีอาการปวดฟัน หากเรายังกระทบกระแทกบริเวณที่มีอาการปวด อาจจะทำให้อาการยิ่งแย่ลงและปวดมากขึ้น รวมถึงควรรับประทานอาหารที่นิ่ม เคี้ยวง่าย

เพื่อลดภาระการบดเคี้ยวของฟัน

  1. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ เป็นวิธีแก้ปวดฟันแบบเบสิกที่ช่วยในการกำจัดแบคทีเรียในช่องปากและยัง

ช่วยลดอาการปวดฟันได้ด้วย วิธีทำ ให้ผสมเกลือ 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่น 250 มิลลิลิตร จากนั้นให้อมและกลั้วปากประมาณ 30 วินาที แล้วจึงบ้วนทิ้ง

  1. รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ดยปกติจะรับประทานยา

แก้ปวดครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง หรือรับประทานเฉพาะตอนมีอาการปวดเท่านั้น

  1. การประคบเย็น เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ปวดฟันได้ โดยเป็นการใช้ความเย็นเพื่อทำให้บริเวณที่ประคบเกิด

อาการชา ทำได้โดยใช้น้ำแข็งก้อนห่อด้วยผ้าบาง ๆ แล้วนำมาประคบบริเวณกรามข้างที่มีอาการปวดฟันประมาณ 10-15 นาที แล้วหยุดพัก จากนั้นให้ประคบต่อตามความจำเป็น โดยให้ตรวจดูว่าบริเวณที่ปวดหายเป็นปกติหรือยังก่อนที่จะประคบอีกครั้ง

  1. ใช้ถุงชาประคบบริเวณที่ปวด เช่น ชาดำที่มีสารแทนนินที่ช่วยลดอาการบวม หรือชาสมุนไพร

เปปเปอร์มินต์ที่มีฤทธิ์อ่อน ๆ ทำให้รู้สึกชาและบรรเทาอาการปวดได้เช่นกัน ส่วนวิธีการใช้ให้นำถุงชาไปอุ่นในไมโครเวฟ โดยใส่ไว้ในถ้วยที่มีน้ำประมาณ 30 วินาที เพื่ออุ่นถุงชา จากนั้นบีบน้ำที่ชุ่มออก แล้ววางถุงชาบนบริเวณที่มีอาการปวดฟันหรือเหงือกและกัดเบา ๆ จนกว่าอาการปวดจะทุเลาลงไป

นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรไทยบางชนิดที่สามารถบรรเทาอาการปวดฟันได้เช่นกัน อย่างกานพลู สมุนไพรแก้ปวดฟันที่นิยมใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการชาและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สำหรับกานพลูทั้งดอก ให้นำมาเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณที่ปวดฟัน หรือจะนำดอกมาตำให้พอแหลกผสมกับเหล้าขาวเล็กน้อยพอแฉะ แล้วใช้สำลีชุบจิ้มหรืออุดฟันที่ปวด

วิธีการรักษาอาการปวดฟันอย่างถูกต้อง

เรารู้วิธีแก้ปวดฟันแล้ว แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า วิธีดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการบรรเทาอาการปวดเพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นหากอาการปวดฟันยังไม่หาย แนะนำให้ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คช่องปาก เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรทำเรามีอาการปวดฟัน

เราก็ได้รู้วิธีแก้ปวดฟันกันไปแล้ว ทางที่ดีควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษาให้ตรงจุด แต่ถ้าหากมีความจำเป็น
จริง ๆ วิธีแก้ปวดฟันที่นำเอามาฝากกัน ก็พอจะยืดระยะเวลาออกไปได้

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน ตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำฟัน #ตรวจสุขภาพฟัน

ฟันล้ม ภัยร้ายของคนจัดฟันที่ป้องกันได้

ฟันล้ม ภัยร้ายของคนจัดฟันที่ป้องกันได้

ฟันล้ม ภัยร้ายของคนจัดฟันที่ป้องกันได้

ปัญหาสำหรับคนจัดฟัน ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องมือหรือการกินอาหารแล้วเศษอาหารชอบติดตามซอกเหล็ก แต่อีกหนึ่งเรื่องคือปัญหาฟันล้ม จัดฟันมาแล้วฟันล้ม แต่รู้หรือไม่คะว่าปัญหาฟันล้มไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนจัดฟันอย่างเดียว แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้อีกด้วย เราจะมาดูกันค่ะว่าฟันล้มที่ว่าเป็นอย่างไร สาเหตุ และวิธีป้องกันจะมีอะไรบ้าง

ฟันล้มเป็นอย่างไร

ฟันล้ม เป็นการเคลื่อนที่ของฟันที่ล้มหรือเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งเพื่อหาความสมดุลหรือเพื่อยึดเกาะฟันซี่ที่อยู่ข้างเคียงหรือที่เราเรียกกันว่าฟันเกนั่นเอง มักจะพบได้ในฟันซี่ที่อยู่ใกล้ ๆ ฟันที่ถูกถอนออกไปจนเกิดช่องว่างระหว่างฟัน  แล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน หรือหลังจัดฟันแล้ว ไม่ได้ใส่รีเทนเนอร์เพื่อคงสภาพฟันเอาไว้

เราต้องทำความเข้าใจก่อน ว่าโดยปกติแล้วฟันของคนเราจะมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัญหาช่องปากของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ

สาเหตุที่ทำให้เกิดฟันล้ม

อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่าฟันล้มไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในคนที่จัดฟันเท่านั้น แต่ในคนทั่ว ๆ ไปก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งจะมีสาเหตุดังนี้

  1. ถอนฟันออกไปแล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอม
  2. จัดฟันเสร็จแล้วแต่ไม่ใส่รีเทนเนอร์เพื่อคงสภาพฟัน
  3. อายุที่เพิ่มมากขึ้น
  4. มีความผิดปกติของขากรรไกร ซึ่งอาจจะเป็นตั้งแต่กำเนิดหรือเพิ่งมาเป็น

การแก้ไขภาวะฟันล้ม

ในเมื่อเรามีภาวะฟันล้มไปแล้ว การป้องกันอาจจะสายเกินไป เราควรมาดูวิธีแก้ปัญหาฟันล้มกันค่ะ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • ใส่ฟันปลอม เป็นการรักษาภาวะฟันล้มได้เป็นอย่างดี เพราะการใส่ฟันปลอมถือว่าเป็นการปิด

ช่องว่างระหว่างฟันเพื่อป้องกันการล้มเอียงของฟันได้ ซึ่งฟันปลอมจะมีทั้งแบบฟันปลอมถาวรและแบบชั่วคราว ฉะนั้นแล้วเราควรเลือกใส่ฟันปลอมที่เหมาะกับเราเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยฟันปลอมทดแทนที่มีประสิทธิภาพสูง และได้รับการยอมรับ ก็คือการทำรากฟันเทียม

  • จัดฟัน อย่าลืมว่าฟันล้มก็คือฟันเก ดังนั้นการจัดฟันสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ค่ะ เพราะการจัดฟัน

เป็นการใช้เหล็กหรือลวดดึงฟันให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือตำแหน่งเดิม ซึ่งการจัดฟันก็มีหลายรูปแบบ และมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป

วิธีป้องกันฟันล้ม

การเกิดภาวะฟันล้มไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน หากเกิดขึ้นแล้วต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ทั้งนี้เราสามารถป้องกันฟันล้มได้ด้วยค่ะ ซึ่งมีวิธีดังนี้

  • ใส่รีเทนเนอร์ ในคนที่จัดฟันเสร็จแล้ว ไม่ควรละเลยการใส่รีเทนเนอร์ เพราะหลังจากที่เราถอดเครื่องมือ

จัดฟันแล้ว ฟันของเราก็เสี่ยงที่ล้มเอียงได้ ดังนั้นเราจึงต้องใส่เครื่องมือกันฟันล้มเพื่อที่จะได้ไม่ต้องจัดฟันใหม่อีกรอบ จะกลายเป็นเรื่องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น

  • หมั่นดูแลรักษาความสะอาดฟันและสุขอนามัยภายในช่องปาก เพราะการดูแลความสะอาดถือเป็น

ขั้นตอนแรกที่สำคัญ สามรถตัดปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาได้ เช่น ฟันผุจนต้องถอนฟันและนำมาซึ่งปัญหาฟันล้มเอียงได้

  • ควรไปพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อตรวจเช็คสุขภาพฟันและช่องปาก หากพบความผิดปกติจะได้

สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที

เมื่อรู้อย่างนี้ การไม่ปล่อยให้ฟันล้มน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วค่ะ อย่าลืมหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของฟัน หมั่นใส่รีเทนเนอร์เป็นประจำ เพื่อคงสภาพฟันเอาไว้ เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครที่อยากจะจัดฟันซ้ำไปมาอย่างแน่นอน

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#จัดฟัน #ดัดฟัน #ฟันล้ม

เราสามารถเคลือบฟลูออไรด์ได้เองหรือไม่

เราสามารถเคลือบฟลูออไรด์ได้เองหรือไม่

ข้อเท็จจริง เราสามารถเคลือบฟลูออไรด์ได้เองหรือไม่

เดี๋ยวนี้ไม่ว่ามองไปทางไหน เราก็มักจะเจอกับยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ก็ดูจะเป็นเรื่องง่ายดีนะคะ ที่ฟันของเราจะได้รับการเคลือบฟลูออไรด์ แค่เพียงแปรงฟันเท่านั้นเอง หรือฟลูออไรด์ในรูปแบบเจลที่เรามักเห็นในคลินิกทำฟันนั่นล่ะ เราสามารถซื้อมาเพื่อเคลือบฟลูออไรด์ได้เองหรือเปล่า?

เพราะฟลูออไรด์เป็นสิ่งสำคัญต่อฟันของเรา เป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวฟันของเราไม่ให้ถูกทำลายโดยคราบแบคทีเรียจากการทานอาหารต่าง ๆ เข้าไป และเราอาจจะแปรงฟันไม่สะอาด ทำให้เกิดแบคทีเรียตกค้าง สะสมอยู่บนผิวฟันจนเกิดเป็นฟันผุได้อย่างง่าย ๆ

ฟลูออไรด์มีกี่ประเภท

โดยทั่วไปตามคลินิกทันตกรรมจะพบฟลูออไรด์อยู่ทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่

  1. ฟลูออไรด์ชนิดรับประทาน : เราสามารถพบได้ในน้ำดื่ม หรือน้ำปะปา ในต่างประเทศมักจะมีการเติมฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่ม อีกทั้ง เรายังพบฟลูออไรด์ชนิดรับประทานได้ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ฟลูออไรด์ชนิดเม็ด, ฟลูออไรด์ชนิดน้ำ
  2. ฟลูออไรด์ชนิดเฉพาะที่ : เราจะสามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็น 2 ชนิด คือ
  3. ฟลูออไรด์เจล : นิยมใช้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรได้รับการเคลือบฟลูออไรด์ทุก ๆ 6 เดือน ยกเว้นในรายที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุได้ง่าย ทันตแพทย์จะพิจารณาให้เคลือบถี่ขึ้น
  4. ฟลูออไรด์ที่ผสมในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก : จะมีค่าฟลูออไรด์อยู่ที่ 1,000-1,500 PPM หรือส่วนในล้านส่วน โดยในยาสีฟันเด็กจะต้องมีค่าตัวนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 PPM

เราสามารถเคลือบฟลูออไรด์ได้เองหรือไม่

สำหรับคำถามนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยกันมากเลยค่ะ ซึ่งคำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทของฟลูออไรด์ที่ใช้ หากเป็นฟลูออไรด์เจล จะต้องให้ทันตแพทย์เป็นผู้ทำให้ แต่หากเป็นฟลูออไรด์ในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก รวมถึง ฟลูออไรด์อีกประเภทที่เราเรียกว่า ฟลูออไรด์วานิช (fluoride varnish) ซึ่งเหมาะกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี และผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดฟันผุสูง โดยฟลูออไรด์ตัวนี้สามารถป้องกันฟันผุในฟันแท้ได้ 46% และในฟันน้ำนม 33% ซึ่งเราสามารถทำได้เองง่าย ๆ เลยค่ะ

จะทำอย่างไรให้ฟลูออไรด์อยู่ในปากได้นานๆ

ภายหลังจากการเคลือบฟลูออไรด์หรือแปรงฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ งดการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารหลังจากการเคลือบอย่างน้อย 30 นาที เนื่องจากหากเราดื่มหรือรับประทานอาหารทันที ฟลูออไรด์ก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการแปรงแห้ง ดังนี้

  1. บ้วนน้ำสะอาดก่อนแปรง เพื่อเอาคราบอาหารชิ้นใหญ่ ๆ ออกไปก่อน
  2. บีบยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ โดยแปรงสีฟันไม่ต้องผ่านน้ำ และแปรงได้เลย
  3. ควรแปรงเป็นเวลาอย่างน้อย 2 นาที แปรงแบบขยับปัดทุกด้าน และอย่าลืมแปรงลิ้นด้วยนะคะ
  4. ถุยฟองออกมาให้มากที่สุด หรือบ้วนน้ำเพียง 1 ครั้งหลังการแปรงฟัน
  5. ไม่ควรบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากหลังจากแปรงฟันในทันที นั่นทำให้การแปรงฟันของเราไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

หลังจากขูดหินปูน เราสามารถเคลือบฟลูออไรด์ต่อได้หรือไม่

การเคลือบฟลูออไรด์หลังการขูดหินปูน จะช่วยป้องกันการเกิดอาการเสียวฟัน แต่ทั้งนี้การเคลือบฟลูออไรด์จะมีในส่วนของค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนั้นการจะเคลือบหรือการแปรงฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เห็นผลลัพธ์ที่เหมือนกัน

เราก็ได้รู้กันแล้วนะคะว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถเคลือบฟลูออไรด์ได้เองหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับประเภทของฟลูออไรด์และความเหมาะสมในการใช้เป็นสำคัญ ทั้งนี้เราสามารถป้องกันฟันผุได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการแปรงฟันให้สะอาดสม่ำเสมอด้วยวิธีการแปรงแห้งนั่นเอง ฟลูออไรด์เป็นเพียงตัวช่วยให้มากขึ้นเท่านั้นเองค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายจัดฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ดัดฟัน #เคลือบฟลูออไรด์ #เคลือบฟันเอง