ฟันน้อยต้องดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ

ฟันน้อยต้องดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ

“ฟันน้ำนมเดี๋ยวก็หลุดไปเอง ไม่เห็นต้องดูแลมาก” ความเข้าใจผิดที่ผมเจอแทบทุกวัน

ในห้องตรวจของผม คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยพาลูกมาด้วยสีหน้ากังวล เพราะเพิ่งพบว่าฟันน้ำนมของลูกผุจนเป็นรูดำ บางคนถึงกับเสียใจที่ปล่อยไว้นานเพราะเข้าใจว่า “ฟันน้ำนมเดี๋ยวก็หลุดไปเอง ไม่จำเป็นต้องรักษาให้เสียเวลา” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปมาก และอาจส่งผลกระทบต่อฟันแท้ที่จะขึ้นตามมาในอนาคต

ความจริงคือฟันน้ำนมมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด ทั้งในแง่การเคี้ยวอาหาร การพูด และที่สำคัญที่สุดคือการ “จองที่” ให้ฟันแท้ขึ้นมาเรียงตัวได้อย่างถูกต้อง บทความนี้จะอธิบายแบบคนทำงานหน้างานจริงว่า ฟันน้อย ต้องดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างไร ปัญหาทันตกรรมที่พบบ่อยในเด็กมีอะไรบ้าง และคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอะไรเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ยังเป็นเรื่องเล็ก


เนื้อหาหลัก: ทำไมฟันน้ำนมถึงสำคัญกว่าที่คิด

ฟันน้ำนมไม่ใช่แค่ “ฟันชั่วคราว” ที่ไม่ต้องใส่ใจ

หลายครอบครัวมองว่าฟันน้ำนมเป็นเพียงฟันชั่วคราวที่รอวันหลุดไปตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง ฟันน้ำนมทำหน้าที่สำคัญหลายอย่างตลอดช่วงวัยเด็ก ทั้งช่วยให้ลูกเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ช่วยในการออกเสียงและพัฒนาการพูดให้ชัดเจน และที่สำคัญไม่แพ้กันคือทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดพื้นที่ในขากรรไกรสำหรับฟันแท้ที่จะขึ้นตามมาในอนาคต

หากฟันน้ำนมผุจนต้องถอนก่อนเวลาอันควร ช่องว่างที่เกิดขึ้นอาจทำให้ฟันข้างเคียงเคลื่อนเข้ามาแทนที่ ส่งผลให้พื้นที่สำหรับฟันแท้ไม่เพียงพอ และนำไปสู่ปัญหาฟันซ้อนเกในอนาคตซึ่งอาจต้องแก้ไขด้วยการจัดฟันในภายหลัง

เคลือบฟันน้ำนมบางกว่าฟันแท้มาก จึงผุลุกลามได้เร็ว

จุดที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบคือ เคลือบฟันน้ำนมมีความหนาน้อยกว่าเคลือบฟันแท้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเกิดฟันผุ กระบวนการลุกลามจึงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด บางเคสฟันผุจากจุดเล็กๆ ลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟันภายในเวลาไม่กี่เดือน ทำให้เด็กมีอาการปวดฟันรุนแรงหรือติดเชื้อโดยที่ผู้ปกครองไม่ทันสังเกต


ปัญหาทันตกรรมที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก

ฟันผุจากพฤติกรรมการกินที่สะสมทุกวัน

ฟันผุในเด็กมักมีสาเหตุหลักมาจากน้ำตาลที่ตกค้างอยู่ในช่องปากเป็นเวลานาน โดยเฉพาะจากขนมหวาน นมที่ดื่มก่อนนอนแล้วไม่ได้แปรงฟันต่อ หรือการจิบน้ำหวานตลอดวัน แบคทีเรียในช่องปากจะเปลี่ยนน้ำตาลเหล่านี้ให้กลายเป็นกรดที่กัดกร่อนเคลือบฟันอย่างต่อเนื่อง

ในงานจริง ผมมักพบว่าฟันผุในเด็กเล็กเกิดขึ้นบริเวณฟันหน้าบนเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูดนมขวดหรือดูดนมแม่ตอนกลางคืนต่อเนื่องเป็นเวลานานหลังฟันขึ้นแล้ว โดยที่ผู้ปกครองไม่ทราบว่าน้ำตาลในนมสามารถก่อให้เกิดฟันผุได้เช่นเดียวกับขนมหวานทั่วไป

พฤติกรรมดูดนิ้วที่ส่งผลต่อการเรียงตัวของฟัน

การดูดนิ้วเป็นพฤติกรรมปกติที่พบได้ในเด็กเล็ก แต่หากติดพฤติกรรมนี้ต่อเนื่องไปจนถึงวัยที่ฟันแท้เริ่มขึ้น อาจส่งผลต่อการเรียงตัวของฟันและโครงสร้างขากรรไกรได้ แรงดันจากการดูดนิ้วอย่างสม่ำเสมอสามารถทำให้ฟันหน้าบนยื่นออกมาผิดปกติ หรือเกิดการสบฟันแบบเปิดที่ฟันหน้าบนและล่างไม่สามารถสัมผัสกันได้เมื่อกัดปิดปาก

โดยทั่วไป หากเด็กเลิกดูดนิ้วได้ก่อนอายุประมาณ 4-5 ปี ผลกระทบต่อการเรียงตัวของฟันมักไม่รุนแรงและสามารถปรับตัวกลับสู่ปกติได้เอง แต่หากยังคงมีพฤติกรรมนี้ต่อเนื่องหลังฟันแท้เริ่มขึ้น ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินผลกระทบและหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสม

ฟันน้ำนมผุเร็วกว่าที่คาดเนื่องจากเคลือบฟันบาง

ดังที่กล่าวไปข้างต้น เคลือบฟันน้ำนมที่บางกว่าฟันแท้ทำให้กระบวนการผุลุกลามเร็วกว่ามาก คุณพ่อคุณแม่หลายคนแปลกใจว่าทำไมเมื่อไม่กี่เดือนก่อนตรวจยังไม่มีฟันผุ แต่พอมาตรวจอีกครั้งกลับพบรูผุขนาดใหญ่แล้ว นี่คือเหตุผลสำคัญที่การตรวจสุขภาพฟันเด็กอย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือนมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้ตรวจพบปัญหาตั้งแต่ยังเป็นจุดเล็กๆ ก่อนที่จะลุกลามจนต้องรักษาที่ซับซ้อนขึ้น

ปัญหาเหงือกในเด็กที่มักถูกมองข้าม

หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับฟันผุมากกว่าสุขภาพเหงือก ทั้งที่เหงือกบวมแดงหรือมีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟันในเด็กเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม ส่วนใหญ่มักเกิดจากการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึง ทำให้คราบพลัคสะสมตามแนวเหงือกจนเกิดการอักเสบ หากปล่อยไว้นานอาจกลายเป็นพฤติกรรมที่ติดตัวไปจนโตและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเหงือกในระยะยาว


แนวทางการดูแลฟันเด็กที่ผู้ปกครองควรรู้

เริ่มดูแลตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น

ทันตแพทย์แนะนำให้เริ่มทำความสะอาดช่องปากลูกตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น โดยใช้แปรงสีฟันขนาดเล็กที่เหมาะกับวัยและยาสีฟันฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของทันตแพทย์ การเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยสร้างพฤติกรรมที่ดีให้ติดตัวลูกไปจนโต

พาลูกมาตรวจฟันครั้งแรกภายในขวบปีแรก

หลายครอบครัวรอจนลูกอายุ 3-4 ปีถึงพามาตรวจฟันครั้งแรก ทั้งที่ทันตแพทย์แนะนำให้พาลูกมาตรวจตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้นหรืออย่างช้าไม่เกินขวบปีแรก การตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ทันตแพทย์ประเมินพัฒนาการของฟันและให้คำแนะนำการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยได้ตรงจุด

จำกัดปริมาณและความถี่ของอาหารที่มีน้ำตาล

ไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำตาลที่สำคัญ แต่ความถี่ในการรับประทานก็มีผลไม่แพ้กัน การให้ลูกจิบน้ำหวานทีละน้อยตลอดทั้งวันสร้างสภาวะกรดในช่องปากที่ต่อเนื่องยาวนานกว่าการรับประทานขนมหวานเป็นมื้อแล้วแปรงฟันทันที


Expert Insight: มุมมองผู้เชี่ยวชาญ—สิ่งที่ผู้ปกครองมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับฟันเด็ก

1) คิดว่าฟันน้ำนมผุไม่ต้องรักษาเพราะเดี๋ยวก็หลุดไปเอง

ความจริงคือฟันน้ำนมที่ผุจนต้องถอนก่อนเวลา อาจทำให้ฟันข้างเคียงเคลื่อนเข้ามาแย่งพื้นที่ ส่งผลให้ฟันแท้ที่จะขึ้นตามมาไม่มีพื้นที่เพียงพอและเรียงตัวผิดปกติได้

2) มองข้ามการติดเชื้อจากฟันผุที่ลุกลามไปถึงโพรงประสาท

ฟันผุในเด็กที่ปล่อยไว้ไม่รักษาสามารถลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟันและก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของเด็ก ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะที่ในช่องปากเท่านั้น

3) ไม่แปรงฟันให้ลูกเพราะคิดว่าลูกแปรงเองได้แล้ว

เด็กส่วนใหญ่ยังไม่มีทักษะการเคลื่อนไหวมือที่ละเอียดพอสำหรับแปรงฟันได้อย่างทั่วถึงจนถึงอายุประมาณ 7-8 ปี ผู้ปกครองจึงควรช่วยแปรงฟันซ้ำหรือตรวจสอบความสะอาดหลังลูกแปรงฟันเองในช่วงวัยนี้

4) สิ่งที่แนวทางคุณภาพสูงให้ความสำคัญคือการป้องกันมากกว่าการรักษา

การพาลูกมาตรวจฟันสม่ำเสมอและได้รับคำแนะนำเรื่องฟลูออไรด์เคลือบฟันหรือเคลือบหลุมร่องฟันตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดโอกาสเกิดฟันผุได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมารักษา

5) แนวคิดระยะยาว: พฤติกรรมที่สร้างในวัยเด็กส่งผลต่อสุขภาพฟันตลอดชีวิต

เด็กที่ได้รับการปลูกฝังพฤติกรรมดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีตั้งแต่เล็ก มักมีสุขภาพฟันที่ดีต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ การลงทุนเวลาดูแลฟันน้ำนมตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการวางรากฐานสุขภาพช่องปากของลูกไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า


FAQ: คำถามที่คุณพ่อคุณแม่ค้นหาจริงเกี่ยวกับฟันเด็ก

1) ควรพาลูกไปตรวจฟันครั้งแรกตอนอายุเท่าไร?

ทันตแพทย์แนะนำให้พาลูกมาตรวจตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น หรืออย่างช้าไม่เกินขวบปีแรก เพื่อให้ทันตแพทย์ประเมินพัฒนาการและให้คำแนะนำการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ

2) ฟันน้ำนมผุ จำเป็นต้องอุดหรือรักษาไหม หรือรอให้หลุดไปเอง?

จำเป็นต้องรักษาครับ เพราะฟันน้ำนมที่ผุและถูกถอนก่อนเวลาอันควรอาจส่งผลต่อการเรียงตัวของฟันแท้ที่จะขึ้นตามมา การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยรักษาฟันน้ำนมไว้ใช้งานจนถึงเวลาที่ควรหลุดตามธรรมชาติ

3) ลูกดูดนิ้วอยู่ ควรกังวลไหม?

หากเลิกได้ก่อนอายุประมาณ 4-5 ปี ผลกระทบต่อฟันมักไม่รุนแรงและสามารถปรับตัวกลับสู่ปกติได้เอง แต่หากยังดูดนิ้วต่อเนื่องหลังฟันแท้เริ่มขึ้น ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินผลกระทบ

4) ควรเริ่มใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์กับลูกตอนอายุเท่าไร?

สามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น โดยใช้ในปริมาณเล็กน้อยตามคำแนะนำของทันตแพทย์ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุของเด็ก

5) ทำไมฟันน้ำนมถึงผุเร็วกว่าฟันแท้?

เพราะเคลือบฟันน้ำนมมีความหนาน้อยกว่าเคลือบฟันแท้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กรดจากแบคทีเรียสามารถกัดกร่อนทะลุผ่านไปถึงชั้นเนื้อฟันด้านในได้เร็วกว่ามาก

6) เหงือกลูกบวมแดงหรือมีเลือดออกตอนแปรงฟัน อันตรายไหม?

เป็นสัญญาณของการอักเสบที่ควรได้รับการดูแล ส่วนใหญ่เกิดจากการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึง หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ควรพามาให้ทันตแพทย์ตรวจและแนะนำวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสม


บทสรุป: ฟันน้อยของลูก คือรากฐานสุขภาพช่องปากที่ต้องดูแลตั้งแต่วันนี้

ฟันน้อย ต้องดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่แค่คำแนะนำทั่วไป แต่เป็นหลักการสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการฟันแท้และสุขภาพช่องปากของลูกไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นฟันผุ พฤติกรรมดูดนิ้ว หรือปัญหาเหงือก ล้วนเป็นเรื่องที่ป้องกันและจัดการได้หากผู้ปกครองใส่ใจสังเกตและพาลูกมาตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

บริการทันตกรรมเด็กมีอะไรบ้าง

บริการทันตกรรมเด็กมีอะไรบ้าง? คู่มือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลสุขภาพฟันของลูกน้อย

การดูแลฟันของเด็กตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อป้องกันปัญหาทางทันตกรรมในอนาคต คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่าบริการทันตกรรมสำหรับเด็กนั้นมีอะไรบ้าง และควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เมื่อไหร่ การรู้จักกับบริการทันตกรรมเด็กสามารถช่วยให้คุณเตรียมตัวและมั่นใจว่าลูกของคุณจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดเพื่อฟันที่แข็งแรงและสวยงาม

บริการทันตกรรมเด็กมีอะไรบ้าง?

ทันตกรรมสำหรับเด็กมีบริการหลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อดูแลฟันและเหงือกของเด็กตั้งแต่ทารกจนถึงวัยรุ่น บริการเหล่านี้มีเป้าหมายหลักในการป้องกันปัญหาฟันผุ รวมถึงส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมการดูแลฟันที่ดีในระยะยาว

1. การตรวจฟันประจำ

การตรวจฟันเป็นประจำทุก 6 เดือนเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาทางทันตกรรม การตรวจฟันในเด็กช่วยให้ทันตแพทย์สามารถตรวจสอบการเจริญเติบโตของฟัน และตรวจพบปัญหาฟันผุหรือโรคเหงือกได้ในระยะเริ่มต้น หากพบปัญหาทันตแพทย์จะสามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

2. การเคลือบฟลูออไรด์

การเคลือบฟลูออไรด์เป็นการป้องกันฟันผุที่มีประสิทธิภาพ ฟลูออไรด์ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับชั้นเคลือบฟัน ทำให้ฟันของเด็กต้านทานการผุได้ดียิ่งขึ้น บริการนี้มักจะดำเนินการในระหว่างการตรวจฟันประจำเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับฟันของเด็ก

3. การเคลือบร่องฟัน

ฟันกรามของเด็กมักมีร่องลึกที่เสี่ยงต่อการสะสมคราบพลัคและเศษอาหาร การเคลือบร่องฟันเป็นการใช้สารเคลือบพิเศษปิดร่องลึกเหล่านี้เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดฟันผุ เป็นบริการที่เหมาะสำหรับฟันกรามหลังที่เพิ่งขึ้นมาใหม่

4. การอุดฟัน

หากฟันของเด็กเริ่มผุ การอุดฟันเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยหยุดการลุกลามของฟันผุ การอุดฟันจะช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงของฟันและป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ส่วนอื่นของฟันที่ยังคงแข็งแรง ทันตแพทย์จะใช้วัสดุอุดฟันที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เช่น คอมโพสิตเรซิน ซึ่งมีสีใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ

5. การรักษารากฟันน้ำนม

แม้ว่าฟันน้ำนมจะหลุดไปตามธรรมชาติ แต่หากฟันน้ำนมมีการติดเชื้อหรือผุอย่างรุนแรง การรักษารากฟันอาจจำเป็น การรักษารากฟันในเด็กช่วยรักษาฟันน้ำนมให้อยู่ในตำแหน่งจนกว่าฟันแท้จะขึ้นมา การรักษานี้ช่วยให้เด็กยังสามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างปกติ และป้องกันปัญหาการเรียงตัวของฟันในอนาคต

6. การถอนฟัน

ในบางกรณี ฟันน้ำนมที่ผุอย่างหนักหรือมีการติดเชื้ออาจต้องถอนออก เพื่อป้องกันการลุกลามไปยังฟันแท้ที่กำลังขึ้น การถอนฟันในเด็กควรดำเนินการโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดความเจ็บปวดและป้องกันการติดเชื้อหลังการรักษา

7. การใส่เครื่องมือจัดฟัน

ในบางกรณี เด็กอาจมีปัญหาการเรียงตัวของฟัน เช่น ฟันซ้อน ฟันเก หรือฟันห่าง การใส่เครื่องมือจัดฟันเป็นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทันตแพทย์จะประเมินความจำเป็นในการใส่เครื่องมือจัดฟันเมื่อเด็กเริ่มมีฟันแท้ขึ้น การจัดฟันในวัยเด็กช่วยปรับโครงสร้างฟันและกรามให้เข้าที่ ทำให้การเจริญเติบโตของฟันในอนาคตเป็นไปอย่างสมบูรณ์

8. การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลฟัน

การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลฟันเป็นสิ่งสำคัญที่ทันตแพทย์มักจะทำหลังจากการตรวจฟัน โดยทันตแพทย์จะสอนเด็กและคุณพ่อคุณแม่ถึงวิธีการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพฟัน เช่น การลดการบริโภคน้ำตาลและอาหารที่มีกรดสูง

เมื่อใดที่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์?

คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มพาลูกไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่อายุประมาณ 6 เดือน หรือเมื่อฟันซี่แรกของลูกขึ้น เพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจสอบการเจริญเติบโตของฟันและให้คำแนะนำในการดูแลฟันที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็ก การเริ่มต้นการดูแลฟันตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ลูกน้อยมีฟันที่แข็งแรงและลดโอกาสเกิดปัญหาฟันผุในอนาคต

นอกจากนี้ หากพบว่าลูกมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบทันตแพทย์ทันที:

  • ฟันผุหรือมีรูฟันที่เห็นได้ชัด
  • มีอาการปวดฟันหรือเหงือกบวม
  • ฟันน้ำนมหลุดก่อนเวลา
  • ฟันซ้อนหรือฟันเกอย่างชัดเจน
  • ฟันกรามขึ้นแล้วแต่ไม่ได้ทำความสะอาดได้ทั่วถึง

วิธีการเตรียมตัวพาลูกไปพบทันตแพทย์

การพาลูกไปพบทันตแพทย์อาจเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก การเตรียมตัวให้ลูกพร้อมจะช่วยลดความกลัวและทำให้การพบหมอฟันเป็นเรื่องสนุก นี่คือเคล็ดลับที่ช่วยให้การไปพบทันตแพทย์เป็นไปอย่างราบรื่น:

  • สอนลูกเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลฟันตั้งแต่เล็กๆ
  • เล่าเรื่องเกี่ยวกับการไปหาหมอฟันในทางที่สนุกสนาน
  • อ่านหนังสือหรือดูวิดีโอเกี่ยวกับการตรวจฟันให้ลูกฟัง
  • หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ทำให้เด็กกลัว เช่น “ไม่ต้องกลัว” หรือ “ไม่เจ็บ”

การสร้างประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปหาหมอฟันจะช่วยให้เด็กไม่กลัวการพบทันตแพทย์ในครั้งถัดไป

สรุป

บริการทันตกรรมเด็กครอบคลุมหลายด้านที่มุ่งเน้นการป้องกันและรักษาปัญหาฟันในวัยเด็ก ตั้งแต่การตรวจฟันประจำ การเคลือบฟลูออไรด์ การอุดฟัน ไปจนถึงการรักษารากฟัน การดูแลฟันตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กมีฟันที่แข็งแรงและป้องกันปัญหาทางทันตกรรมในอนาคต การพาลูกไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอและสอนให้ลูกมีพฤติกรรมการดูแลฟันที่ดีจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพช่องปากที่ดีตลอดชีวิต

หนอนในช่องปาก มีจริงหรือไม่

หนอนในช่องปาก มีจริงหรือไม่

สมัยเด็กๆ ผู้ใหญ่มักจะหลอกกันว่า ถ้าไม่ดูแลรักษาฟัน ไม่แปรงฟันให้ดี จะมีหนอนในปาก ซึ่งมันสยองขวัญมาก ทำให้เด็กๆ นั้นกลัวและต้องหาวิธีทำให้ไม่มีหนอนในปาก ด้วยวิธีแปรงฟัน บ้วนปาก

ซึ่งหลายๆ คนน่าจะเคยไปหาหมอบ้านๆ ที่เอากระดาษม้วนใส่หูและเป่าควันร้อนๆ และมีหนอนออกมา ซึ่งตอนเด็กๆ ผมเคยโดนด้วย ทำให้เป็นภาพจำที่หลอนไปเลยครับ งงมากเลยครับว่าหนอนมาได้ยังไง ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันครับว่าหนอนในช่องปากมีจริงหรือไม่

ผลการวิจัยของทันตแพทย์ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบผู้ป่วยที่มีหนอนอยู่ในช่องปากจำนวนมากนั้น ทพ เผด็จ ตั้งงามสกุล อุปนายกทันตแพทยสภาคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า โรคนี้มีชื่อว่า Oral myiasis มักพบได้ในผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่นผู้ป่วยที่นอนติดเตียงหรือผู้พิการทางสมองที่ไม่สามารถปัดป้องแมลงที่มาตอมไต่ได้ โดยเกิดจากการที่มีแมลงในกลุ่มแมลงวัน บินไปกินเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ในช่องปาก และไข่ทิ้งไว้ จากนั้นไข่ก็ฟักตัวเป็นตัวหนอนแล้วไชลึกลงไปอาศัยในเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ใช้บริเวณนั้นเป็นอาหารต่อไป แมลงชนิดนี้พบมากตามภูมิภาคที่มีอากาศร้อนชื้น สามารถออกไข่ไว้ตามผิวหนังที่เป็นแผล รูหู หรือช่องปาก ของมนุษย์ได้ และอาศัยอาหารบริเวณเหล่านั้นเจริญเติบโตต่อไป

ทพ.เผด็จ ตั้งงามสกุล อุปนายกทันตแพทยสภาคนที่ 1 แนะนำให้ประชาชนที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ดังนี้

  1. แปรงฟันทำความสะอาดช่องปากผู้ป่วยทุกวัน รวมทั้งหลังรับประทานอาหาร
  2. ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน
  3. ถ้าผู้ป่วยนอนอ้าปาก ควรใส่ mask ปิดปากจมูกให้ผู้ป่วยอยู่เสมอ หรือให้นอนในมุ้งเพื่อป้องกันแมลง
  4. หมั่นตรวจในช่องปาก ในจมูก และรูหูของผู้ป่วย ให้สะอาดอยู่เสมอ

เห็นหรือยังครับว่า หนอนในช่องปากนั้นมีจริง มีเคสเหล่านี้เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยติดเตียงเท่านั้นนะครับที่ต้องดูแลสุขภาพฟัน แปรงฟันให้สะอาด สำคัญทั้งเด็กและผู้ใหญ่มากๆ ครับ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ตรวจสุขภาพฟัน #นัดทำฟัน

แนะนำวิธีดูแลรักษาฟันอย่างไรให้ฟันไม่ผุ

แนะนำวิธีดูแลรักษาฟันอย่างไรให้ฟันไม่ผุ

แนะนำวิธีดูแลรักษาฟันอย่างไรให้ฟันไม่ผุ

ทุกวันนี้คนเรามีพฤติกรรมหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ทำร้ายฟันของเราไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะมาจากไลฟ์สไตล์ การบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มมากขึ้น หรือการดูแลรักษาฟันได้ไม่สะอาดเพียงพอ จนเกิดเป็นฟันผุ ซ้ำร้ายเมื่อฟันผุแล้ว กลับละเลยที่จะไปรักษา ปล่อยเอาไว้ จนเวลาผ่านไปกลายเป็นฟันผุที่ลุกลามรุนแรง แทนที่จะเสียเงินค่าอุดฟันไม่กี่ร้อย ถ้าฟันผุลึกถึงชั้นโพรงประสาท ก็ต้องรักษารากฟันที่ราคาค่อนข้างสูง งั้นเรามาดูวิธีดูแลรักษาฟันอย่างไรให้ฟันไม่ผุดีกว่าค่ะ

How to ดูแลฟันอย่างไรให้ฟันไม่ผุ

คำถามที่ว่า ทำอย่างไรให้ฟันไม่ผุ ก็คงจะตอบกันได้ง่าย ๆ และด้วยวิธีง่าย ๆ ก็คือ การแปรงฟันให้สะอาด แต่วิธีการดูแลรักษาฟันให้ไม่ผุ ยังมีนอกเหนือจากการแปรงฟันด้วยค่ะ เราจึงนำเอามาฝากกัน

  1. ลดการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

น้ำตาลคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำร้ายฟันของเรา ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าถ้างดน้ำตาลจากขนมหวาน

อย่างลูกอม เค้ก ของหวาน หรือน้ำอัดลมต่าง ๆ ก็จะฟันไม่ผุ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยค่ะ เพราะหลายครั้ง น้ำตาลก็มาในรูปแบบของอาหารจำพวกแป้ง ที่จะมีกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล หรือในถั่วประเภทต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่น้ำอัดลมที่มีน้ำตาล 0%

  • แปรงฟันให้ถูกวิธี อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

บางคนสงสัยว่าทำไมแปรงฟันทุกวัน แต่ฟันยังผุอยู่ ฟันของเราจะผุหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจาก

คุณภาพในการแปรงฟันของเรา ดังนั้นการแปรงฟันที่ได้คุณภาพ จึงควรแปรงฟันให้นานตั้งแต่ 2 นาทีขึ้นไป เพื่อให้มีเวลานานพอที่จะทำให้ฟลูออไรด์สามารถเกาะติดและและซึมผ่านผิวฟันเข้าไปทำให้ผิวฟันแข็งแรงขึ้น ฟันก็จะผุได้ยากขึ้น ถ้าเราใช้เวลาแปรงไม่กี่วินาที ฟลูออไรด์ในยาสีฟันจะยังไม่ทันเข้าไปในผิวฟัน ที่สำคัญที่สุด ควรแปรงแห้งโดยปราศจากการบ้วนปาก เพื่อให้ได้ฟลูออไรด์ติดที่ผิวฟันให้มากที่สุด

  • การแปรงลิ้น

หลายคนอาจจะคิดว่าการแปรงลิ้นไปเกี่ยวอะไรกับฟันผุ ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่ฟันของเรา

ผุ ก็มาจากปัจจัยต่าง ๆ ภายในช่องปาก เพราะลิ้นถือเป็นอวัยวะที่มีการสะสมแบคทีเรียมากเช่นกัน ดังนั้นเมื่อไหร่ที่แปรงฟัน อย่าลืมที่จะแปรงลิ้นกินด้วยนะคะ

  • งดการกินอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง

หากใครอยากให้ฟลูออไรด์ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ 100% แนะนำว่า หลังการแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มี

ส่วนผสมของฟลูออไรด์ ไม่ควรดื่มน้ำหรือกินอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ถูกชะล้างออกไปจากการดื่มน้ำหรือกินอาหาร

  • ใช้ไหมขัดฟัน

บางครั้งการแปรงฟันอย่างเดียวอาจยังไม่พอที่จะป้องกันฟันผุได้ เพราะขนแปรงของเราอาจไม่ชอนไช

เข้าไปทำความสะอาดตามไรฟันได้หมดจด ดังนั้นการใช้ไหมขัดฟันจะช่วยให้ขจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการสะสมแบคทีเรียได้

  • กินอาหารให้เป็นเวลา

แน่นอนว่าบางคนอาจมองว่าไม่เกี่ยวกันเลย ที่ฟันเราจะผุเพราะกินอาหารไม่เป็นเวลา แต่อันที่จริงแล้ว

สำคัญมาก ๆ นะคะ เราควรกินอาหารให้เป็นเวลา ไม่ควรกินจุบกินจิก เพราะโอกาสเกิดกรดในช่องปากมีมากขึ้น

  • ไปหาหมอฟันทุก ๆ 6 เดือน

แม้เราจะหมั่นดูแลรักษาฟันอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งสำคัญคือควรนัดตรวจสุขภาพช่องปากกับหมอฟัน

ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อป้องกันอาการเกี่ยวกับโรคภายในช่องปากที่เราไม่ทันระวังตัว และได้รับการแนะนำในการดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี

เท่านี้เราก็ได้รู้แล้วว่าเราจะดูแลรักษาฟันอย่างไรให้ฟันไม่ผุก เพราะหากเราสามารถดูแลตัวเองและช่องปากของเราได้ตามวิธีที่แนะนำข้างต้นนี้ได้ทั้งหมด รับรองเลยว่าฟันของเราจะไม่มีวันผุอย่างแน่นอนค่ะ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำฟัน #ดูแลรักษาฟัน