ปัญหาที่พบบ่อยของคนจัดฟัน

ปัญหาที่พบบ่อยของคนจัดฟัน?

ปัญหาที่พบบ่อยของคนจัดฟัน? : ความจริงที่ทันตแพทย์อยากบอกก่อนคุณตัดสินใจติดเครื่องมือ

ตลอด 15 ปีในฐานะทันตแพทย์จัดฟัน ผมเจอคนไข้เดินเข้ามาปรึกษาด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้าครับ บ้างก็อยากฟันสวย บ้างก็อยากหน้าเรียว หรือบ้างก็มาเพราะกระแสแฟชั่น แต่เชื่อไหมครับว่า “ภาพฝัน” ตอนฟันเรียงสวย กับ “ความจริง” ระหว่างการเดินทาง 2-3 ปีที่ต้องใส่เครื่องมือ มักจะเป็นหนังคนละม้วน

การ จัดฟัน ไม่ใช่แค่การจ่ายเงินแล้วนอนเฉยๆ ให้หมอเสกฟันสวย แต่มันคือ “งานกลุ่ม” ที่ต้องร่วมมือกันระหว่างหมอกับคนไข้ และบ่อยครั้งที่งานล่มกลางทางเพราะคนไข้รับมือกับ ปัญหาที่พบบ่อยของคนจัดฟัน? ไม่ไหว จนถอดใจหรือละเลยการดูแล ทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป

วันนี้ผมจะถอดเสื้อกาวน์มานั่งคุยแบบเปิดอก ถึงปัญหาหน้างานจริงที่คุณต้องเจอ ไม่ใช่เพื่อขู่ให้กลัว แต่เพื่อให้คุณเตรียมตัวรับมือได้อย่างมืออาชีพครับ


1. ความเจ็บปวดและแผลในปาก: เพื่อนสนิทที่คุณไม่อยากคบ

ประโยคแรกที่ผมมักได้ยินหลังติดเครื่องมือไป 1 สัปดาห์คือ “หมอคะ กินอะไรไม่ได้เลย”

ต้องทำความเข้าใจกลไกชีววิทยาก่อนครับ การที่ฟันจะเคลื่อนที่ได้ เราต้องใส่ “แรง” เข้าไปกระตุ้นให้เกิดการละลายของกระดูกในทิศทางที่เราต้องการ อาการปวดตึงๆ ในช่วง 3-5 วันแรกหลังปรับเครื่องมือจึงเป็นเรื่องปกติ (Physiological Pain) มันคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังทำงาน

แต่ ปัญหาจัดฟัน ที่น่ารำคาญกว่าความปวดฟัน คือ “แผลร้อนใน” และการระคายเคืองจากเครื่องมือครับ ลองจินตนาการว่าในปากเรามีเนื้อเยื่ออ่อนที่บอบบางมาก จู่ๆ ก็มีโลหะแข็งๆ โผล่ขึ้นมาเสียดสีตลอดเวลาเวลาพูดหรือเคี้ยว โดยเฉพาะบริเวณกระพุ้งแก้มและริมฝีปาก

คำแนะนำจากประสบการณ์จริง: ขี้ผึ้ง (Wax) ที่หมอให้ไป อย่าเก็บไว้เป็นที่ระลึกครับ ใช้มันแปะทับเหล็กส่วนที่คมทันทีที่เริ่มรู้สึกระคายเคือง อย่าทนจนเป็นแผลลึก เพราะในช่องปากมีความชื้นสูง แผลจะหายช้ากว่าผิวหนังภายนอกมาก และช่วงแรกให้ทานอาหารอ่อนๆ ที่ไม่ต้องเคี้ยวเยอะ เพื่อลดการขยับของขากรรไกร จะช่วยลดการเสียดสีได้มากครับ

2. กับดักของ “รอยด่างขาว” (White Spot Lesions)

นี่คือฝันร้ายที่สุดของหมอจัดฟันครับ และเป็นเรื่องที่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้จนกว่าจะถอดเครื่องมือ

เครื่องมือจัดฟันคือแหล่งกักเก็บเศษอาหารชั้นดี ยิ่งซับซ้อน ยิ่งทำความสะอาดยาก หากคุณแปรงฟันไม่สะอาดเพียงพอ คราบจุลินทรีย์จะสะสมรอบๆ ฐาน Bracket และสร้างกรดออกมาทำลายผิวเคลือบฟัน (Enamel) ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

ผลลัพธ์คืออะไรทราบไหมครับ? วันที่ถอดเครื่องมือ ฟันคุณอาจจะเรียงตัวสวยเป๊ะ แต่ผิวฟันจะมี “รอยด่างสีขาวขุ่น” เป็นรูปสี่เหลี่ยมตามรอยฐานเครื่องมือ ซึ่งรอยนี้คือการสูญเสียแร่ธาตุ (Decalcification) ที่แก้ไขยากมาก จะขัดก็ไม่ออก จะฟอกสีฟันก็อาจจะยิ่งเห็นชัด

ผมมักบอกคนไข้เสมอว่า “อย่าแลกฟันเกแต่แข็งแรง กับฟันเรียงสวยแต่ผุพรุน” วินัยในการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันสำหรับคนจัดฟัน (Superfloss) จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” เดียวของคุณ

3. ภาวะรากฟันละลาย (Root Resorption): เรื่องเงียบที่อันตราย

ข้อนี้เป็น ปัญหาที่พบบ่อยของคนจัดฟัน? ในเชิงลึกที่คนทั่วไปมองไม่เห็นและหมอบางท่านอาจไม่ได้อธิบายละเอียด

การเคลื่อนฟันเปรียบเสมือนการเดินเรือผ่านน้ำครับ ถ้าน้ำนิ่ง (แรงเบา) เรือก็ไปได้สวย แต่ถ้าเจอกระแสน้ำแรง (แรงจัดฟันที่มากเกินไป หรือเคลื่อนฟันเร็วเกินไป) ท้องเรืออาจจะครูดกับหินโสโครกจนเสียหายได้ ในทางทันตกรรม “ท้องเรือ” คือ “รากฟัน” ของคุณครับ

ในคนไข้บางราย หรือในเคสที่ใจร้อนอยากเสร็จไวๆ การใช้แรงดึงมากๆ อาจทำให้ปลายรากฟันเกิดการละลายตัวและสั้นลง (External Root Resorption) แม้ส่วนใหญ่จะสั้นลงเพียงเล็กน้อยและไม่มีผลต่อการใช้งาน แต่ในรายที่รุนแรง ฟันอาจโยกและสูญเสียความแข็งแรงถาวร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหมอที่มีประสบการณ์จึงไม่แนะนำให้เร่งการรักษา การจัดฟันต้องใช้เวลาตามธรรมชาติของร่างกาย การเร่งวันเร่งคืนมีความเสี่ยงที่คุณต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว


มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สิ่งที่ “มือใหม่” มักพลาด และ “แบรนด์พรีเมียม” ให้ความสำคัญ

จากประสบการณ์ที่ดูแลเคสยากๆ มาเยอะ ผมพบจุดตายที่ทำให้การจัดฟันล้มเหลว ซึ่งอยากแชร์ให้ฟังครับ

1. การมองข้าม “ระยะคงสภาพ” (Retention Phase) คนส่วนใหญ่คิดว่าวันถอดเหล็กคือวันจบการศึกษา แต่ความจริงมันคือวันเริ่มทำงานจริงครับ ธรรมชาติของฟันมี “ความทรงจำ” (Relapse Tendency) มันพยายามจะวิ่งกลับไปที่เดิมเสมอโดยเฉพาะในปีแรก ปัญหาจัดฟัน ที่เจ็บปวดที่สุดคือเสียเงินและเวลาไป 3 ปี แต่ไม่ใส่รีเทนเนอร์ ผ่านไป 1 ปีฟันล้มระเนระนาด ต้องมาเสียเงินจัดรอบสอง (Retreatment) ซึ่งยากกว่าเดิมและเนื้อฟันเหลือน้อยลง

2. เทคโนโลยีที่ช่วยถนอมรากฟัน ทำไมการจัดฟันบางระบบ (เช่น แบบดามอน หรือ แบบใส Invisalign) ถึงราคาสูงกว่า? ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่ค่าการตลาดครับ แต่เป็นเรื่องของ “Biomechanics” หรือชีวกลศาสตร์ เครื่องมือพรีเมียมเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ “แรงเบาแต่ต่อเนื่อง” (Light Continuous Force) ซึ่งเป็นมิตรกับหลอดเลือดที่เลี้ยงรากฟันมากกว่า ช่วยลดโอกาสเกิดรากฟันตายหรือรากฟันละลายได้ดีกว่าการใช้ยางดึงแรงๆ แบบดั้งเดิม นี่คือสิ่งที่คนไข้ระดับองค์กรให้ความสำคัญมาก เพราะเขามองถึงสุขภาพระยะยาว


คำถามที่คนค้นหาจริง (FAQ เชิงลึก)

Q: จัดฟันแล้วหน้าจะตอบ แก้มจะตอบจริงไหม? A: เป็นไปได้ครับ แต่ไม่ใช่ทุกคน อาการ “แก้มตอบ” มักเกิดจากการที่เราเคี้ยวอาหารได้ลำบากในช่วงแรก ทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter Muscle) ที่แก้มลีบลงจากการใช้งานน้อยลง ประกอบกับการถอนฟันในบางเคสที่ทำให้รูปปากยุบลง สำหรับบางคนอาจจะชอบเพราะดูหน้าเรียว แต่ในคนที่ผอมอยู่แล้วอาจจะดูโทรมได้ ซึ่งหมอจะช่วยวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ครับ

Q: จัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร จำเป็นแค่ไหน? A: ถ้าปัญหาอยู่ที่ “ฟัน” (เช่น ฟันซ้อน ฟันยื่น) จัดฟันอย่างเดียวช่วยได้ครับ แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่ “โครงสร้างกระดูก” (เช่น คางยื่นมาก คางเบี้ยว หน้าไม่สมมาตร) การจัดฟันอย่างเดียวคือการ “แก้ที่ปลายเหตุ” (Camouflage) ซึ่งอาจไม่ได้ผลลัพธ์ความสวยงาม 100% ในเคสแบบนี้ การผ่าตัดร่วมด้วยคือคำตอบที่ตรงจุดที่สุดครับ

Q: ระหว่างจัดฟัน กินของแข็งๆ ได้ไหม? A: เลี่ยงได้เลี่ยงครับ น้ำแข็ง, กระดูกหมู, ถั่วเปลือกแข็ง คือศัตรูตัวฉกาจ ไม่ใช่แค่ทำให้เหล็กหลุด (ซึ่งเสียเวลาหมอและเวลาคุณในการติดใหม่) แต่มันทำให้เกิดแรงกระแทกที่รุนแรงต่อฟันที่กำลังเคลื่อนตัว อาจทำให้รากฟันอักเสบหรือตายได้ครับ

Q: ทำไมบางคนจัดเสร็จแล้วมี “รูดำๆ” สามเหลี่ยมที่โคนฟัน (Black Triangles)? A: ในผู้ใหญ่ที่เคยมีฟันซ้อนเกมากๆ หรือมีประวัติโรคเหงือก เมื่อเราเรียงฟันให้ตรง เหงือกที่เคยอัดแน่นอยู่ระหว่างฟันที่ซ้อนกันจะยุบตัวลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดช่องว่างสามเหลี่ยมเล็กๆ ขึ้น เป็นเรื่องปกติทางชีววิทยาครับ แก้ไขได้ด้วยการตะไบแต่งรูปร่างฟัน (IPR) เล็กน้อยเพื่อให้ฟันชิดกันมากขึ้น


บทสรุป

ปัญหาที่พบบ่อยของคนจัดฟัน? แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนต้องถอดใจครับ แต่มันคือ “ความรับผิดชอบ” ที่คุณต้องแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งรอยยิ้มที่มีคุณภาพ

การจัดฟันที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เครื่องมือยี่ห้ออะไร หรือหมอจบจากสถาบันไหนเพียงอย่างเดียว แต่ 50% ของความสำเร็จอยู่ที่ “ตัวคุณเอง” การดูแลความสะอาด การมาพบแพทย์ตามนัด และความอดทนต่อความไม่สบายตัว

ก่อนตัดสินใจติดเครื่องมือ ถามตัวเองให้แน่ใจครับว่า “พร้อมไหมที่จะดูแลสิ่งนี้ไปอีก 2-3 ปี?” ถ้าคำตอบคือใช่ ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ากับทุกวินาทีที่เสียไปแน่นอนครับ

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ "ฟันน้ำนม"

5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ “ฟันน้ำนม”

แม้ว่า “ฟันน้ำนม” จะเป็นฟันชุดแรกที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นมาในช่วงวัยเด็ก และสุดท้ายก็จะหลุดไปตามธรรมชาติเมื่อโตขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่า ฟันน้ำนมมีบทบาทสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ทั้งในด้านสุขภาพช่องปาก พัฒนาการของใบหน้า การพูด การกิน และการเรียงตัวของฟันแท้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มี “ความเชื่อผิดๆ” เกี่ยวกับฟันน้ำนมที่ยังแพร่หลายในหมู่ผู้ปกครองจำนวนมาก ซึ่งหากยังเข้าใจผิดอยู่ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากของลูกโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับฟันน้ำนม พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทันตกรรมเด็ก เพื่อให้คุณดูแลฟันของลูกได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้

สารบัญบทความ

1. ฟันน้ำนมหลุดอยู่แล้ว ไม่ต้องดูแลก็ได้

ความเชื่อผิดอันดับ 1 ที่พบมากที่สุดในกลุ่มพ่อแม่

ความเข้าใจแบบนี้อาจทำให้ผู้ปกครองละเลยการดูแลฟันของลูกเล็ก โดยคิดว่าฟันจะหลุดไปเองตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง หากฟันน้ำนมเกิดการผุอย่างรุนแรง อาจต้องถอนก่อนเวลาอันควร ซึ่งส่งผลต่อ…

  • การบดเคี้ยวอาหาร

  • การพัฒนาโครงหน้าและขากรรไกร

  • การพูดออกเสียง

  • การเรียงตัวของฟันแท้

หากฟันน้ำนมหายไปก่อนเวลาอันควร ฟันข้างเคียงจะล้มเอียง ทำให้พื้นที่สำหรับฟันแท้หดลง กลายเป็น ฟันซ้อนเก ได้ในอนาคต

2. ฟันน้ำนมผุ ไม่ต้องอุดก็ได้ เดี๋ยวก็หลุด

แม้ฟันน้ำนมจะไม่อยู่กับเราไปตลอดชีวิต แต่ถ้ามีฟันผุแล้วปล่อยทิ้งไว้ จะส่งผลเสียมากกว่าที่คิด เช่น

  • อาการปวดฟันจนกินข้าวไม่ได้

  • การติดเชื้อที่ลามไปถึงรากฟันหรือเหงือก

  • ฟันแท้ที่อยู่ใต้เหงือกอาจได้รับผลกระทบจากเชื้อโรค

  • เด็กบางคนเกิด ฟันแท้ผิดปกติ เพราะติดเชื้อจากฟันน้ำนม

ดังนั้นทันตแพทย์เด็กจึงแนะนำให้ อุดฟันหรือรักษาตามอาการ แม้จะเป็นฟันน้ำนมก็ตาม

3. เด็กไม่จำเป็นต้องไปหาหมอฟันจนกว่าจะมีฟันแท้

แนวคิดนี้อันตรายมาก เพราะจริงๆ แล้ว เด็กควรไปพบทันตแพทย์ทันทีเมื่อฟันซี่แรกขึ้น (ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี)

การเริ่มพบหมอฟันตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยในเรื่อง…

  • การตรวจสุขภาพฟันเบื้องต้น

  • การให้คำแนะนำเรื่องการแปรงฟันและโภชนาการ

  • การสร้างความคุ้นเคยกับบรรยากาศในคลินิก

หากลูกคุ้นชินตั้งแต่เด็ก จะลดโอกาสการเกิด Dental Phobia ในอนาคต

4. ฟันน้ำนมไม่มีผลกับฟันแท้ในอนาคต

ฟันน้ำนมมีหน้าที่เป็น “ไกด์ไลน์” หรือแนวทางให้ฟันแท้ขึ้นในตำแหน่งที่ถูกต้อง หากฟันน้ำนมสูญเสียก่อนเวลา หรือมีปัญหาเยอะ จะทำให้ฟันแท้:

  • ขึ้นผิดตำแหน่ง

  • ซ้อนเก

  • เบียดแน่น

  • เกิดปัญหาการสบฟัน (Malocclusion)

ซึ่งส่งผลต่อการสบฟัน พูด การเคี้ยว และความมั่นใจในรอยยิ้มของลูกเมื่อโต

5. การแปรงฟันตั้งแต่ฟันซี่แรกยังไม่จำเป็น

ความจริงคือ ควรแปรงตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น! เพราะแบคทีเรียสามารถสะสมได้แม้จะมีฟันเพียง 1 ซี่ โดยควรใช้แปรงขนอ่อนและยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ในปริมาณเท่า “เม็ดข้าวสาร”

เมื่อเด็กโตขึ้น ค่อยๆ ฝึกให้เขาแปรงเอง (แต่ยังต้องมีผู้ปกครองช่วยตรวจซ้ำจนถึงอายุประมาณ 7–8 ปี)

เคล็ดลับการดูแลฟันน้ำนมให้แข็งแรงตั้งแต่เริ่มต้น

  1. แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์

  2. พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน ตั้งแต่ฟันซี่แรก

  3. หลีกเลี่ยงขนมหวาน น้ำหวานก่อนนอน

  4. ไม่ให้ลูกดูดขวดนมค้างปากขณะหลับ

  5. เสริมฟลูออไรด์เฉพาะในเด็กที่มีความเสี่ยงฟันผุ

หากทำตามนี้ได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก จะช่วยลดโอกาสเกิดฟันผุ ฟันหาย ฟันเก ในอนาคต

บทสรุป: ฟันน้ำนมมีค่ามากกว่าที่คิด

ฟันน้ำนมไม่ใช่แค่ฟันชั่วคราว แต่เป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการทั้งปาก ใบหน้า และสุขภาพโดยรวมของเด็ก หากเข้าใจผิดและละเลย อาจสร้างปัญหาสุขภาพช่องปากในระยะยาวที่แก้ไขได้ยากเมื่อโตขึ้น

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

ขูดหินปูนเอง ทำได้หรือไม่

ขูดหินปูนเอง ทำได้หรือไม่

การขูดหินปูนเป็นการรักษาทางทันตกรรมที่ช่วยขจัดคราบหินปูนและคราบแบคทีเรียที่เกาะบนฟันและเหงือก ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพช่องปากต่างๆ เช่น เหงือกอักเสบ ฟันผุ และโรคเหงือก ในปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะขูดหินปูนด้วยตัวเองมากขึ้น เนื่องจากต้องการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่การขูดหินปูนเองที่บ้านเป็นสิ่งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่? บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการขูดหินปูนเอง ข้อดี ข้อเสีย และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี

ขูดหินปูนคืออะไร?

การขูดหินปูน (Dental Scaling) คือการขจัดคราบหินปูนและคราบจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่บนผิวฟันและร่องเหงือก โดยใช้เครื่องมือทันตกรรมที่มีความคมและปลายแหลม หรือที่เรียกว่าเครื่องขูดหินปูน (Scaler) การขูดหินปูนเป็นการทำความสะอาดฟันอย่างล้ำลึกที่ไม่สามารถทำได้ด้วยการแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟันทั่วไป

คราบหินปูนเกิดจากการสะสมของคราบพลัค (Plaque) ที่มีส่วนประกอบของแบคทีเรียและเศษอาหาร เมื่อคราบพลัคนี้ไม่ได้รับการทำความสะอาดจะกลายเป็นคราบหินปูนที่แข็งและเกาะแน่นกับฟัน การปล่อยให้มีคราบหินปูนสะสมมากเกินไปอาจทำให้เหงือกอักเสบและเป็นสาเหตุของโรคเหงือกได้

การขูดหินปูนเองที่บ้าน: ทำได้หรือไม่?

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์และเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อการขูดหินปูนเองที่บ้านมากมาย เช่น เครื่องขูดหินปูนไฟฟ้า เจลขจัดหินปูน และอุปกรณ์ขูดหินปูนแบบมือ แต่การใช้เครื่องมือเหล่านี้เองมีความเสี่ยงหลายประการ เนื่องจากขาดความรู้และทักษะในการใช้งานที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังในการขูดหินปูนเองที่บ้าน:

  1. การบาดเจ็บของเหงือกและฟัน: การใช้เครื่องมือขูดหินปูนโดยไม่มีความชำนาญอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อเหงือก ทำให้เหงือกบวม อักเสบ หรือเลือดออกได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ฟันบิ่นหรือมีรอยขูดขีดบนผิวฟัน ซึ่งจะทำให้ฟันไวต่อความร้อนหรือเย็นมากขึ้น
  2. การสะสมของแบคทีเรีย: การใช้เครื่องมือที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้องอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องปาก นอกจากนี้การขูดหินปูนโดยไม่สามารถขจัดคราบหินปูนได้อย่างทั่วถึงยังส่งผลให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียในบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก เช่น ร่องเหงือก
  3. การรักษาที่ไม่ถูกวิธี: การขูดหินปูนเองที่บ้านไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับการทำโดยทันตแพทย์ เนื่องจากขาดเครื่องมือที่มีความแม่นยำและความรู้ในการประเมินสภาพฟันและเหงือกอย่างถูกต้อง

ข้อดีและข้อเสียของการขูดหินปูนเองที่บ้าน

ข้อดี:

  1. ความสะดวก: ไม่ต้องเดินทางไปพบทันตแพทย์ สามารถทำได้เองที่บ้านตามเวลาที่สะดวก
  2. ประหยัดค่าใช้จ่าย: ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการพบทันตแพทย์และค่าบริการขูดหินปูน

ข้อเสีย:

  1. ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ: การใช้อุปกรณ์โดยไม่ถูกวิธีอาจทำให้เหงือกและฟันเสียหาย
  2. ประสิทธิภาพต่ำ: ไม่สามารถขจัดคราบหินปูนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก เช่น ร่องเหงือกและฟันหลัง
  3. เสี่ยงต่อการติดเชื้อ: หากอุปกรณ์ไม่สะอาดหรือไม่ได้ฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องปาก

การขูดหินปูนโดยทันตแพทย์

การขูดหินปูนโดยทันตแพทย์เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากทันตแพทย์มีความรู้และทักษะในการใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง และสามารถประเมินสภาพฟันและเหงือกของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ โดยขั้นตอนการขูดหินปูนที่ทำโดยทันตแพทย์มีดังนี้:

  1. การตรวจสุขภาพช่องปาก: ทันตแพทย์จะทำการตรวจสอบสภาพฟัน เหงือก และการสะสมของคราบหินปูน เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
  2. การขูดหินปูน: ทันตแพทย์จะใช้อุปกรณ์ขูดหินปูนไฟฟ้าหรือมือขูดหินปูนในการขจัดคราบหินปูนที่เกาะอยู่บนฟันและร่องเหงือก โดยอุปกรณ์ขูดหินปูนไฟฟ้าจะใช้คลื่นความถี่สูงในการสั่นสะเทือนเพื่อขจัดคราบหินปูนออกอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์: หลังจากขูดหินปูน ทันตแพทย์จะทำการขัดฟันเพื่อขจัดคราบแบคทีเรียที่เหลืออยู่ และเคลือบฟลูออไรด์เพื่อป้องกันการเกิดฟันผุในอนาคต

การดูแลสุขภาพช่องปากหลังการขูดหินปูน

หลังจากการขูดหินปูน ผู้ป่วยอาจมีอาการเสียวฟันหรือเหงือกบวมเล็กน้อย ซึ่งสามารถดูแลรักษาได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแข็งหรือร้อนจัด: ในช่วง 1-2 วันแรกหลังการขูดหินปูน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความแข็งหรือร้อนจัด เพื่อป้องกันการระคายเคืองของเหงือกและฟัน
  2. แปรงฟันอย่างอ่อนโยน: ใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่มและยาสีฟันสำหรับฟันที่มีอาการเสียวฟัน เพื่อทำความสะอาดฟันอย่างอ่อนโยนและป้องกันการเกิดคราบหินปูนใหม่
  3. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ: การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือสามารถช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการบวมของเหงือกได้
  4. เข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ: ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อรักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้แข็งแรงอยู่เสมอ

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829 Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental https://bpdcdental.com/ ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

วีเนียร์ นวัตกรรมคืนความสวยให้กับฟัน

วีเนียร์ นวัตกรรมคืนความสวยให้กับฟัน สร้างรอยยิ้มอย่างมั่นใจ

วีเนียร์ นวัตกรรมคืนความสวยให้กับฟัน สร้างรอยยิ้มอย่างมั่นใจ

สิ่งแรกที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นก่อนที่จะได้คุยกัน ก็ต้องเป็น “รอยยิ้ม” ยิ่งหากใครมีฟันที่ขาว เรียบ เป็นระเบียบ ยิ่งสร้างความประทับใจแรกเห็นได้ไม่ยาก แน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยากจะมีฟันที่ทั้งขาวสวยกันทั้งนั้น หากเป็นสมัยก่อน ใครฟันไม่สวยก็ต้องอดทน ไม่กล้ายิ้มเยอะ แต่ปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมคืนความสวยให้กับฟัน ที่เราเรียกว่า “วีเนียร์” เราจะมาทำความรู้จักกับนวัตกรรมที่ว่านี้กัน ใครที่อยากมีรอยยิ้มพิมพ์ใจต้องห้ามพลาดกับบทความนี้

วีเนียร์คืออะไร

วีเนียร์ หรือ เคลือบฟันเทียม คือวิธีการทำเคลือบฟันเทียม เป็นแผ่นบาง ๆ ทำจาก composite หรือ ceramic  ถูกออกแบบมาให้มีหน้าตาและลักษณะคล้ายกับเคลือบฟันธรรมชาติที่มีสีและรูปร่างใกล้เคียงกับฟัน โดยจะติดบริเวณด้านหน้าของฟัน แนบสนิทกับผิวหน้าฟันได้อย่างพอดี เป็นหนึ่งตัวช่วยที่สามารถแก้ความบกพร่องของฟันให้กลับมาสวยงาม อีกทั้งยังช่วยเคลือบฟันขาวและแก้ไขการเรียงตัวของฟัน และปิดช่องว่างระหว่างฟันได้อีกด้วย

วีเนียร์เหมาะกับใครบ้าง

  • ผู้ที่มีปัญหาฟันดำ ฟันคล้ำ ฟันเหลือง ทำให้ไม่สามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ
  • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการสบฟัน ทำให้มีปัญหาการบดเคี้ยว หรือการพูด
  • ผู้ที่มีปัญหาฟันห่าง ทำให้มีปัญหาการเคี้ยว เศษอาหารตกลงไปในร่องฟัน

วีเนียร์แก้ปัญหาแบบใดได้บ้าง

  • ฟันห่าง ทำให้ขาดความมั่นใจ และมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร ทำให้เศษอาหารติดตามร่องฟัน ส่งผลให้มีปัญหาฟันผุ และปัญหากลิ่นปาก มีช่องว่างระหว่างฟันที่ต้องการจะปิด (นั่นแปลว่าผู้ที่ไม่ต้องการจัดฟันสามารถใช้วิธีนี้ได้)
  • ฟันเล็ก  ฟันกระต่าย ปลายฟันไม่เท่ากันฟัน ไม่สวยงามที่เกิดจากการกัดของแข็ง ฟันบิ่น ฟันแตกหรืออายุที่มากขึ้น ทำให้ขาดความมั่นใจ
  • ฟันตกกระ ผิวฟันไม่เรียบ สีฟันจาก tetracycline ที่เป็นจุดสีขาว
  • ปรับปรุงผิวหน้าฟันให้ดูฟันเหยินน้อยลง

วีเนียร์มีกี่แบบ ควรเลือกแบบไหนที่จะเหมาะสมกับตัวเราที่สุด

ประเภทของวีเนียร์จะแบ่งตามวัสดุที่นำมาทำ ซึ่งมีทั้งหมด 2 แบบ ดังนี้

  1. คอมโพสิตวีเนียร์ (Composite Veneer)

ทำจากวัสดุชนิดเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้อุดฟัน สามารถอุดแต่งโดยตรงได้ทางคลินิก ทำโดยทันตแพทย์ในวันเดียวเสร็จ ซึ่งแบบนี้จะเป็นการนำเรซินคอมโพสิตมาขึ้นรูปทรงที่ต้องการเเล้วทำให้แข็งตัวด้วยเเสง และขัดให้เรียบเเละเเต่งให้เป็นรูปร่างของฟัน เพื่อสร้างผิวฟันใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ปิดทับพื้นผิวเก่าที่อาจสึกหรอเสียหายหรือมีสีไม่สวยงาม ข้อจำกัดของวีเนียร์แบบนี้คือ แตกง่าย สึกกร่อนง่าย จึงใช้ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งยังมีการเสื่อมสภาพเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้อีกด้วย

  • พอร์ซเลน วีเนียร์ (Porcelain Veneer)

วัสดุเซรามิกชนิดที่ใช้ทางการแพทย์ เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าคอมโพสิต มีความแข็งแรง สีใสสวยงาม ความแข็งผิวสูง ผิวมันวาว สึกกร่อนน้อย ทำให้มีความสวยงามในระยะยาว สามารถทำได้โดยวิธี Indirect technic เท่านั้น เป็นวัสดุที่นิยมมากที่สุดในการทำวีเนียร์ ซึ่งปัจจุบัน ถูกจัดเตรียมและออกแบบ ในห้องเเล็ป มีการสแกนโดยใช้กล้อง 3 มิติแสดงโครงหน้า และรอยยิ้มของคนไข้ในแบบดิจิทัล เพื่อทำการออกแบบตามสีและขนาดที่ต้องการผลิตขึ้นโดยเฉพาะสำหรับคนไข้แต่ละราย ในระหว่างขั้นตอนการเตรียมฟันทันตแพทย์จะต้องเผื่อพื้นที่สำหรับการการติดแผ่นวีเนียร์เพื่อลดด้านหน้าและขอบของฟันแต่ละซี่

นับว่าเป็นโชคดีของคนยุคนี้นะคะ ที่แม้ฟันจะมีปัญหา ก็สามารถจัดการได้ด้วยนวัตกรรมอย่างวีเนียร์ ที่พร้อมจะเนรมิตฟันที่ขาว เรียบเนียน ปิดช่องว่างให้ฟันมีความสวยงามและยิ้มได้อย่างมั่นใจ

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน เคลือบฟันเทียม วีเนียร์
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#วีเนียร์ #เคลือบฟันเทียม #เคลือบฟัน