ปวดฟันคุด..สัญญาณเตือนภัยร้ายในช่องปาก

ปวดฟันคุด..สัญญาณเตือนภัยร้ายในช่องปาก

“ฟันคุด” หนึ่งในปัญหาช่องปากที่เป็นฝันร้ายและสร้างความรำคาญใจให้กับใครหลายคน เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วได้สร้างความเจ็บปวดอย่างมากมายจนวิ่งไปหาหมอฟันแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว และสุดท้ายก็จะต้องจบลงด้วยการผ่าออก แท้จริงแล้วฟันคุดคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร ถ้าหากปล่อยเอาไว้จะสร้างความเสียหายอย่างไร และจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่ต้องผ่าออก วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับ “ฟันคุด” มาแบ่งปันกันค่ะ

ฟันคุดคืออะไร

ฟันคุด (Impacted Tooth, Wisdom Tooth) เป็นฟันที่ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรโดยไม่สามารถขึ้นมาได้ตามปกติในช่องปากเหมือนฟันซี่อื่นๆ ซึ่งอาจจะโผล่ออกมาให้เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากฟันคุดขึ้นมาช้ากว่าฟันซี่อื่นจึงทำให้ไม่มีช่องว่างที่จะโผล่ขึ้นมาได้  ซึ่งโดยปกติฟันคุดจะมีทั้งหมด 4 ซี่ด้วยกัน คือในบริเวณด้านในของช่องปากทั้งบนและล่าง เกิดขึ้นได้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา สามารถพบได้บ่อยที่บริเวณฟันกรามซี่สุดท้ายซึ่งอยู่ด้านในสุดของกระดูกขากรรไกรล่าง

ฟันคุดเกิดจากอะไร

ปกติแล้วฟันคุดก็คือฟันซี่ที่ควรจะเกิดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 16-25 ปี อาจเป็นไปได้ที่จะโผล่ขึ้นมาในลักษณะตั้งตรง เอียงหรือนอนในแนวราบ แต่ฟันคุดคือฟันที่พยายามจะงอกขึ้นมาแต่ไม่สามารถขึ้นมาได้เนื่องจากมีฟันเนื้อเยื่อหรือกระดูกปิดขวางฟันที่กำลังจะขึ้นมานั่นเอง เมื่อฟันคุดพยายามที่จะงอกขึ้นมา ทำให้เกิดแรงผลักดันและเป็นไปได้ว่าจะมีการเบียดฟันซี่ข้างๆ นี่จึงเป็นที่มาของอาการปวดฟันคุดอย่างรุนแรงและสร้างความทรมานให้กับผู้ที่เป็นอย่างมาก

อาการของฟันคุดเป็นอย่างไร

โดยทั่วไป “ฟันคุด” ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยกเว้นในกรณีที่ตัวฟันโผล่ขึ้นมาเหนือเหงือก จะต้องใช้วิธีการเอกซเรย์จึงจะสามารถมองเห็นได้ อาการที่พบส่วนใหญ่คือรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณฟันคุดมากหรือมีการอักเสบรอบๆเหงือก บางรายแก้มบวม อ้าปากได้น้อย กลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ หรือที่หนักกว่านั้น ในบางรายอาจมีอาการบวมและติดเชื้อ จนลุกลามไปถึงใบหน้า แก้ม และลำคอได้อีกด้วย

ผลกระทบจากฟันคุด

การปล่อยฟันคุดทิ้งเอาไว้นานๆ สามารถทำให้เกิดโทษหรือผลกระทบกับส่วนอื่นๆในช่องปากได้ เช่น

  • ฟันคุดทำให้เกิดฟันผุ 
    เนื่องจากฟันคุดเป็นฟันที่ผิดรูป ทำให้เป็นแหล่งที่กักเก็บเศษอาหารได้เป็นอย่างดี และอาจจะเนื่องด้วยตำแหน่งของฟันคุดที่อยู่ลึกด้านในใกล้ลำคอ ทำให้ยากต่อการทำความสะอาด และเกิดฟันผุขึ้นมาได้และนอกจากนั้นยังสามารถลุกลามไปยังฟันซี่ที่อยู่ข้างๆได้ด้วยเช่นกัน
  • ฟันคุดทำให้เหงือกอักเสบ
    ฟันคุดบางซี่ตัวฟันอาจจะโผล่ออกมาเหนือเหงือกไม่หมด เมื่อเหงือกเข้าไปปกคลุมฟัน อาจทำให้เศษอาหารเข้าไปสะสมอยู่ใต้เหงือก ทำความสะอาดได้ยาก เป็นที่มาของเชื้อแบคทีเรียและทำให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวมและเป็นหนองตามมา ที่ร้ายแรงกว่านั้น ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการกระจายเชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆจนเกิดการติดเชื้อ ลุกลามไปยังช่องคอ ทำให้หายใจไม่ออกได้เช่นกัน
  • ฟันคุดมีโอกาสทำให้เกิดถุงน้ำ
    เมื่อเกิดฟันคุดขึ้น เนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบสามารถพัฒนากลายเป็นถุงน้ำหรือเนื้องอกได้ และที่สำคัญฟันคุดที่มักอยู่ติดกับขากรรไกร มันจะเกิดการดัน และเบียดกระดูกขากรรไกร ส่งผลให้ใบหน้าผิดรูปในอนาคต

จำเป็นต้องผ่าฟันคุดออกหรือไม่

ในการผ่าฟันคุดนั้น แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโดยพิจารณาจากองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของฟันคุด ระยะห่างของฟันคุดกับเส้นประสาท รวมถึงอายุของคนไข้ด้วย ซึ่งโดยมาก แพทย์มักแนะนำให้ผ่าฟันคุดออกในทุกกรณี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรมีการขอคำแนะนำจากแพทย์ทุกครั้งซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาตามมา

ลักษณะของฟันคุดที่จำเป็นต้องผ่าออก

ลักษณะของฟันคุดที่มีความจำเป็นต้องผ่า เพราะสร้างปัญหาและผลกระทบในช่องปากระยะยาว มีอยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ฟันคุดที่มีเหงือกคลุม (soft tissue impaction) 
    ลักษณะคือตัวของฟันคุดมีลักษณะตั้งตรง แล้วมีเหงือกที่ปกคลุมฟันคุดซี่นั้นเอาไว้ ในกรณีนี้สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าเปิดเหงือกออกร่วมกับการถอนฟันคุด
  2. ฟันคุดที่มีกระดูกคลุม (bony impaction) 
    ลักษณะอาการในกรณีนี้คือมีทั้งเหงือกและกระดูกที่คลุมฟันคุดเอาไว้  ส่วนลักษณะของฟันคุดก็มีทั้งแบบตั้งตรง เอียง หรือนอน การรักษาสามารถทำได้โดยการกรอกระดูกร่วมกับการแบ่งฟันคุดเป็นส่วนๆ เพื่อนำฟันคุดออกมา

อาการข้างเคียงหลังผ่าฟันคุด

อาการแทรกซ้อนหลังจากการรักษาฟันคุดโดยการผ่านั้นสามารถเกิดขึ้นได้ เช่น มีเลือดออกบริเวณผ่าตัด ปวดแผลผ่าตัด ซึ่งเป็นอาการปกติทั่วไป แต่ถ้าหากมีอาการที่ผิดปกติ กรณีเช่น มีเลือดไหลจากแผลผ่าตัดมากกว่าปกติ บางรายมีไข้ หรือเกิดการติดเชื้อหลังการผ่าตัด และถ้าในกรณีที่อาการปวดบวมไม่ทุเลาลงเลย มีกลิ่นปาก เจ็บแปลบหรือเกิดอาการชาที่ใบหน้า ริมฝีปากหรือลิ้น ให้รีบไปพบทันตแพทย์ทันที

ข้อควรปฏิบัติหลังผ่าฟันคุด

หลังผ่าตัดฟันคุดมีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ห้ามบ้วนเลือดหรือน้ำลายทันทีในวันที่ผ่าตัด เพราะอาจจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด แต่ให้กัดผ้าก๊อตประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นให้กลืนน้ำลายตามปกติได้
  • ควรประคบน้ำแข็งบริเวณแก้มในช่วง 3-5 วันแรก เพื่อลดอาการบวม
  • หลังจากที่ผ่าตัดอาจจะมีอาการตึงๆบริเวณแก้มในด้านที่ผ่าตัด ให้บริหารกล้ามเนื้อบริเวณนั้นด้วยการฝึกอ้าปาก
  • สามารถรับประทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง เพื่อบรรเทาอาการปวด
  • ให้รับประทานอาหารชนิดอ่อนๆประมาณ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด เพื่อจะได้ไม่กระทบกระเทือนต่อแผลในช่องปาก
  • สามารถแปรงฟันได้ตามปกติอย่างเบามือ และกลับไปตัดไหมหลังจากที่ผ่าตัดได้ 5-10 วัน

“ฟันคุด” เป็นฟันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในลักษณะที่ผิดปกติ ดังนั้นควรมีการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำ เมื่อพบอาการผิดปกติใดๆจะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที และในการผ่าตัดรักษาฟันคุดก็ไม่ได้น่ากลัวเกินไป เมื่อเทียบกับโทษที่อาจจะเกิดขึ้นถ้าหากปล่อยเอาไว้ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคร้ายแล้ว อาจลุกลามสร้างความเสียหายไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วยเช่นกัน

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

อาการเสียวฟัน

ปัญหา “เสียวฟัน” ปัญหารบกวน…ที่มาพร้อมกับสัญญาณของสุขภาพฟันไม่ดี

เคยไหมที่เวลาเราเคี้ยวอะไรสักอย่าง…ถึงมีอาการคล้ายๆ เสียวๆ ตรงฟันกรามออกมาชัดเจน ยิ่งทานอาหารที่เป็นของเย็นๆ ยิ่งรู้สึกเสียวฟันจี๊ดๆ ออกมาชัดเจน อาการเหล่านี้เรียกว่า “อาการเสียวฟัน” ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Sensitive Teeth” ซึ่งมันเป็นปัญหาที่รบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก มันสื่อถึงปัญหาช่องปากโดยมีสัญญาณจากปัญหาเสียวฟัน มักจะเกิดจากเหงือกหรือฟันที่บอบบาง มักเป็นผลของเสียวฟันรบกวน มาจากการเคลือบฟันที่สึกหรอหรือรากฟันที่หลุดออกมา อย่างไรก็ตาม บางครั้งความรู้สึกไม่สบายฟันเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น โพรงฟัน ฟันแตกหรือบิ่น การอุดฟันที่สึกกร่อน โรคเหงือก หรือเป็นสัญญาณการเกิดปริทันต์อีกด้วย ซึ่งอาการเสียวฟันเกิดได้ทุกเพศทุกวัย

“อาการเสียวฟัน” เป็นสิ่งที่ฟังดูเหมือนความเจ็บปวดหรือความรู้สึกไม่สบายในฟันของเรา ที่อาการเจ็บแปลบๆ จี๊ดๆ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าบางอย่าง เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง เคี้ยวลูกอมที่เหนียวหนึบ การรับประทานอาหารที่มีอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็น ซึ่งเสี่ยงต่ออาการเสียวฟันขณะกิน อาจเป็นปัญหาชั่วคราวหรือเรื้อรัง และอาจส่งผลต่อฟันหนึ่งซี่ ฟันหลายซี่ หรือฟันทั้งหมดในคนๆ เดียว อาจมีสาเหตุหลายประการ แต่กรณีส่วนใหญ่ของฟันที่บอบบางสามารถรักษาได้ง่ายด้วยการดูแลรักษาระบบสุขอนามัยในช่องปากเพื่อลดปัญหาเสียวฟัน

สาเหตุของอาการเสียวฟัน

บางครั้งภาวะอื่นๆ นอกจากอายุมากเนื่องจากสูงวัย การทานอาหารร้อนและเย็นอาจทำให้เสียวฟันได้ แต่ก็มีสาเหตุอื่นร่วมด้วย ที่ส่งผลต่ออาการเสียวฟัน ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุอื่นเข้ามา และไม่ได้มีเพียงจุดเดียว เช่น

  1. กรดไหลย้อน (GERD) อาจทำให้กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ซึ่งกรดในกระเพาะอาหารมีค่า pH ที่ 1.5 อยู่ในสภาพเป็นกรด และอาจสึกกร่อนเมื่อเวลาผ่านไป ภาวะที่ทำให้อาเจียนบ่อยๆ รวมทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวน อาจทำให้กรดสึกกร่อนเคลือบเคลือบฟันได้
  2. เหงือกร่นอาจทำให้ส่วนของฟันเปิดออกและไม่มีการป้องกัน และยังทำให้เกิดปัญหาเสียวฟัน
  3. ฟันผุ ฟันหัก ฟันบิ่น และการอุดฟันหรือครอบฟันที่สึกหรอ อาจทำให้เนื้อฟันเผยออก ทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้ หากเป็นกรณีนี้ คุณจะรู้สึกเสียวฟันเพียงซี่เดียวหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่งในปาก แทนที่จะเป็นฟันส่วนใหญ่ ในส่วนนี้อาจทำให้เสียวฟันขณะกิน
  4. ฟันบอบบางชั่วคราวหลังจากทำฟัน เช่น อุดฟัน ครอบฟัน หรือการฟอกสีฟัน ในกรณีนี้อาการเสียวฟันจะจำกัดอยู่ที่ฟันซี่เดียวหรือฟันรอบฟันที่ได้รับการทำทันตกรรม สิ่งนี้ควรบรรเทาลงหลังจากผ่านไปหลายวัน บางรายอาจจะมีอาการเสียวฟันรบกวนเข้ามาหลังจากนั้น

วิธีการรักษาอาการเมื่อมีอาการเสียวฟัน

หากมีอาการเสียวฟันเป็นครั้งแรก ให้นัดหมายกับทันตแพทย์ของคุณทันที เพราะสามารถตรวจสุขภาพฟันและตรวจหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ฟันผุ อุดฟันหลวม หรือเหงือกร่นที่อาจทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้

ทันตแพทย์สามารถทำเช่นนี้ได้ในระหว่างการทำความสะอาดฟันตามปกติของคุณ พวกเขาจะทำความสะอาดฟันของคุณและตรวจสายตา พวกเขาอาจสัมผัสฟันของคุณโดยใช้เครื่องมือทางทันตกรรมเพื่อตรวจสอบความไวต่อการตอบสนอง และอาจสั่งให้เอ็กซ์เรย์ฟันเพื่อแยกแยะสาเหตุของเสียวฟันรบกวน เช่น ฟันผุ ฟันสึกกร่อน

วิธีการลดอาการเสียวฟันสามารถรักษาได้โดยเริ่มจากที่บ้าน เราสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตบางส่วนที่มีส่วนมาจากเสียวฟันขณะกิน เพื่อยืดอายุการใช้งานของฟันและสุขภาพช่องปาก โดยมีวิธีการดูแลตัวเองจากปัญหาเสียวฟันได้ดังนี้

อาการเสียวฟันดูแลได้อย่างไร

  • หากอาการเสียวฟันไม่รุนแรง คุณสามารถลองใช้การรักษาทางทันตกรรมที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์
  • เลือกยาสีฟันที่มีป้ายกำกับว่าผลิตมาเพื่อฟันที่บอบบางโดยเฉพาะ ยาสีฟันเหล่านี้จะไม่มีส่วนผสมที่ระคายเคืองใดๆ และอาจมีส่วนผสมที่ทำให้รู้สึกไวต่อความรู้สึกที่ช่วยป้องกันความรู้สึกไม่สบายจากการตอบสนองไปยังเส้นประสาทของฟัน
  • ให้เลือกน้ำยาบ้วนปากที่ปราศจากแอลกอฮอล์ เพราะจะระคายเคืองต่อฟันที่บอบบางน้อยกว่า
  • การใช้แปรงสีฟันที่นุ่มกว่าและการแปรงฟันอย่างนุ่มนวลก็สามารถช่วยได้เช่นกัน แปรงสีฟันแบบอ่อนจะติดฉลากไว้เช่นนั้น เพื่อลดการเสียดสีจนเกิดปัญหาเสียวฟัน
  • หากการรักษาที่บ้านไม่ได้ผล คุณสามารถพูดคุยกับทันตแพทย์เกี่ยวกับยาสีฟันที่ต้องสั่งโดยแพทย์และน้ำยาบ้วนปาก อาจใช้เจลฟลูออไรด์หรือสารลดความรู้สึกไวตามใบสั่งแพทย์ สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยเสริมสร้างเคลือบฟันและปกป้องฟันเนื่องจากปัญหาเสียวฟัน

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

อาการปวดฟันคุด 2022

อาการปวดฟันคุด 2022

หลายๆคนที่มีอาการปวดฟันคุด เหงือกบวม แล้วก็คิดว่าอยากจะถอนมันออกซะเหลือเกิน แต่ไม่กล้าไปหาทันตแพทย์หรือคุณหมอ เพราะถ้ามีอาการปวดอยู่หรือบวมอยู่ หลายครั้งที่จะได้รับคำตอบจากคุณหมอที่มักจะบอกคนไข้ที่มายังคลินิคว่า ยังถอนให้ไม่ได้ ทำเอาคนไข้หลายรายถึงกับคอตกกลับบ้านกันมานักต่อนัก แต่ในบทความในวันนี้จะเคลียร์ข้อข้องใจ ถึงอาการปวดฟันคุดที่หลายๆคนหนักอกหนักใจ อย่าพึ่งกังวลไปค่ะ เพราะเนื่องจากคุณหมอหรือทันตแพทย์นั้น ส่วนใหญ่แล้วมีหลักการการพิจารณาคนไข้ที่ปวดฟันคุดง่าย ๆ อยู่เพียง 3 ข้อ สำหรับใช้ในการพิจารณารักษาอาการปวดฟันคุดของคนไข้เบื้องต้นแต่ละเคสนั่นเอง โดยจะเริ่มที่หลักการ ข้อที่ 1 นั่นก็คือการพิจารณากำจัดสาเหตุการติดเชื้อออกไป อาทิ การถอนฟัน การให้ยารับประทานเบื้องต้น เป็นต้น 2. เช็คจากอาการคนไข้ต่อการต่อต้านยาชามากน้อยเพียงใด เนื่องจากผลของอาการปวดฟันหรือการอักเสบนั่น ส่งผลอย่างยิ่งต่อฤทธิ์ของยาชาโดยตรงนั่นเอง

ดังนั้น การต่อต้านยาชาของบริเวณที่มีการอักเสบติดเชื้อในช่องปาก ส่งผลให้ภาวะเนื้อเยื่อกลายเป็นกรดได้ง่ายมากๆ ซึ่งมันจะส่งผลให้ทำปฎิกิริยาต่อต้านกับยาชาที่มีฤทธิ์เป็นเบสอย่างมาก ดังนั้น บริเวณที่มีการติดเชื้อและอักเสบของฟันคุด ส่งผลให้ยาชาที่คุณหมอฉีดให้นั่น ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ หรือเรียกว่าชาได้ไม่เต็มที่นั่นเอง สำหรับหลักการสุดท้าย ในข้อที่ 3 ที่คุณหมอจะพิจารณานั่นก็คือ ระดับอาการที่จะเกิดขึ้นกับคนไข้ที่เข้ามาทำการรักษา ซึ่งก็ได้แบ่งออกเป็นได้ 3 ระดับด้วยกัน ดังนี้ คือ แบบที่ 1 คนไข้ที่มีอาการติดเชื้อรุนแรง เคสนี้คุณหมอจะตัดสินใจถอนให้ทันที ทว่า ในกรณีที่คนไข้มีอาการปวดอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถทนเจ็บได้นั่น รวมไปถึงเคสที่คนไข้จำเป็นต้องถอนออกมาหลายซี่ ลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้วิธีการวางยาสลบ หรือถอนฟันคุดภายใต้ยาสลบ เพื่อให้ฟันซี่มีอาการติดเชื้อถูกถอนออกไปโดยเร็วที่สุด เพื่อลดอาการแทรกซ้อนหรือรุนแรงตามมาภายหลัง ดังนั้น ทันตแพทย์หลายท่าน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นถึงเหตุจำเป็นที่ต้องถอนก็จะต้องถอนได้ทันทีนั่นเอง เพื่อให้อาการติดเชื้อนั้นจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว แบบที่ 2 ติดเชื้อระดับกลาง ที่คนทั่วไปมักเป็นกัน หรือคุณหมอจะเจอกันเยอะที่สุด อย่างเช่น คนที่มีอาการเหงือกบวมและรู้สึกปวด ๆ หาย ๆ เป็นระยะ ในระดับนี้จึงเหมาะสมกับทางเลือกที่ 2 คือลดการอักเสบด้วยการรับประทานยา ให้การติดเชื้อของคนไข้ทุเลาเบาบางลง เมื่อกลับมาผ่าฟันคุดออกในครั้งถัดไป ยาชาก็จะทำปฎิกิริยาได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

สำหรับในเคสที่คนไข้นั่น ไม่สามารถอ้าปากได้ หรืออ้าปากไม่ขึ้นเนื่องจากยังมีอาการปวดฟันคุด ทางทันตแพทย์หรือคุณหมอ ก็จะแนะนำให้รับประทานยาลดอาการอักเสบ และอาการปวดฟันคุดก่อนสักระยะ เพื่อช่วยให้รักษาฟันคุดในภายหลัง สบายทั้งคนไข้และสะดวกทั้งคุณหมออีกด้วย แบบที่ 3 คือภาวะติดเชื้อเล็กน้อย หรือยังไม่ติดเชื้อมากนัก คือ มีอาการปวดนิด ๆ หน่อย ๆ มีอาการอักเสบน้อยมาก โดยทางคุณหมอเอง จะมีการตรวจเช็คช่องปาก หากคนไข้มีแนวโน้มจะเจอปัญหาการติดเชื้อ การอักเสบในระยะยาว อาทิ ฟันคุดมีการขึ้นเอียงชนฟันซี่อื่นๆ ส่งผลให้ฟันซี่ข้างๆ มีโอกาสสูงที่จะผุเสียหายตามไปด้วย ทางคุณหมอหรือทันตแพทย์ก็อาจจะพิจารณาให้คนไข้เข้ามาทำการรักษาโดยการเอาฟันคุดออก หลังการกลับบ้านไปควรทานยาลดอักเสบเป็นระยะ แล้วจึงสามารถกลับมาถอนฟันคุด คนไข้ก็จะมีแนวโน้มการรักษาที่ดีขึ้น และยาชาที่ใช้ร่วมกับการรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปด้วย ดังนั้นหากเราเจอฟันที่มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาฟันคุด ทุกท่านควรหาเวลาไปพบคุณหมอหรือทันตแพทย์เพื่อถอนฟันคุดออก ในช่วงที่ไม่มีอาการจะดีที่สุดนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เชื่อว่าหลายๆคนตอนนี้คงได้รับทราบข้อมูลคร่าวๆและพอจะเข้าใจกันแล้วว่า ถ้ามีอาการปวดบวมจะไปถอนฟันคุดได้เลยหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือแนะนำให้คนไข้ไปพบคุณหมอตรวจช่องปากก่อนได้นะคะ เพราะคุณหมอจะต้องเห็นลักษณะในช่องปากและประเมินแนวโน้มด้านในปากทั้งช่องปากเลยค่ะว่า คนไข้มีแนวโน้มฟันคุดอยู่ในระดับความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะแนะนำคนไข้ว่าควรจะให้รีบประทานยาก่อนหรือทำการถอนฟันคุดได้เลย

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายผ่าฟันคุด
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ฟันคุด #ถอนฟันคุด #ผ่าฟันคุด

การรักษารากฟัน 2022

การรักษารากฟัน 2022

เชื่อว่าหลายท่านมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า การรักษารากฟัน เนื่องจากคิดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่พบว่ามีอาการฟันโยก ฟันคลอน การรักษารากฟัน จะสามารถช่วยตอบโจทย์ในการจัดการฟันให้กลับมาแน่นขึ้น ลดการคลอนหรือโยกของฟันได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด วันนี้ทีมงานจึงได้รวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการรักษารากฟันอย่างแท้จริงมาฝากกันค่ะ

 จริงๆแล้วการรักษารากฟันก็คือการเอาคลองประสาทฟันหรือโพรงรากฟันที่เกิดการอักเสบอยู่แล้วออกไป โดยสาเหตุที่จำเป็นจะต้องเอาคลองประสาทฟันที่อักเสบออกไป เนื่องจากว่า ทันตแพทย์มักจะพบว่าคนไข้ที่มีอาการฟันผุ คือสาเหตุหลักที่ทำให้มีการติดเชื้อไปถึงประสาทฟันซี่นั้นๆ หลังจากคุณหมอหรือทันตแพทย์ได้ทำการรักษารากฟัน โดยการนำคลองประสาทฟันออกแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็จะทำความสะอาดช่องปากและคลองประสาทฟันด้วยการใส่ยาฆ่าเชื้อและใช้วิธีการอุดรากฟันตามไปทีหลัง โดยทั้งนี้ เมื่อมีการอักเสบในคลองประสาทฟันก็จะมีการปวดฟันตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้น การรักษารากฟันจึงถือเป็นการลดอาการปวดและอักเสบของฟัน รวมทั้งยังกำจัดอาการปวดฟันให้หายไปโดยสิ้นเชิง หรือเรียกได้ว่ารักษาแบบถอนรากถอนโคนเลยนั่นเอง และการรักษารากฟัน ยังเป็นวิธีการในการที่จะเก็บฟันซี่นั้น ๆ ของคนไข้เอาไว้ได้นานที่สุด โดยฟันยังสามารถกลับไปใช้งานได้ตามปกติอีกด้วย ซึ่งไม่ต้องถอนฟันทิ้งนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฟันซี่ที่ทำการรักษารากฟันไปแล้วนั่น ส่วนใหญ่มักจะพบว่ามีโอกาสเนื้อของฟันเกิดอาการเปราะและแตกง่ายเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น การใช้วิธีรักษารากฟันจึงจำเป็นอย่างมาก ที่จะต้องมีการใช้วิธีทำการครอบฟันร่วมด้วยนั่นเอง

โดยลักษณะของฟันที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษารากฟัน ส่วนใหญ่ทันตแพทย์หรือคุณหมอผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาจากข้อต่อไปนี้ 1.ฟันซี่นั้น เกิดมีรูผุเสียหายจนถึงคลองประสาทฟันและแสดงอาการปวดชัดเจน 2. ฟันซี่นั้นมีสีคล้ำลงผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกในไรฟันอีกด้วย 3. เป็นฟันซี่ที่เคยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงหรือได้รับการกระแทกจากอุบัติเหตุ 4. เป็นลักษณะของฟันซี่ที่มีรอยร้าวหรือมีรอยแตก บิ่น ซึ่งคนไข้มักจะมีอาการปวดและเสียวฟันร่วมด้วย 5. เป็นลักษณะของฟันที่มีการรักษาโดยการอุดฟันไว้อยู่แล้ว แต่เกิดมีตุ่มหนองขึ้นบริเวณของฟันให้เห็นเด่นชัด

การรักษารากฟันหรือโพรงประสาทฟันนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. เพื่อไม่ให้คนไข้มีอาการเจ็บหรือปวดในระหว่างการรักษาคุณหมอหรือทันตแพทย์จะมีการใส่ยาชาให้ก่อน เพื่อลดอาการเจ็บปวด โดยหลังจากยาชาทำการออกฤทธิ์เต็มที่แล้วนั้น ทันตแพทย์จะทำการใส่แผ่นยางกันน้ำลายหรือที่เรียกว่า rubber Dam เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของน้ำลายเข้าไปปะปนในบริเวณคลองรากฟันที่กำลังทำการรักษาอยู่ 2. คุณหมอหรือทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มด้วยขั้นทำความสะอาดคลองรากฟัน โดยทำการใส่ยาไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยคุณหมอจะเริ่มนัดในรอบถัดไปเพื่อทำการรักษาขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีการขยายคลองรากฟันต่อ ด้วยการใส่ยา ซึ่งหากคุณหมอหรือทันตแพทย์แน่ใจแล้วว่า การติดเชื้อบริเวณคลองรากฟันนั่นได้ถูกกำจัดออกไปหมดเกลี้ยงแล้ว ก็จะเริ่มขั้นตอนของการอุดคลองรากฟัน ก็ถือเป็นการจบกระบวนการรักษารากฟัน โดยภายหลังเมื่อทำการรักษารากฟันเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว คุณหมอก็จะทำการรักษาต่อ โดยการอุดตัวฟันด้านบนเพื่อให้คนไข้สามารถใช้งานฟันซี่ต่อไป เช่น ขบเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ ซึ่งภายหลังคุณหมอก็จะทำการนัดตรวจเช็คช่องปากและตรวจเช็คอาการหลังทำการรักษารากฟัน โดยจะทำการนัดคนไข้เป็นเวลา 1-2 ครั้งซึ่งจะใช้ระยะเวลา 2-3 เดือนหลังจากนัน ทันตแพทย์หรือคุณหมอแน่ใจว่าไม่มีอาการหรือพบผลข้างเคียงใดๆ ขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือ จะทำการใส่เดือยฟันและใส่ครอบฟันให้แก่คนไข้ต่อไป เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของรากฟันของคนไข้ให้ฟันซี่ที่ทำการรักษาสามารถกลับมาใช้งานได้ปกติที่สุดนั่นเอง

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายรักษารากฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#รักษารากฟัน #รากฟันเทียม

ทำไมจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมแนะสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตรวจ

ทำไมจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมแนะสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตรวจ

ทำไมจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี พร้อมแนะสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตรวจ

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยไปตรวจสุขภาพประจำปี เพราะคิดว่าไม่ได้ป่วย แสดงว่าก็ไม่ได้เป็นอะไร นั่นดูจะเป็นความคิดที่ประมาทไปสักหน่อย เพราะบางครั้งโรคบางโรคก็ไม่แสดงอาการอะไรเลย จนกว่าโรคจะดำเนินไปจนถึงระยะรุนแรง เราจะมาดูกันค่ะว่าเหตุผลอะไรที่เราควรตรวจสุขภาพประจำปี และสำหรับใครที่อยากจะไปตรวจ เรามีคำแนะนำมาฝากกันด้วย

การตรวจสุขภาพประจำปี คืออะไร

การตรวจสุขภาพประจำปี คือ การตรวจการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพื่อหาความเสี่ยงและความผิดปกติที่อาจจะนำไปสู่โรคร้ายแรงในอนาคต เช่น ตรวจระดับไขมันในเลือด ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจการทำงานของตับ ไต ปอด ฯลฯ

เหตุผลที่ต้องตรวจสุขภาพประจำปี

หากใครกำลังคิดว่าการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นเรื่องสิ้นเปลืองหรือไม่จำเป็นแล้วล่ะก็ มาอ่านตรงนี้ก่อนค่ะ ว่าทำไมเราจึงควรตรวจสุขภาพประจำปี

1. สภาวะสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันสภาวะสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราต่างจากสมัยก่อนมากเลยค่ะ เมืองที่มีแต่ตึก ยานพาหนะ ก็มาพร้อมกับมลพิษ ควัน ฝุ่นละออง ที่ผ่านมาที่หนัก ๆ เห็นจะเป็นฝุ่น PM 2.5 ที่สูดเข้าไปมาก ๆ ก็ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ยิ่งบางคนมีอาการภูมิแพ้อยู่แล้วยิ่งเป็นหนัก การตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยเช็คการทำงานของปอด รวมถึงส่วนต่าง ๆ เพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติและเราจะได้รักษาได้ทันท่วงที

2. โรคระบาด

อย่างสถานการณ์ตอนนี้เราประสบกับวิกฤตโควิด 19 ซึ่งเจ้าเชื้อโรคนี้ก็ดันกลายพันธุ์ออกมาอีกยิบย่อยเยอะแยะไปหมด บางคนก็ไม่แสดงอาการออกมา ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงสามารถช่วยป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

3. It’ okay to be not okay

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า หลายคนมองว่าในเมื่อไม่ป่วยก็แปลว่าไม่ได้เป็นอะไร เลยคิดว่าตัวเองแข็งแรงดีมาตลอด ไม่ต้องไปตรวจสุขภาพประจำปีก็ได้ นั่นหมายความว่าคุณกำลังทำให้ตัวคุณเองเสี่ยงที่จะเกิดโรคไม่รู้ตัว เพราะเราไม่สามารถเห็นได้ว่าภายในร่างกายของเราเป็นอย่างไร บางทีอาจจะมีรอยโรคอยู่ก่อนแล้ว รอเวลาที่ร่างกายจะไม่ไหวและแสดงออกมา ซึ่งบางคนมาตรวจเจอก็ตอนที่เป็นหนัก รักษายากหรือรักษาไม่ได้แล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีเหมือนเราพารถไปเช็ค ตรวจวัดระยะ เช็คเครื่อง ว่าตอนนี้มีส่วนไหนสึกหรอ หรือผิดปกติหรือไม่ เพื่อที่จะดูแลและรักษาได้ทัน

4. เรียนรู้ที่จะป้องกัน

การตรวจสุขภาพประจำปีและเช็คอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้เราเรียนรู้ร่างกายของเราเอง การที่เราได้รู้ความสมบูรณ์ของร่างกายของเราจะทำให้เห็นจุดที่อาจจะบกพร่องได้ในอนาคต เช่น ถ้าระดับไขมันเราสูง เราก็รู้ว่าเราควรจะลดการทานอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคความดันโลหหิตสูง ได้นั่นเอง

ข้อควรรู้ก่อนไปตรวจสุขภาพประจำปี

1. ทบทวนประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว

เนื่องจากโรคบางโรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมและเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของเราได้ จึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อที่จะประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคและรับคำแนะนำในการดูแลตนเอง

2. จดบันทึกคำถามหรือประเด็นที่ต้องการปรึกษาแพทย์

การไปตรวจสุขภาพประจำปี อย่าลืมที่ลิสต์คำถามที่ต้องการถาม หรืออาการบางอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น มีก้อน มีมานานแค่ไหนแล้ว เจ็บไหม

3. มองแผนสุขภาพในระยะยาว

นอกจากสุขภาพในปัจจุบันแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถวางแผนสุขภาพในระยะยาวได้ด้วยค่ะ เช่น การลดน้ำหนัก การวางแผนการมีบุตร การเลิกบุหรี่

การตรวจสุขภาพประจำปียังเป็นอะไรที่สำคัญ ที่เราควรไปอัปเดตร่างกายของตนเองทุก ๆ ปี เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงและหาสิ่งผิดปกติ จะได้รักษาได้ทันท่วงที

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)
www.bpdcdental.com

How to วิธีเลือกประกันสุขภาพที่ใช่สำหรับตัวคุณ

How to วิธีเลือกประกันสุขภาพที่ใช่สำหรับตัวคุณ

How to วิธีเลือกประกันสุขภาพที่ใช่สำหรับตัวคุณ

คำโบราณกล่าวว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” คงไม่มีใครอยากเจ็บป่วยกันใช่ไหมคะ เพราะไม่ใช่แค่ร่างกายของเราที่เสีย แต่เรายังต้องเสียเงินจำนวนมากในการรักษา ทุกครั้งที่ไปหาหมอ โรงพยาบาลมักถามว่า “มีประกันสุขภาพหรือเปล่า” หากใครไม่มี ก็จะต้องจ่ายแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นหากใครยังไม่มีประกันและอยากจะซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยง เรามีวิธีเลือกประกันสุขภาพมาฝากกัน

ปัจจัยในการเลือกประกันสุขภาพ

โดยทั่วไปแล้วประกันสุขภาพจะเป็นเบี้ยทิ้ง ที่เราซื้อเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ตอนนี้คุณยังสุขภาพดี แต่วันดีคืนดีเกิดเหตุไม่คาดฝัน ป่วยขึ้นมา คุณอาจจะต้องเสียเงินที่หามาทั้งชีวิตไปกับค่ารักษาพยาบาล หากใครกำลังจะซื้อ ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญดังนี้

1. เบี้ยประกัน

เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร หลายครั้งคนที่ทำประกันสุขภาพ มักจะถามก่อนเลยว่า “ค่าเบี้ยเท่าไหร่” แน่นอนว่าเบี้ยประกันจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามเพศและช่วงอายุ เช่น เบี้ยประกันเด็กและผู้สูงอายุ จะมีค่าเบี้ยที่สูงเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรค ยังรวมไปถึงอาชีพ (อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงก็จะแพงหน่อย) สุขภาพ รวมไปถึงการดำเนินชีวิต ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพควรจ่ายไม่เกิน 10-15% ของรายได้รวมทั้งปี อย่าลืมว่าเบี้ยประกันอาจมีการปรับขึ้นทุก ๆ ปี

2. วงเงินคุ้มครอง

โดยทั่วไปในประกันสุขภาพจะมีวงเงินคุ้มครองอยู่ 2 แบบ ได้แก่ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดต่อปี (เหมาจ่าย) แบบนี้จะจ่ายไม่อั้นเท่าที่วงเงินคุ้มครอง กับ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุดต่อครั้งต่อโรค แบบนี้จะกำหนดวงเงินรักษาต่อครั้ง ขึ้นชื่อว่าความเจ็บป่วยก็คาดเดายาก การทำประกันสุขภาพ คุณจึงควรคิดถึงกรณีร้ายเเรงที่สุดเพื่อคาดการณ์ได้ว่า ประกันสุขภาพต้องมีเงินคุ้มครองเท่าไหร่ ถึงจะครอบคลุมค่ารักษาของคุณทั้งหมด เพราะถ้าค่ารักษาไม่ครอบคลุม คุณจะต้องจ่ายส่วนต่างอีกด้วย

3. การคุ้มครอง

การเจ็บป่วยแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากมาย เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่าแพทย์ ค่าพยาบาล ฯลฯ คุณจึงต้องเลือกประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ในกรณีที่คุณไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย แต่ถ้าคุณมีสวัสดิการที่ทำงานหรือประกันสังคม อาจจะเลือกแค่ค่า IPD ก็ได้ค่ะ ส่วนการเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ให้สิทธิรักษาอื่น ๆ รับไป

4. กระแสเงินสดของคุณเอง

ด้วยความที่เมื่ออายุมากขึ้น เบี้ยประกันสุขภาพจะเพิ่มมากขึ้นทุกปีตามความเสี่ยง ดังนั้นคุณจะต้องแน่ใจว่าคุณจะมีเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพได้โดยไม่เดือดร้อน ซึ่งเงินที่นำมาจ่ายจะต้องไม่ไปกระทบกับค่าใช้จ่ายหลักของคุณ เพราะประกันสุขภาพเหมือนเป็นการซื้อความอุ่นใจด้านสุขภาพในอนาคต จึงไม่ควรส่งผลกระทบต่อเงินในปัจจุบัน

5. โรงพยาบาลคู่สัญญา

คุณจะต้องเช็คให้ดีว่าประกันสุขภาพที่คุณทำไปนั้น มีโรงพยาบาลคู่สัญญาที่อยู่ใกล้บ้านของคุณหรือไม่ นอกจากนี้ ความสำคัญในการเข้าโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญา คุณสามารถใช้สิทธิรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อนนั่นเอง

6. อายุสูงสุดที่บริษัทจะต่ออายุกรมธรรม์

ปกติแล้วประกันสุขภาพจะต่ออายุแบบปีต่อปี โดยความเสี่ยงอยู่ที่การเคลมค่ารักษาพยาบาลในปีกรมธรรม์
นั้น ๆ หากปีนั้นมีการเคลมมาก ทางประกันอาจจะปฏิเสธ พิจารณาไม่ต่ออายุกรมธรรม์ได้ หรือในรายที่ปกปิดประวัติสุขภาพ ดังนั้นจึงควรเลือกประกันสุขภาพที่มีการการันตีการต่ออายุ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ถ้าเราเป็นโรคร้ายที่ต้องรักษาต่อเนื่องและมีค่าใช้จ่ายสูงจะสามารถเบิกเคลมค่ารักษาพยาบาลได้ตลอดระยะเวลาการรักษา โดยไม่ถูกประกันบอกเลิกสัญญาในปีต่ออายุและได้รับการต่ออายุในระยะยาว

หากใครที่กำลังจะซื้อประกันสุขภาพ ก็อย่าลืมที่จะพิจารณาปัจจัยข้างต้นนี้ เพื่อให้ได้ประกันที่คุ้มค่าและไม่เดือดร้อนเงินในกระเป๋า

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)
www.bpdcdental.com

อาหาร หลัก 5 หมู่ 2022 ยุคใหม่มีอะไรบ้าง

อาหาร หลัก 5 หมู่ 2022 ยุคใหม่มีอะไรบ้าง

อาหาร หลัก 5 หมู่ 2022 ยุคใหม่มีอะไรบ้าง

เข้าสู่ปี 2022 อย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบัน เพราะใน 2 ปีที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นปีที่หนักมากสำหรับทุกคน เนื่องจากสถานการณ์ โรคระบาด COVID-19 ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ระมัดระวังในการใช้ชีวิต และหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ลดความเสี่ยง และวางรากฐานสุขภาพให้แข็งแรง ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่ต้องการอาหารที่ดีต่อร่างกายแต่ยังต้องการอาหารที่ดีต่อโลกด้วย

การให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั้นยังไม่ได้หายไปไหน แต่มันได้เปลี่ยนเป็นเทรนด์ และกลมกลืนไปในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว ซึ่งแนวโน้มของโรคระบาดที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ส่งผลให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการพักผ่อนมากขึ้น แต่แม้ว่าจะดูแลตัวเองดีแค่ไหนก็มีสิทธิ์ที่จะเจ็บป่วยได้ แต่สิ่งพื้นฐานเลยที่ยังจำเป็นสำหรับทุกคนในยุคนี้ก็คือการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว

อาหารหลักที่สำคัญในการสร้างโครงสร้างของร่างกายในการเจริญเติบโต ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ดี ตลอดจนภูมิต้านทานเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งถือว่าจำเป็นมากๆในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

  • คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน

โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ให้หมดไปวันต่อวันจากพลังงานที่ได้จากอาหารหมู่นี้ เช่น ใช้ในการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย หรือการขยับในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาหารหมู่นี้ช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ แต่หากกินมากเกินกว่าที่ร่างกายจำเป็นก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน และก่อให้เกิดโรคอ้วนได้

  • เกลือแร่หรือแร่ธาตุ เช่น พืช ผักชนิดต่างๆ

สารอาหารหมู่นี้มีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อโรค ไวรัส และแบคทีเรียต่างๆที่จะเข้ามาทำลายร่างกาย มากไปกว่านั้นยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฟัน ผิวพรรณ และยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายให้เป็นไปตามปกติ

  • วิตามิน เช่น ผลไม้ชนิดต่างๆ

แม้ร่างกายจะต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็จำเป็นและขาดไม่ได้เช่นกัน เพราะหากขาดจะทำให้ระบบร่างกายของเราผิดปกติได้ หรืออาจเกิดโรคได้นั่นเอง

  • ไขมัน เช่น ไขมันจากพืช และสัตว์

สารอาหารหมู่นี้ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยในการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการกระทบ กระเทือนของอวัยวะภายในอีกด้วย

แม้ว่าเราจะดูแลสุขภาพของเราดีแค่ไหน ทั้งออกกำลังกาย ป้องกันตัวเองตามข้อแนะนำต่างๆได้ดีแล้วก็ตาม แต่หากพื้นฐานร่างกายของเราไม่แข็งแรงพอก็อาจทำให้เรามีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นอาหารหลัก 5 หมู่จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก โดยในแต่ละวันจึงควรบริโภคให้ครบทุกหมู่ และในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน และช่วยให้ร่างกายแข็งแรงพอเพื่อที่จะต่อสู้กับโรคภัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปัจจุบัน

สอบถามเพิ่มเติมและนัดหมายทำฟัน ตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทำฟัน #ตรวจสุขภาพฟัน