ขั้นตอนการรักษาด้วยรากฟันเทียม

ขั้นตอนการรักษาด้วย “รากฟันเทียม”

ขั้นตอนการรักษาด้วยรากฟันเทียม: ความจริงเบื้องหลังงานวิศวกรรมในช่องปากที่คุณต้องรู้

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผมได้มีโอกาสดูแลรอยยิ้มของคนไข้ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงไปจนถึงผู้สูงอายุที่ต้องการกลับมาเคี้ยวอาหารอร่อยอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่ผมพบเจอเหมือนกันแทบทุกเคสคือ “ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” เกี่ยวกับ รากฟันเทียม ครับ

หลายท่านเดินเข้ามาในคลินิกด้วยความหวังว่า การทำรากเทียมคือการ “ซื้ออะไหล่” มาเปลี่ยนเหมือนเปลี่ยนยางรถยนต์ ทำเสร็จในวันเดียวแล้วจบ แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ การ รักษาด้วยรากฟันเทียม คือกระบวนการทางศัลยกรรมและงานประดิษฐ์ที่ละเอียดอ่อนมาก มันคือการปลูกถ่ายอวัยวะเทียมชิ้นเล็กๆ ลงไปเชื่อมต่อกับร่างกายมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัย “เวลา” และ “การวางแผน” ที่รัดกุม เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่กับคุณไปตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ 3-5 ปี

บทความนี้ผมจะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังขั้นตอนการรักษาที่ทันตแพทย์ไม่ได้เล่าให้คุณฟังทั้งหมด เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไมกระบวนการนี้ถึงต้องใช้ความละเอียด และทำไมราคาค่ารักษาถึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจ


1. การวางแผนพิมพ์เขียว: มากกว่าแค่เอกซเรย์ (Comprehensive Planning)

ขั้นตอนแรกคือจุดชี้ชะตาความสำเร็จของงานครับ คนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าแค่เอกซเรย์แผ่นเดียวก็บอกได้แล้วว่าทำได้หรือไม่ได้ แต่ในมาตรฐานระดับสูง เราต้องการข้อมูลที่มากกว่านั้น

การเอกซเรย์ทั่วไป (2D Panoramic) บอกเราได้แค่ความสูงของกระดูก แต่มันบอก “ความกว้าง” และ “คุณภาพความหนาแน่น” ไม่ได้ครับ ผมเคยเจอเคสที่ดูฟิล์มธรรมดาเหมือนกระดูกพอ แต่พอส่งทำ CT Scan (3D) กลับพบว่ากระดูกบางจนเกือบทะลุโพรงประสาท

ขั้นตอนที่แท้จริง: ทันตแพทย์จะใช้ไฟล์ภาพ 3 มิติ มาจำลองการฝังรากเทียมในคอมพิวเตอร์ก่อนผ่าตัดจริง เพื่อดูตำแหน่งเส้นเลือด เส้นประสาท และคำนวณองศาที่เหมาะสมที่สุด เพราะรากเทียมที่ฝังผิดตำแหน่งเพียง 1-2 มิลลิเมตร อาจส่งผลให้ใส่ฟันปลอมยาก หรือเศษอาหารติดซอกฟันตลอดชีวิต ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ยากมาก

2. การเตรียมพื้นที่: เมื่อ “ฐานราก” สำคัญกว่าตัวตึก

ไม่ใช่ทุกคนที่เดินเข้ามาแล้วจะปัก รากฟันเทียม ได้เลยทันที ปัญหาที่ผมเจอบ่อยที่สุดคือ “กระดูกละลาย” จากการที่ถอนฟันไปนานแล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอม หรือมีการติดเชื้อปลายรากเดิม

หากปริมาณกระดูกไม่พอ เราจำเป็นต้องทำขั้นตอน “ปลูกกระดูก” (Bone Grafting) ก่อนครับ เปรียบเสมือนเราจะสร้างบ้านบนดินเลน เราต้องถมดินและอัดให้แน่นก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะทำพร้อมกับการปักรากเทียม หรือทำแยกกันก่อนล่วงหน้า 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการละลาย

นี่คือจุดที่ทำให้ระยะเวลาการรักษาของแต่ละคนไม่เท่ากัน และเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณไม่ควรเทียบเคสของคุณกับเพื่อน เพราะสภาพ “ดิน” ของแต่ละคนต่างกันครับ

3. การผ่าตัดฝังรากเทียม: ศิลปะแห่งความแม่นยำ (Surgical Phase)

เมื่อพื้นฐานพร้อม เราจะเข้าสู่ขั้นตอนการฝังไทเทเนียมสกรูลงไป ในมุมของคนไข้มักกังวลเรื่องความเจ็บ แต่จากประสบการณ์จริงของผม คนไข้กว่า 90% บอกว่า “เจ็บน้อยกว่าตอนถอนฟัน” มากครับ เพราะเป็นการทำงานที่สะอาด มีการระบายความร้อน และกระทบกระเทือนเนื้อเยื่อน้อยมาก

หัวใจสำคัญในขั้นตอนนี้คือ “Torque” หรือแรงบิดในการขันรากเทียมลงไป ทันตแพทย์ต้องใช้มือสัมผัสและเครื่องมือวัดค่าความเสถียร (ISQ) เพื่อให้มั่นใจว่ารากเทียมยึดแน่นพอดี ไม่หลวมไปและไม่แน่นจนกระดูกช้ำ

4. ช่วงเวลาแห่งการรอคอย: กระบวนการ Osseointegration

นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดและคนไข้ใจร้อนมักจะรอไม่ไหว หลังจากฝังรากเทียมเสร็จ เราต้องปล่อยให้ร่างกายทำงานครับ เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Osseointegration หรือการที่เซลล์กระดูกของมนุษย์ค่อยๆ คืบคลานเข้าไปยึดเกาะกับผิวของไทเทเนียมจนเป็นเนื้อเดียวกัน

  • ฟันล่าง: โดยปกติรอประมาณ 2-3 เดือน

  • ฟันบน: กระดูกพรุนกว่า จึงต้องรอนานกว่า ประมาณ 3-6 เดือน

มีเทคนิคที่เรียกว่า Immediate Loading หรือการใส่ฟันทันทีหลังปัก ซึ่งทำได้ในบางกรณีที่กระดูกคุณภาพดีเยี่ยมจริงๆ เท่านั้น แต่หากฝืนทำในเคสที่ไม่พร้อม ความเสี่ยงที่รากเทียมจะหลุดในภายหลังมีสูงมาก ผมจึงมักแนะนำให้คนไข้ “รอ” เพื่อความชัวร์ระยะยาวดีกว่าครับ

5. การใส่ครอบฟัน: งานสถาปัตยกรรม (Prosthetic Phase)

เมื่อรากเทียมยึดติดกับกระดูกสมบูรณ์แล้ว เราจะพิมพ์ปากเพื่อทำครอบฟัน ขั้นตอนนี้ไม่ใช่แค่การทำฟันขาวๆ มาใส่ แต่คือการออกแบบ “Emergence Profile” หรือรูปร่างของฟันที่โผล่พ้นเหงือกออกมา ให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด

ความยากคือการทำอย่างไรให้เหงือกโอบล้อมรอบคอฟันสวยงามเหมือนฟันจริง และต้องออกแบบจุดสบฟัน (Occlusion) ให้แรงบดเคี้ยวลงในแนวดิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดแรงงัดที่รากเทียม ซึ่งอาจทำให้น็อตคลายตัวในอนาคต


มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สิ่งที่วงการไม่ค่อยบอกคุณ (Expert Insight)

ในฐานะที่ผมอยู่ในวงการนี้มานาน ผมอยากแชร์ Insight บางอย่างเพื่อให้คุณใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจ รักษาด้วยรากฟันเทียม ครับ

1. “ของถูก” มักแพงที่ “ค่าซ่อม” รากฟันเทียมมีหลายเกรด ตั้งแต่แบรนด์พรีเมียมยุโรป/อเมริกา ไปจนถึงแบรนด์ทางเลือก สิ่งที่แตกต่างกันไม่ใช่แค่ชื่อยี่ห้อ แต่คือ “ความบริสุทธิ์ของไทเทเนียม” และ “เทคโนโลยีผิวสัมผัส” (Surface Treatment)

แบรนด์ระดับโลกมีการวิจัยผิวสัมผัสที่ทำให้กระดูกเกาะได้เร็วและแน่นกว่า รวมถึงความแม่นยำของข้อต่อ (Connection) ระหว่างรากกับฟันปลอมที่แนบสนิทระดับไมครอน ป้องกันแบคทีเรียเข้าไปสะสม ผมเคยแก้เคสรากเทียมราคาประหยัดที่น็อตหักคา หรือข้อต่อหลวมจนมีกลิ่นปาก ซึ่งค่าแก้แพงกว่าและเจ็บตัวกว่าการทำดีๆ ตั้งแต่ครั้งแรกมากครับ

2. โรคเหงือกอักเสบรอบรากเทียม (Peri-implantitis) คือฝันร้าย คนไข้มักคิดว่ารากเทียมไม่มีทางผุ เลยไม่แปรงฟันดีเหมือนเดิม ความจริงคือ รากเทียมไม่ผุ แต่ “เหงือกและกระดูกรอบๆ” ป่วยได้ครับ ถ้าดูแลไม่ดี จะเกิดการอักเสบจนกระดูกละลายและรากเทียมหลุดออกมาได้ ซึ่งรักษายากกว่าโรคเหงือกในฟันธรรมชาติเสียอีก ดังนั้นวินัยในการดูแลหลังรักษาคือเรื่องคอขาดบาดตาย

3. การเลือกหมอ สำคัญกว่าเลือกยี่ห้อ เครื่องมือที่ดีที่สุด ถ้าอยู่ในมือคนที่ไม่ชำนาญ ก็ไม่อาจสร้างผลงานที่ดีได้ ประสบการณ์ของทันตแพทย์ในการแก้ปัญหาหน้างาน การวางแผนทิศทางแรง และการจัดการเนื้อเยื่ออ่อน (Soft Tissue Management) คือตัวแปรสำคัญที่จะบอกว่ารากเทียมซี่นั้นจะอยู่กับคุณ 5 ปี หรือ ตลอดชีวิต


คำถามที่คนค้นหาจริง (FAQ เชิงลึก)

Q: ทำรากฟันเทียม เจ็บมากไหม? A: เป็นคำถามยอดฮิตครับ ความจริงคือเจ็บน้อยกว่าการถอนฟันคุดหรือถอนฟันกรามมาก เพราะบริเวณที่เราฝังรากเทียมลงไป เส้นประสาทน้อยกว่าบริเวณรอบรากฟันธรรมชาติ หลังยาชาหมดฤทธิ์ ส่วนใหญ่คนไข้ทานยาแก้ปวดธรรมดาก็เอาอยู่ และสามารถกลับไปทำงานได้ในวันรุ่งขึ้นครับ

Q: ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ทำได้ไหม? A: อายุไม่ใช่ข้อจำกัดครับ แต่ “สุขภาพองค์รวม” คือสิ่งที่ต้องดู หากเป็นเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลได้ดี (HbA1c ไม่สูงเกินไป) หรือโรคความดันที่ทานยาควบคุมอยู่ สามารถทำได้ปกติครับ แต่กลุ่มที่ต้องระวังพิเศษคือผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยากลุ่ม Bisphosphonate (ยารักษาโรคกระดูกพรุน) ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อปรับยาก่อนเสมอ

Q: ทำไมราคาแต่ละคลินิกถึงต่างกันหลักหมื่น? A: ต้นทุนหลักๆ มาจาก 3 ส่วนครับ 1. ค่าตัวรากเทียม (แบรนด์สวิส/อเมริกา แพงกว่าเกาหลี/จีน) 2. ค่าห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ทำครอบฟัน ว่าใช้ช่างฝีมือระดับไหน วัสดุครอบฟันเป็น Zirconia เกรดไหน และ 3. ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่น้อยลงและความสำเร็จระยะยาวครับ

Q: รากฟันเทียมอยู่ได้ตลอดชีวิตจริงไหม? A: ตามทฤษฎีคือ “ใช่” ครับ ตัวไทเทเนียมเองไม่มีวันเสื่อมสภาพในปากมนุษย์ แต่สิ่งที่ทำให้มันไม่อยู่ตลอดชีวิตคือ “สภาพแวดล้อมรอบๆ” เช่น กระดูกละลายจากโรคเหงือก หรือแรงบดเคี้ยวที่ผิดปกติ หากคนไข้ดูแลความสะอาดดีและมาเช็คระยะทุก 6 เดือน มันจะเป็นอวัยวะที่อยู่กับคุณไปจนวันสุดท้ายครับ


บทสรุป

การ รักษาด้วยรากฟันเทียม ไม่ใช่การซื้อสินค้าสำเร็จรูป แต่เป็นการลงทุนใน “คุณภาพชีวิต” ระยะยาว การได้กลับมาทานสเต็ก ทานผักผลไม้กรอบๆ และยิ้มได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลว่าฟันปลอมจะหลุด คือความคุ้มค่าที่ประเมินราคาไม่ได้

ผมอยากฝากไว้ว่า อย่าตัดสินใจเพียงเพราะโปรโมชั่นราคาถูก แต่ให้ตัดสินใจจาก “ความเข้าใจ” และ “ความเชื่อมั่น” ในทีมรักษา คุยกับคุณหมอให้เคลียร์ ถามให้เยอะจนกว่าจะมั่นใจ เพราะนี่คืองานศิลปะบนร่างกายที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิตครับ

สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)

#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม

Comments are closed.