“กรอฟัน” ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด: เปิดโลกทันตกรรมเพื่อรอยยิ้มสวยและสุขภาพช่องปากที่ยั่งยืน
มีหลายคนที่เมื่อได้ยินคำว่า “กรอฟัน” อาจรู้สึกผวา กลัว หรือหวาดเสียวในทันที เพราะในอดีตที่ผ่านมาภาพจำของการกรอฟันมักเกี่ยวโยงกับเสียงเครื่องมือทันตกรรมที่ค่อนข้างดัง และอาการเจ็บปวดที่หลายคนกังวล อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีทันตกรรมพัฒนาไปไกล และทันตแพทย์มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น กระบวนการกรอฟันในปัจจุบันจึงไม่ได้น่ากลัวหรือเจ็บปวดเหมือนที่หลายคนเข้าใจ แถมยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของฟัน เช่น ฟันผุ ฟันแตก การเตรียมพื้นที่เพื่อติดเครื่องมือจัดฟัน หรือแม้กระทั่งการปรับแต่งรูปฟันเพื่อความสวยงาม
ในบทความนี้ เราจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จัก “กรอฟัน” ในมุมมองใหม่แบบเจาะลึก เพื่อให้เห็นว่าอันที่จริงแล้ว กระบวนการนี้มีประโยชน์อย่างไร เหตุใดบางกรณีจึงเลี่ยงไม่ได้ และการดูแลหลังการกรอฟันควรทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ดีที่สุด ถ้าใครยังติดภาพจำไม่ดีเกี่ยวกับการกรอฟันอยู่ หรือสงสัยว่าทำไมทันตแพทย์ต้องกรอฟันให้เรา ลองอ่านเนื้อหาต่อไปนี้ รับรองว่าอาจเปลี่ยนมุมมองได้เลยทีเดียว
1. “กรอฟัน” คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
“กรอฟัน” คือกระบวนการที่ทันตแพทย์ใช้เครื่องมือทันตกรรมชนิดพิเศษ เช่น หัวกรอความเร็วสูง (High-Speed Handpiece) หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ในการกรอตัวเนื้อฟันออกบางส่วน เพื่อแก้ปัญหาหรือเตรียมพื้นผิวฟันให้เหมาะกับการรักษาขั้นตอนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอุดฟัน การครอบฟัน การใส่สะพานฟัน หรือกระทั่งการตกแต่งฟันให้มีรูปทรงสวยงาม เหตุผลหลัก ๆ ที่การกรอฟันมีความสำคัญ มีดังนี้
-
กำจัดส่วนที่ผุหรือเสียหาย
ฟันที่มีรอยผุ หากปล่อยไว้นาน ๆ อาจทำให้แบคทีเรียลุกลามไปจนถึงโพรงประสาทฟัน และอาจต้องรักษารากฟันในที่สุด การกรอฟันจึงเป็นวิธีที่ช่วยกำจัดเนื้อฟันที่ผุออก ก่อนจะอุดหรือใส่วัสดุทดแทนให้ฟันกลับมาใช้งานได้เป็นปกติ -
ปรับแต่งรูปทรงฟันเพื่อการรักษา
ในกรณีที่ต้องใส่ครอบฟัน สะพานฟัน หรือรากฟันเทียม ทันตแพทย์อาจต้องกรอฟันที่อยู่ติดกันให้มีขนาดหรือรูปทรงเหมาะสม เพื่อเพิ่มพื้นที่และความแม่นยำในการใส่อุปกรณ์ทันตกรรม หรือแม้แต่การจัดฟันบางรูปแบบก็อาจต้องกรอฟันเล็กน้อยเพื่อปรับช่องว่าง -
เสริมความสวยงามของฟัน
บางครั้งการกรอฟันไม่ได้เกิดจากฟันผุ แต่เป็นการเสริมความสวยงาม เช่น ฟันบางซี่แตกบิ่น หรือรูปทรงฟันไม่สมส่วน ทันตแพทย์สามารถใช้เครื่องมือกรอเพื่อปรับแต่งให้เรียบเนียนสวยงาม -
ลดความเสี่ยงต่อปัญหาฟันในอนาคต
ฟันที่แตกเล็กน้อย หรือมีร่องรอยผุลึก แม้ว่าจะยังไม่ปวดมาก แต่หากละเลยไม่รีบแก้ไข อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม การกรอฟันจึงเป็นเสมือน “ขั้นตอนเชิงป้องกัน” ช่วยหยุดปัญหาไม่ให้ลุกลาม
2. สถานการณ์ที่พบการ “กรอฟัน” ได้บ่อย
แม้กระบวนการกรอฟันจะฟังดูค่อนข้างหลากหลาย แต่โดยทั่วไปแล้ว มักจะเกิดขึ้นภายใต้การรักษาหลัก ๆ ดังนี้
-
อุดฟัน
นี่ถือเป็นเคสพื้นฐานที่เราจะได้พบการกรอฟันบ่อยที่สุด ถ้าฟันผุ ทันตแพทย์จะกรอเพื่อเอาส่วนที่เสียออกให้หมด จากนั้นจึงอุดด้วยวัสดุเรซินหรืออมัลกัมตามแต่กรณี -
ครอบฟันหรือสะพานฟัน
หากฟันมีเนื้อเสียหายมาก จนไม่สามารถอุดได้อย่างมั่นคง ทันตแพทย์มักแนะนำให้ครอบฟันเพื่อเพิ่มความแข็งแรง ในขั้นตอนนี้จะต้องกรอตัวฟันให้เล็กลงบางส่วน เพื่อให้ครอบฟันสวมพอดี -
เคลือบผิวฟัน (Veneer)
การทำวีเนียร์เป็นที่นิยมมากสำหรับการปรับสีฟันและรูปร่างฟันเพื่อความสวยงาม บางครั้งต้องกรอหน้าฟันเล็กน้อย เพื่อเตรียมพื้นที่ติดแผ่นวีเนียร์ให้ดูเป็นธรรมชาติและไม่หนาเกิน -
จัดฟัน
การจัดฟันบางรูปแบบอาจจำเป็นต้องสร้างช่องว่างระหว่างฟัน โดยการกรอฟันซี่ที่ชิดกันเพียงเล็กน้อย เรียกว่า “Stripper หรือ Interproximal Reduction (IPR)” เพื่อให้ฟันสามารถขยับเรียงตัวได้สะดวก -
รักษารากฟัน
หากต้องเจาะโพรงประสาทฟันเพื่อรักษาราก บางครั้งอาจต้องกรอฟันส่วนที่ผุหรือเสียหายออก ก่อนจะทำความสะอาดภายในราก
3. ขั้นตอนการกรอฟัน: จากห้องตรวจสู่ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย
-
ตรวจและวินิจฉัย
ก่อนเริ่มการกรอฟัน แพทย์จะทำการตรวจสภาพฟัน ซักประวัติ หรืออาจใช้การเอกซเรย์ หากฟันผุลึกหรือซับซ้อน การวางแผนจะละเอียดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการกรอฟันที่เกินจำเป็น -
ให้ยาชา (หากจำเป็น)
ในกรณีที่การกรอค่อนข้างลึก หรือผู้ป่วยมีความไวต่อความเจ็บ ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่บริเวณเหงือกและตัวฟัน ทำให้ระหว่างกรอผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บมาก บางรายอาจแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย -
การกรอด้วยเครื่องมือความเร็วสูง
ทันตแพทย์จะใช้ “หัวกรอ” รูปทรงคล้ายปากกา ที่มักส่งเสียงดัง วัตถุประสงค์คือการกัดเนื้อฟันบริเวณที่ผุหรือเสียหายให้หลุดออก และเตรียมพื้นที่สำหรับขั้นตอนรักษาหลัก ๆ เช่น อุดฟันหรือครอบฟัน ในระหว่างทำอาจมีการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อระบายความร้อนและเศษผุ -
ตรวจเช็กความเรียบร้อย
เมื่อกรอฟันเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบว่ากำจัดส่วนที่ผุได้หมดหรือยัง ฟันถูกเตรียมรูปทรงตามต้องการหรือไม่ หากทุกอย่างเรียบร้อย ก็พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนรักษาต่อไป เช่น การอุดหรือใส่ครอบฟัน -
แนะนำการดูแลหลังทำ
หลังกรอฟันเสร็จใหม่ ๆ อาจมีอาการเสียวฟันหรือระคายเคืองเหงือกเล็กน้อย ทันตแพทย์จึงมักแนะนำให้คนไข้หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว หรือร้อนจัด รวมถึงแจ้งวิธีแปรงฟันอย่างถูกต้องเพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาเพิ่มเติม
4. ไขข้อสงสัย: “กรอฟัน” เจ็บมากน้อยแค่ไหน
คำถามยอดนิยมที่ใครหลายคนอยากรู้ คงหนีไม่พ้น “กรอฟันเจ็บหรือเปล่า?” แม้แต่คนที่เคยผ่านประสบการณ์ก็ยังรู้สึกหวั่นเล็ก ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วระดับความเจ็บปวดระหว่างการกรอฟันนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความลึกของฟันผุ ตำแหน่งการกรอ การใช้ยาชา รวมไปถึงสภาพร่างกายผู้ป่วยเอง
- หากเป็นการกรอตื้น ๆ หรือกรอเพียงผิวฟัน: อาจแทบไม่เจ็บหรือรู้สึกนิดหน่อย เหมือนโดนสั่น ๆ เวลาหัวกรอทำงาน
- หากกรอลึกใกล้โพรงประสาท: มักใช้ยาชาช่วยลดความรู้สึกเจ็บได้มาก อาจมีความรู้สึกตึง ๆ หรือจุกเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้วไม่ควรทรมานเหมือนภาพจำในอดีต
- ผู้ป่วยที่มีอาการเสียวฟันหรือเครียดง่าย: อาจรู้สึกไวต่อความเจ็บมากกว่าคนทั่วไป หากกังวล สามารถแจ้งทันตแพทย์ล่วงหน้า เพื่อวางแผนให้เหมาะสมได้
เทคโนโลยีทางทันตกรรมในปัจจุบันพัฒนาขึ้นมาก หัวกรอหลายรุ่นทั้งเงียบลงและสั่นสะเทือนน้อยกว่าเดิม บวกกับยาชาทางเลือกหลายชนิด ทำให้ประสบการณ์ “กรอฟัน” โดยทั่วไปไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
5. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (แต่หลีกเลี่ยงได้)
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหัตถการใดที่ปราศจากความเสี่ยง 100% การกรอฟันก็เช่นกัน อาจมีข้อควรระวังหรือผลข้างเคียงบางอย่างที่ต้องรู้ไว้
-
อาการเสียวฟันหลังทำ
เป็นเรื่องปกติ เพราะชั้นปกป้องของฟันถูกกรอออก แม้จะเล็กน้อยแต่บางคนอาจไวต่อความรู้สึก แต่อาการเสียวฟันนี้มักหายไปเองภายในไม่กี่วัน หรือสามารถใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวร่วมด้วย -
ปวดหรือระบมเล็กน้อย
มักเกิดจากการระคายเคืองบริเวณเหงือกหรือการกดเบา ๆ ขณะทำ แพทย์อาจให้ยาแก้ปวดหรือแนะนำให้ประคบเย็นหากมีอาการบวม -
เสี่ยงต่อการติดเชื้อหากดูแลไม่ดี
ในเคสที่กรอและต้องใส่อุปกรณ์ต่อ หากผู้ป่วยไม่รักษาความสะอาดตามคำแนะนำ ก็อาจเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบได้เช่นกัน -
กรอมากเกินไป
อาจเกิดในเคสที่แพทย์ไม่มีความชำนาญพอ หรือคาดคะเนปริมาณเนื้อฟันผิดพลาด แต่หากเป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ โอกาสเกิดปัญหานี้น้อยมาก
สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารกับทันตแพทย์ หากรู้สึกเจ็บผิดปกติ หรือมีอาการข้างเคียงนานเกินควร ควรรีบเข้าพบเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป
6. หัวใจสำคัญหลัง “กรอฟัน” เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำซ้อน
-
เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม
ในช่วงแรก หลีกเลี่ยงของแข็ง เหนียว หรือร้อนจัด เพราะอาจกระตุ้นอาการเสียวฟันหรือนำไปสู่การแตกหักของวัสดุอุดได้ ควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน เคี้ยวง่าย และอุณหภูมิกลาง ๆ -
รักษาความสะอาดช่องปากอย่างเคร่งครัด
การแปรงฟันอย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงซอกฟันตามความเหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยป้องกันการผุซ้ำหรือการอักเสบในบริเวณที่เพิ่งกรอมา -
หมั่นเช็กอาการเสียวหรือปวด
หากหลังทำมีอาการเสียวฟันปกติ บางครั้งอาจค่อย ๆ บรรเทาและหายไปเอง แต่หากเสียวต่อเนื่องจนรบกวนชีวิตประจำวัน ควรติดต่อทันตแพทย์อีกครั้ง -
ติดตามผลกับทันตแพทย์
เคสที่มีการอุด หรือใส่ครอบฟัน หากทันตแพทย์นัดเพื่อตรวจซ้ำ ควรไปตามเวลาที่กำหนด เพื่อเช็กว่าการรักษาเรียบร้อยและฟันไม่เกิดปัญหาเพิ่มเติม
7. “กรอฟัน” กับการจัดฟัน: ทำไมต้องกรอ และควรระวังอะไร
ในกระบวนการจัดฟัน (Orthodontics) บางครั้งแพทย์อาจพูดถึงเรื่อง “กรอฟัน” เพื่อสร้างช่องว่างให้ฟันสามารถเคลื่อนไปตามตำแหน่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น หรือเรียกกระบวนการนี้ว่า IPR (Interproximal Reduction) ซึ่งแพทย์จะกรอฟันที่สัมผัสกันอยู่ให้บางลงเล็กน้อย
- เหตุผลที่ต้องทำ: เพราะบางคนมีฟันซ้อนเก หรือไม่มีช่องว่างพอที่จะจัดเรียงให้ฟันอยู่ในตำแหน่งเหมาะสม การถอนฟันอาจดูเป็นทางเลือกสุดท้าย IPR จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้การจัดฟันมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องถอนฟันออก
- ปริมาณการกรอ: มักเป็นปริมาณที่น้อยมาก เพียง 0.2-0.5 มิลลิเมตรต่อซี่ ซึ่งเพียงพอสำหรับการจัดฟัน และไม่ส่งผลเสียต่อโครงสร้างหลักของฟัน
- ข้อควรระวัง: หากกรอมากเกินไปอาจเสี่ยงฟันสึก หรือเพิ่มโอกาสผุในซอกฟันได้ การเลือกทันตแพทย์จัดฟันที่เชี่ยวชาญจึงสำคัญอย่างยิ่ง
8. ค่าใช้จ่ายในการกรอฟันและปัจจัยที่กำหนดราคา
โดยทั่วไปแล้ว “กรอฟัน” ไม่ได้มีราคากลางตายตัว เพราะมักเป็นส่วนหนึ่งของการรักษารูปแบบอื่น เช่น อุดฟัน ครอบฟัน หรือจัดฟัน แต่ถ้าจะประเมินราคา ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่
-
ขนาดและความลึกของปัญหา
ถ้าฟันผุลึก จำเป็นต้องกรอมาก ค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นตามเวลาและวัสดุที่ใช้ -
วัสดุที่ใช้ในการอุดหรือตกแต่ง
หากกรอฟันเพื่อเตรียมอุด วัสดุอุดเช่น เรซิน (Composite) หรืออมัลกัมก็มีราคาระดับต่าง ๆ หรือถ้าเป็นการเตรียมครอบฟัน ก็ขึ้นกับชนิดของครอบ (เซรามิก, โลหะผสม, ฯลฯ) -
ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทันตแพทย์
คลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีแพทย์เชี่ยวชาญสูง และใช้อุปกรณ์ทันสมัย มักมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ แต่ก็คุ้มค่ากับคุณภาพและความปลอดภัย -
พื้นที่และสถานพยาบาล
ค่ารักษาอาจแตกต่างกันระหว่างคลินิกเอกชนในเมืองใหญ่ กับโรงพยาบาลรัฐบาลในต่างจังหวัด เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานไม่เท่ากัน
ผู้ป่วยสามารถปรึกษาหรือสอบถามค่าใช้จ่ายเบื้องต้นได้จากทันตแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ของคลินิกก่อนตัดสินใจ เพื่อจัดการงบประมาณล่วงหน้า
9. เคล็ดลับป้องกันไม่ให้ต้อง “กรอฟัน” บ่อย ๆ
แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่อย่างไรเสีย การ “กรอฟัน” ก็คือการตัดเนื้อฟันออกไป ซึ่งหากทำบ่อย ๆ หรือมากเกินความจำเป็นย่อมไม่เป็นผลดี ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันปัญหาฟันที่อาจต้องกรอ ได้แก่
-
แปรงฟันอย่างถูกวิธี
ควรเลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม จับแปรงทำมุม 45 องศา และใช้แรงกดแค่พอประมาณ เพื่อป้องกันการสึกกร่อนของเคลือบฟันและการทำร้ายเหงือก -
ใช้ไหมขัดฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก
เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรียในซอกฟัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฟันผุ -
หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัดและเปรี้ยวจัด
น้ำตาลและกรดจะกระตุ้นให้เคลือบฟันเสื่อมเร็ว และเกิดฟันผุได้ง่าย -
ตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ
พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อเช็กว่าไม่มีจุดเล็ก ๆ ที่เริ่มผุหรืออักเสบ ถ้าพบปัญหา แก้ตั้งแต่เนิ่น ๆ มักไม่ต้องกรอฟันลึก -
ระวังพฤติกรรมที่ทำลายฟัน
เช่น ชอบกัดของแข็ง กัดเล็บ หรือดึงฝาขวดด้วยฟัน นอกจากจะเสี่ยงบิ่น แตก ยังอาจทำให้ต้องกรอเพื่อซ่อมแซมได้
10. ตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการ “กรอฟัน”
Q1: กรอฟันแล้วฟันจะบางลงมากไหม
A1: ปริมาณที่กรอมักพอเหมาะกับวัตถุประสงค์การรักษา ไม่ได้กรอจนฟันบางเกินไป หากทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ฟันที่เหลือยังแข็งแรงและใช้งานได้ดี
Q2: ทำไมบางครั้งต้องกรอฟันทั้งที่เราไม่รู้สึกปวด
A2: ฟันบางจุดผุโดยไม่แสดงอาการปวด หรือจำเป็นต้องกรอเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับติดวัสดุ หรือครอบฟัน หากละเลยอาจทำให้ปัญหาลุกลาม
Q3: กรอฟันเพื่อจัดฟันจะมีผลต่อสุขภาพฟันระยะยาวไหม
A3: โดยทั่วไปไม่ หากกรอในปริมาณจำกัด และได้รับการดูแลหลังทำอย่างถูกต้อง ฟันก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเดิม
Q4: หลังกรอฟันสามารถเคี้ยวอาหารตามปกติได้เมื่อไหร่
A4: ส่วนใหญ่ภายใน 24-48 ชั่วโมงก็สามารถเคี้ยวได้เกือบปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว หรือต้องใช้แรงกัดมากในช่วงแรก
Q5: ถ้าเลือกไม่กรอฟันได้ไหม
A5: ขึ้นกับปัญหาของแต่ละบุคคล หากฟันผุลึกหรือเสียหายมาก การกรอฟันเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหารุนแรงในอนาคต แต่ถ้าฟันผุเล็กน้อยมาก บางครั้งแพทย์อาจใช้เทคนิคอื่นแทน
สรุป: “กรอฟัน” ไม่ใช่ฝันร้าย หากเรารู้เท่าทันและป้องกันอย่างถูกวิธี
แม้คำว่า “กรอฟัน” จะฟังดูน่าหวาดเสียว แต่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีทางทันตกรรมก้าวหน้า การกรอฟันกลับเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างมาตรฐานและปลอดภัย หากทำโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้ชัดเจนระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ ว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องกรอฟัน กรอมากน้อยแค่ไหน และดูแลตนเองหลังทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด รวมถึงลดความเสี่ยงของปัญหาในอนาคต
ดังนั้น หากคุณพบว่าอาจต้องเข้ารับการ “กรอฟัน” ไม่ว่าจะเป็นเพราะอุดฟัน ผุลึก เตรียมใส่ครอบฟัน หรือจัดฟัน ก็ขอให้มั่นใจว่า กระบวนการนี้เป็นเรื่องปกติและจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงในอนาคต พร้อมกันนี้ อย่าลืมดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของคุณเป็นประจำ เพราะการป้องกันไม่ให้ต้องกรอฟันบ่อย ๆ ย่อมดีกว่าการรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วตามแก้ทีหลังเสมอ
สุดท้ายแล้ว รอยยิ้มสวยและสุขภาพช่องปากที่แข็งแรง ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากความเอาใจใส่และการลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในการทำความสะอาดฟันอย่างถูกวิธี การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ และความร่วมมือกับทีมทันตแพทย์เมื่อจำเป็นต้องมีการรักษา ไม่ว่าครั้งต่อไปจะต้อง “กรอฟัน” หรือไม่ ก็ขอให้คุณผู้อ่านมั่นใจว่านี่คือส่วนหนึ่งของเส้นทางในการดูแลรากฐานสุขภาพและความสวยงามที่ยั่งยืนของตัวเราเอง!
สอบถามเพิ่มเติมและตรวจสุขภาพฟัน
โทรศัพท์ 02-0665455 , 092-5187829
Line id: @bpdc หรือ bpdc.dental
https://bpdcdental.com/
ที่อยู่ : คลินิกทันตกรรม BPDC ถนนกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ (มีที่จอดรถใต้ตึก)
#ทันตกรรม #ตรวจสุขภาพฟัน #คลินิกทันตกรรม